bg-single

ตระกูลธุรกิจ ‘ว่องกุศลกิจ’ (อีกตอน)

23.11.2025

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

พัฒนาการธุรกิจครอบครัวอีกหนึ่ง ซึ่งไปไกลทีเดียว

จากนี้เป็นภาพเชิงขยาย จากคราวที่แล้วที่ว่าไว้ในตอนท้าย “ธุรกิจครอบครัวตระกูลว่องกุศลกิจ เริ่มต้นจากพื้นฐานเกษตรกรรม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยรุ่นที่หนึ่ง นำความรู้การปลูกอ้อยและการผลิตน้ำตาลแบบดั้งเดิม จากจีนแผ่นดินใหญ่มาสู่แผ่นดินไทย ที่สำคัญมากๆ อีกฉากตอนหนึ่ง เป็นอีกตระกูลธุรกิจไทย โดยรุ่นที่ 2 สามารถก้าวข้ามวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 มาได้”

ข้อมูลทางการระบุจุดตั้งต้นไว้ “ปี 2489 น้ำตาลมิตรผล ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมครัวเรือนขนาดเล็กที่ผลิตน้ำเชื่อมเข้มข้น ส่งขายให้โรงงานน้ำตาลผลิตน้ำตาลทราย”

ถือว่า จุดเริ่มต้นของชาวจีนอพยพมาจากซัวเถา ระลอกท้ายๆ สู่แผ่นดินสยาม มาช้าพอสมควร คาดว่า มาช้ากว่า ต้นตระกูลเจียรวนนท์แห่งซีพี จากนั้นอีกราวทศวรรษ ถึงจะถือว่าได้ตั้งต้นอุตสาหกรรมน้ำตาลอย่างเป็นจริงเป็นจัง

“พ.ศ.2499 น้ำตาลมิตรผลก้าวสู่การพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมโรงงาน ที่สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้เองเป็นครั้งแรก”

เข้าใจว่าเป็นไปได้ดี สามารถสะสมทุนและความมั่งคั่งขึ้นอีกระดับ และเป็นช่วงรุ่นที่ 2 ผู้มีการศึกษาในระบบอย่างดี เข้ามามีบทบาท

ในช่วงทศวรรษ 2520 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ว่าด้วยโอกาสเปิดกว้างครั้งหนึ่งของสังคมธุรกิจไทย ในยุคอิทธิพลสหรัฐอเมริกา โลกตะวันตก และญี่ปุ่น พอเทียบเคียงกับความเป็นไปอย่างคึกคัก เครือข่ายธุรกิจใหญ่ไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าเอสซีจี หรือซีพี

ตระกูลว่องกุศลกิจกับฐานธุรกิจน้ำตาล ขยับขยายครั้งใหญ่ ทั้งปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจเดิม

“พ.ศ.2526 ก่อตั้งโรงงานน้ำตาลมิตรผลภูเขียว อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ”

เท่าที่ติดตามเป็นโรงงานขนาดใหญ่ทันสมัยอย่างมากในเวลานั้น

ในระยะแรกๆ มีความร่วมกับธุรกิจน้ำตาลระดับโลกด้วย

“กลุ่มน้ำตาลมิตรผลเป็นกลุ่มธุรกิจน้ำตาลรายแรกๆ ของประเทศที่มีการจัดโครงสร้างองค์กรและใช้รูปแบบการบริหารสมัยใหม่ ใช้ระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน มีการควบคุมต้นทุนซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ได้มาจากการร่วมทุนกับกลุ่ม Tate & Lyle ประเทศอังกฤษ ในโรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ” (อ้างจาก ข้อเขียนชื้นหนึ่งในนิตยสารผู้จัดการ ปี 2549 ขณะนั้นผมเป็นบรรณาธิการ)

กรณีข้างต้น เชื่อว่าเป็นประสบการณ์และบทเรียนสำคัญ ในความสัมพันธ์กับองค์ความรู้และมาตรฐานระดับโลกมีส่วนสำคัญ เป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจให้กว้างขวางและก้าวไปข้างหน้าในเวลาต่อมา

ช่วงเดียวกันนั้น ได้ขยับขยายสู่ธุรกิจอื่นด้วย ก่อตั้งบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU สู่ธุรกิจเหมืองแร่ (ปี 2526) และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เปิดฉากธุรกิจศูนย์การค้า (ปี 2525) ตามแผนการกระจายความเสี่ยง ด้วยโมเดลร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ จากนั้นได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ระดมทุนเพื่อขยายกิจการ ในจังหวะช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น เมื่อทศวรรษ 2530 (ERW เข้าตลาดหุ้น ปี 2531 ตามด้วย BANPU ปี 2532)

ว่าเฉพาะ ERW กิจการซึ่งก่อตั้งมากว่า 4 ทศวรรษ มีความเกี่ยวข้องกับพันธมิตรธุรกิจสำคัญ มีโปรไฟล์คล้ายๆ กับตระกูลว่องกุศลกิจ โดยเฉพาะผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งที่โดดเด่นคือ เกียรติ วัธนเวคิน

“ผู้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ ในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง เช่นเดียวกันกับโอกาสที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ของธุรกิจไทย ไม่ว่าการก่อกำเนิดธนาคารไทย และกลุ่มธุรกิจใหญ่ อย่าง ซีพี สหพัฒน์ และเซ็นทรัล พวกเขามีที่มาคล้ายๆ กันในการเข้าสู่ธุรกิจที่อ้างอิงกับระบบสัมปทาน โดยเฉพาะธุรกิจสุรา ในยุคทหารครองอำนาจ จาก กลุ่มซอยราชครู มาถึงสี่เสาเทเวศร์ จากนั้นขยายโอกาสเพิ่มขึ้นสู่ธุรกิจที่มีความมั่นคงต่อเนื่อง เกียรติ วัธนเวคิน เข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำตาลและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์”

ข้างต้น ผมเคยอรรถาธิบายว่าด้วย การเกิดขึ้นธนาคารใหม่ -ธนาคารเกียรตินาคิน (ปี 2548) ในห้วงเวลาโอกาสเปิดกว้าง ได้เริ่มต้นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย

เปิดตัวศูนย์การค้าแห่งใหม่ อัมรินทร์ พลาซ่า (ปี 2527) ในช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิดขึ้น ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ กำลังเข้ายึดทำเลธุรกิจสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงการมาบุญครอง สี่แยกปทุมวัน และเซ็นทรัลพลาซา สี่แยกลาดพร้าว

ธุรกิจดังกล่าวเป็นความร่วมมือร่วมทุนระหว่างพันธมิตรมีรากฐานเดียวกัน ตระกูลวัธนเวคิน ในฐานะเจ้าของโรงงานน้ำตาลในภาคตะวันออก กับตระกูลว่องกุศลกิจเจ้าของโรงงานน้ำตาลมิตรผล ในภาคตะวันตก (ราชบุรี)

กิจการดำเนินไปสอดคล้องกับสถานการณ์ที่อำนวย ทั้งตลาดหุ้นและตลาดการเงิน ได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ด้วยการเปิดตัว โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ในปี 2534

ที่น่าสนใจ ผ่านไปกว่า 3 ทศวรรษ “2557 เปิดตัวโรงแรมภายใต้แบรนด์ “ฮ็อป อินน์” ในประเทศไทยซึ่งเป็นแบรนด์ที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของและบริหารเองทั้งหมด เป็นโรงแรมระดับบัดเจ็ตที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่เดินทางภายในประเทศ..” ข้อมูลทางการของ ERW ว่าไว้อย่างมีนัยยะ

กลายเป็นความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ภายในทศวรรษเดียว ได้ขยายเครือข่ายในประเทศไทย จนมีมากถึง 70 แห่ง ทั้งขยายสู่ต่างประเทศด้วย ในฟิลิปปินส์ มีแล้วราว 10 แห่ง และที่ญี่ปุ่นอีก 3 แห่ง ทั้งนี้มีการรายงานผลประกอบการไว้อย่างน่าตื่นเต้น มีสัดส่วนรายได้ (ในช่วงครึ่งปี 2568) ถึง 25%

โดยภาพรวม ERW (อ้างอิงปี 2567 จากข้อสนเทศตลาดหลักทรัพย์ฯ) มีรายได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท และกำไรในระดับ 1,200 ล้านบาท ถึงแม้ระดับรายได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบเคียงกับ BANPU ทว่ากำไรถือว่าไม่เลวเลย

อันที่จริง ยุทธศาสตร์ธุรกิจมุ่งสู่ภูมิภาค หรือที่เรียก Reginal Player รากฐานและแบบแผนมาจากธุรกิจดั้งเดิม ในนามมิตรผล มีมาตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ในเวลานั้นแวดวงสังคมธุรกิจแผนการเดินสู่ระดับโลกกันอย่างครึกโครม แต่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่า กรณียูนิคอร์ด เอสซีจี หรือดุสิตธานี ในความพยายามยกระดับสู่โลกตะวันตก

แต่กรณีมิตรผลนั้นใช้โมเดลธุรกิจมีประสบการณ์ เคี่ยวกรำ สู่ตลาดที่มีพื้นฐานในระดับเดียวกัน

ที่สำคัญ ในกรณีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี 2536 “เริ่มต้นในรูปแบบกิจการร่วมค้า (joint venture) ระหว่างมิตรผลกับโรงงานน้ำตาลของจีนใน มณฑลกวางสี และได้จดทะเบียนในชื่อ Guangxi Nanning East Asia Sugar Co.,Ltd. ปัจจุบัน มิตรผลเป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาล 6 แห่ง ภายในมณฑลกวางสี และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับสองของจีน ด้วยกำลังการบดอ้อยต่อปีประมาณ 10 ล้านตัน ซึ่งให้ผลผลิตน้ำตาลประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี” ข้อมูลของมิตรผลเองว่าไว้

ตามมาด้วย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว “ในปี 2549 มิตรผลได้ขยายฐานการผลิตไปยังแขวงสะหวันนะเขตภายใต้ชื่อ “มิตรลาว” โรงงานนี้มีกำลังการบดอ้อยเฉลี่ย 500,000 ตันต่อปี ให้ผลผลิตน้ำตาลประมาณ 72,000 ตันต่อปี …ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำตาลชั้นนำของโลก” ทั้งนี้ น้ำตาลส่วนใหญ่ที่ผลิต จะส่งออกไปยังสหภาพยุโรป

“นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินงานโรงไฟฟ้า 2 แห่ง และโรงงานปุ๋ย 1 แห่ง ด้วย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’