คุยกับทูต | อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี สัมพันธ์ทวิภาคี ไทย-โมร็อกโก ดินแดนแห่งทะเลทราย ชายฝั่ง และหิมะ ในแอฟริกาเหนือ (3)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ความร่วมมือในด้านวัฒนธรรม
วิทยาศาสตร์ และการศึกษา
“ไทยและโมร็อกโกมีความร่วมมืออย่างแข็งขันในหลายด้าน ทั้งการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือนี้มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เป็นการวางแผนระยะยาวที่แสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งโมร็อกโก (AMCI) และสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศไทย (TICA)
ทั้งสองประเทศดังกล่าวได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมร่วมกันสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสาขาต่างๆ เช่น เกษตรกรรม พลังงานหมุนเวียน การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืน”
นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (H.E. Mr. Abderrahim Rahhaly) เอกอัครราชทูตโมร็อกโกประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า
“ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างความสามัคคีและเรียนรู้ระหว่างกันของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “ความร่วมมือใต้-ใต้” (South-South cooperation) ของสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและความเข้มแข็งของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา”
ความร่วมมือใต้-ใต้ หมายถึง กรอบความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศซีกโลกใต้หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และทางเทคนิค โดยมีการแลกเปลี่ยน อาทิ ความรู้ ทักษะ ความสามารถ เทคโนโลยี และทรัพยากร และสามารถเป็นความร่วมมือในรูปแบบทวิภาคี ภูมิภาค หรือข้ามภูมิภาค เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา
โดยเน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แทนที่จะอาศัยการช่วยเหลือจากประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก

บทบาทในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนา
“โมร็อกโกมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อทวีปยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ทำให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าระหว่างทวีปมานานหลายศตวรรษ
อัตลักษณ์อาหรับ-อามาซิก (Arab-Amazigh) ของเรา ซึ่งผสานรวมด้วยอิทธิพลจากแอฟริกา อันดาลูเซีย (Andalusian) ฮีบรู (Hebraic) และเมดิเตอร์เรเนียน ได้หล่อหลอมวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันและการยอมรับความแตกต่าง
โมร็อกโกมีประวัติศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างชาวยิว คริสเตียน และมุสลิมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ซึ่งเป็นมรดกสำคัญที่หล่อหลอมแนวทางการเจรจาและความอดทนอดกลั้นของชาวโมร็อกโก
สมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโกในฐานะผู้นำแห่งความศรัทธา ทรงเป็นแบบอย่างและส่งเสริมศาสนาอิสลามที่เน้นความอดทน ความเปิดกว้าง และแนวทางสายกลาง โดยทรงต่อต้านความสุดโต่ง และสนับสนุนความสามัคคีระหว่างศาสนา
โครงการริเริ่มต่างๆ ของโมร็อกโก เช่น สถาบันมุฮัมมัดที่ 6 ฝึกการฝึกอบรมอิหม่าม มูร์ชิดีน และมูร์ชิเดต (Mohammed VI Institute for the Training of Imams, Mourchidines, and Mourchidates) ได้ฝึกอบรมผู้นำศาสนาจากทั่วแอฟริกาและเอเชีย รวมถึงจากประเทศไทย
ความพยายามเหล่านี้มุ่งส่งเสริมศาสนาอิสลามสายกลางและต่อสู้กับลัทธิสุดโต่ง โดยการให้การศึกษาที่เน้นย้ำคุณค่าของสันติภาพและความอดทน

ในระดับภูมิภาค โมร็อกโกมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมเสถียรภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการต่างๆ เช่น โครงการท่อส่งก๊าซแอตแลนติก (โมร็อกโก-ไนจีเรีย) และและโครงการริเริ่มรอยัลแอตแลนติก มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการเศรษฐกิจของแอฟริกา เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และให้ประเทศแถบซาเฮล (Sahel countries) เข้าถึงมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งจะส่งเสริมการเติบโต ความเจริญรุ่งเรือง และเสถียรภาพทั่วทั้งทวีปแอฟริกา
โมร็อกโกมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในแอฟริกา โดยการเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติและการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการรักษาเสถียรภาพและส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติในทวีป
ตั้งแต่ปี 1960 โมร็อกโกได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ (The Blue Helmets) ไปแล้วกว่าพันนาย และในปัจจุบัน ได้ส่งกองกำลังกว่า 1,700 นาย ไปยังภารกิจของสหประชาชาติ 5 แห่งครอบคลุมแอฟริกากลาง คองโก ซูดาน ซูดานใต้ และภูมิภาคอาบีเย (Abyei)

ในปี 2022 โมร็อกโกได้เปิดศูนย์ฝึกอบรม “Excellence pour le Maintien de la Paix” เพื่อฝึกอบรมทหารรักษาสันติภาพจากแอฟริกาและประเทศอื่นๆ ในฐานะประธานคณะมนตรีสันติภาพและความมั่นคงแห่งสหภาพแอฟริกา (PSC) สองสมัย ราชอาณาจักรโมร็อกโกดำเนินแนวทางหลายมิติที่เชื่อมโยงสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนา
โมร็อกโกยังได้ให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรม รวมถึงความช่วยเหลือทางการแพทย์ 500 ตันแก่ 21 ประเทศในแอฟริกาช่วงการระบาดโควิด-19 และเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพในลิเบียที่นำไปสู่ข้อตกลงสกีรัต (Skhirat Agreement) โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทรงเป็นผู้สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่นำโดยแอฟริกา ซึ่งยึดหลักการของความสามัคคี การเจรจา และการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ”
แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโมร็อกโกในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคผ่านบทบาทในการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ การเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง การส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่น
ซึ่งช่วยลดความไม่มั่นคง และยังมีบทบาทในการเป็นพันธมิตรต่อต้านการก่อการร้ายในระดับภูมิภาคและระดับโลก

