คุยกับทูต | อับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี สัมพันธ์ทวิภาคี ไทย-โมร็อกโก ดินแดนแห่งทะเลทราย ชายฝั่ง และหิมะ ในแอฟริกาเหนือ (2)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ทวีปแอฟริกามี 54 ประเทศ เป็นทวีปที่มีจำนวนประเทศมากที่สุดในโลก เป็นแอฟริกาที่มีความหลากหลายทั้งด้านระบอบการปกครอง เศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ และศาสนา
ปัจจุบัน มีประเทศในทวีปแอฟริกาเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่มีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย คือ อียิปต์ เคนยา ลิเบีย ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ และโมร็อกโก ส่วนบางประเทศเปิดเฉพาะสถานกงสุล
ทุกวันนี้โมร็อกโกกำลังมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีของตนโดยเน้นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีบล็อกเชนกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ “โครงการดิจิทัลโมร็อกโก 2030” (Digital Morocco 2030)
โมร็อกโกมี “ตลาดหลักทรัพย์คาซาบลังกา” (CSE) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA)
เป็นที่ตั้งของ NOOR Complex โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมศูนย์ (CSP) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เป็นประเทศผู้นำสำคัญในภาคยานยนต์ อวกาศ และพลังงานหมุนเวียน ลงทุนมหาศาลในโครงการรถไฟความเร็วสูงและท่าเรือระดับโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและพลังงาน
และโมร็อกโก กำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2030 ร่วมกับ สเปนและโปรตุเกส

นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (Abderrahim Rahhaly) ซึ่งมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 (King Mohammed VI) แห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก ประจำราชอาณาจักรไทย เมื่อปี 2022 เป็นผู้ซึ่งเปี่ยมด้วยพลัง ความรู้ ความสามารถ และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะธำรงไว้ซึ่งมิตรภาพอันยาวนาน
ความเป็นมาในสายการทูต “สำหรับผม อาชีพนักการทูต เริ่มต้นในปี 1988 ณ กระทรวงการต่างประเทศ ผ่านประสบการณ์ในหน่วยงานสำคัญต่างๆ ที่ดูแลกิจการอเมริกาและยุโรป ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้ประจำการทั้งในแอฟริกาใต้ แอลจีเรีย และเยอรมนี
ล่าสุด เป็นกงสุลใหญ่ราชอาณาจักรโมร็อกโก ประจำดูไบและเอมิเรตส์เหนือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำราชอาณาจักรไทย มีเขตอาณาครอบคลุมราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา”
ส่วนหน้าที่และความรับผิดชอบนั้น “การเป็นเอกอัครราชทูตเป็นทั้งสิทธิพิเศษอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง เพราะเป็นตำแหน่งสูงสุดในวงการทูตที่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และการดูแลประชาชนในต่างแดน”

ความสัมพันธ์ทางการทูต
“ราชอาณาจักรโมร็อกโกและราชอาณาจักรไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1985 ดังนั้น ในปี 2025 นี้ จึงครบรอบ 40 ปีของความสัมพันธ์ดังกล่าว ผมถือเป็นเกียรติอย่างสูงและมีความภาคภูมิใจยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ด้วยมิตรภาพ และการมีค่านิยมที่สอดคล้องกัน
ทั้งสองประเทศมีประวัติความสัมพันธ์ที่ดี ต่างยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกันมาโดยตลอด ความร่วมมือขยายตัวอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต
ประเทศไทยเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต เมื่อเดือนมีนาคม ปี1994 ส่วนโมร็อกโกเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างราบรื่น เป็นการปูทางไปสู่การเจรจาที่ใกล้ชิดและความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทั้งสองประเทศมีระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ได้รับการยกย่องในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานทางจิตวิญญาณและศีลธรรมของชาติ”

การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต
“บทสัมภาษณ์นี้สะท้อนถึงหนึ่งในโครงการริเริ่มเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของโมร็อกโกในประเทศไทย และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของเรา
ในปีนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม มนต์เสน่ห์โมร็อกโกหลายรูปแบบ ได้แก่ สัปดาห์อาหารโมร็อกโกยอดนิยม นิทรรศการศิลปะและแฟชั่นโชว์ (The Spirit of Morocco “Fashion and Gastronomy”) ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสง่างามของชุดคาฟตันโมร็อกโก (Moroccan Kaftan) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นอกจากนี้ เรายังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาของไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโมร็อกโกผ่านการจัดสัมมนาที่มหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมในหลายหัวข้อ เช่น ประวัติศาสตร์ การปฏิรูปเศรษฐกิจ และกลยุทธ์การพัฒนาของประเทศโมร็อกโก
เพราะการศึกษาเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของความร่วมมือของเรา โมร็อกโกมอบทุนการศึกษาปีละ 15 ทุนสำหรับนักศึกษาไทยเพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในโมร็อกโก
นอกจากนี้ เรายังมีการปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวกับโอกาสใหม่ๆ ทางการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และความร่วมมือทางเทคนิค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในความร่วมมือเพื่อกระชับความสัมพันธ์”

ภาคส่วนหลักของความร่วมมือ
“ภาคส่วนหลัก คือ เศรษฐกิจ (การค้า การลงทุน) การเมือง (การทูต) และความมั่นคง รวมถึงการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนและองค์กร นอกจากนี้ทั้งโมร็อกโกและไทยยังมีความร่วมมือในด้านการเกษตร ท่องเที่ยว พลังงาน และวัฒนธรรม
ความร่วมมือระหว่างสองประเทศกำลังขยายตัวครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะในระดับสถาบันที่มีการจัดทำเอกสารทางกฎหมายร่วมกันในหลายเรื่อง เช่น การศึกษาระดับอุดมศึกษา การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการออกแบบแฟชั่น
โมร็อกโกและไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการค้าและการลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียน การทำเหมืองแร่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และหัตถกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง ผ่านบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการท่องเที่ยวและการยกเว้นวีซ่าให้กับพลเมืองไทยที่เดินทางไปยังประเทศโมร็อกโก
การปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอทางการเมืองช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและการประสานงาน
ร่วมกันในประเด็นระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เป็นข้อกังวลร่วมกัน ช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดความขัดแย้ง และอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหา”


จุดหมายของนักลงทุนจากต่างประเทศ
“โมร็อกโกได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการลงทุนชั้นนำของแอฟริกา ด้วยเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวย มีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดตัดระหว่างยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ทำให้โมร็อกโกเป็นประตูสู่ตลาดผู้บริโภคกว่า 2.5 พันล้านคน ด้วยเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีที่กว้างขวาง ทำให้โมร็อกโกเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงตลาดในแอฟริกาและยุโรป
กฎบัตรการลงทุนฉบับใหม่ของประเทศได้ปรับปรุงกรอบการกำกับดูแลให้เรียบง่ายและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยให้การรับประกันที่ชัดเจนแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการโอนเงิน การปฏิบัติที่เป็นธรรม และการเข้าถึงการปฏิบัติงานบริการแบบครบวงจร
โมร็อกโกมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงานและแรงงานมีทักษะ รวมถึงเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค ด้วยโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำขนาดใหญ่ ทำให้โมร็อกโกกลายเป็นแหล่งพลังงานที่แข่งขันได้และยั่งยืนสำหรับนักลงทุน”
ที่สำคัญ การมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เอื้ออำนวย ด้วยกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนค่อนข้างเสรี โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ 100% ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทุนท้องถิ่น และสามารถลงทุนได้เกือบทุกสาขา ยกเว้นการซื้อที่ดินการเกษตร และบางสาขาที่รัฐบาลโมร็อกโกเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ อาทิ อุตสาหกรรมฟอสเฟต
