510 วันในเรือนจำ ขนุน สิรภพ ‘อยากล้างแค้นประเทศนี้ ด้วยการทำให้มันดีขึ้น’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
510 วันในเรือนจำ
ขนุน สิรภพ
‘อยากล้างแค้นประเทศนี้
ด้วยการทำให้มันดีขึ้น’
“ผมอยากล้างแค้นประเทศนี้
ด้วยการทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น”
คือคำตอบของคำถามสุดท้ายถึงอนาคตที่วาดหวังในใจ ขนุน สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตนักโทษทางความคิดที่ถูกพันธนาการอิสรภาพ จากคดีอาญา มาตรา 112 ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
ไม่มีใครคาดคิด ว่าเส้นทางชีวิตจากนิสิตหนุ่มกลุ่ม ‘มศว คนรุ่นเปลี่ยน’ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการตะโกนใส่พุ่มไม้เขียวขจีที่ถูกนำมาจัดวางคล้ายจงใจขวางม็อบ 2563 รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า ‘สวนสวยจริงๆ’ จะลงเอยในเรือนจำจากคำปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์
510 วันคือจำนวนนับตามปฏิทินชีวิตหลังกำแพงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์การได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ พ.ศ.2568 มาตรา 8 (ซ)
ปิดวาจาชั่วคราวนานนับเดือน ก่อนไฟเขียวรับนัดสัมภาษณ์ โดยรีเควสต์จุดเช็กอินคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องด้วยเป็นจุดตั้งต้นของความสนใจทางการเมืองเมื่อครั้งเยี่ยมชมงาน ‘รัฐศาสตร์แฟร์’ สมัยเรียนมัธยมศึกษา
นับแต่นั้น ดวงตาที่มองเรื่องราวรอบตัวจึงไม่ใช่ดวงเดิมอีกต่อไป

: อัพเดตชีวิตวันนี้หลังได้รับอิสภาพเกือบ 1 ไตรมาส ทำอะไรอยู่บ้าง?
ตอนนี้รอเรียนต่อปริญญาโท กำลังดูว่าจะสมัครทุนในไทยหรือเมืองนอก ที่คิดไว้อย่างแรก อยากเรียนนิติศาสตรบัณฑิตภาคค่ำที่นี่ (จุฬาฯ) เพื่อเสริมความรู้ด้านนี้ติดตัวเผื่อไว้ เพราะต้องใช้ชีวิตกับกฎหมายทุกวัน
อีกอันหนึ่ง ยังไงก็คงเป็นปริญญาโท รัฐศาสตร์การปกครองเหมือนเดิม
: ขอย้อนไปในนาทีที่รู้ว่าโดนแน่แล้ว หรือช่วงที่อยู่ในเรือนจำ มีสักห้วงความคิดที่แว่บเข้ามาไหม ว่าไม่น่าเลยเรา?
ไม่มีเลยครับ เพราะทุกอย่างมันย้อนกลับไปแก้อะไรไม่ได้อยู่แล้ว และไม่เคยคิดอยากกลับไปแก้ด้วย มันคือช่วงเวลาที่ไหลผ่านไปเรื่อยๆ คือเส้นทางชีวิต คือประสบการณ์
วันนั้นไม่ได้คิดด้วยว่าจะติด ยังคุยกับทุกคนเลยว่า โอ๊ย! ไม่โดนอยู่แล้ว คดีผม มีแต่คนประเมินว่าเบาหวิว ไม่มีอะไรเลย
: แต่คืนก่อนไปศาล มีงานปาร์ตี้เลี้ยงส่ง?
จัดกันขำๆ กินข้าวกับเพื่อน ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย กลับถึงบ้าน 5 ทุ่ม ยังเล่นเกมต่อถึงตี 2 แล้วตอบเพื่อนในออนไลน์ ว่าถ้าแค่นี้โดน ก็ไม่มีใครรอดแล้ว วันรุ่งขึ้น พ่อแม่ไปศาลด้วย เขาเป็นห่วงอยู่แล้ว พอโดน สิ่งที่ทำได้คือเป็นกำลังใจให้กันและกัน

: เวทีแรกที่ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการหลังออกจากเรือนจำ คือ งาน 6 ตุลา ห้วงแห่งความเงียบงันของสำนักพิมพ์มติชนที่หลั่งน้ำตาจนเป็นข่าว?
ใช่ครับ นั่นคือเวทีแรกและเวทีเดียวที่ผมออกมาพูด ช่วงนั้นอีโมชั่นเยอะ ความรู้สึกมันหลากหลาย ไม่ใช่แค่ผม วันนั้นผมไปคุยกับป้าอัญชัญ ด้วยว่าเป็นไงบ้าง สบายดีไหม ต่างคนต่างรู้สึกแย่กับสิ่งที่โดน เพราะไม่มีใครควรติดคุกจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียนหรือวิพากษ์ ขณะที่ กปปส.ได้นิรโทษกรรม ในคดี ม.113 ล้มล้างการปกครอง
: ออกมาเจอการเมืองไทยสภาพนี้ ความหวังยังมีไหม เอาไงต่อหลังภารกิจม็อบ 2563?
ผมว่ามันถูกกำหนดตายตัวไว้แต่แรกแล้ว ตั้งแต่วันที่ประชามติผ่าน รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกประกาศใช้ การเมืองมันจึงมาถึงจุดนี้
ปี 2563 คือตัวแปรที่ทำให้ทุกอย่างถูกฉายออกมาเร็วขึ้น สำหรับผม ภารกิจยังไม่จบ แต่ยังเดินต่อโดยอาจเปลี่ยนรูปแบบจากบนท้องถนนไปสู่วัฒนธรรม วิธีคิดหรือชีวิตประจำวัน
ผมว่าม็อบ 2563 สร้างอิมแพ็กต์ให้สังคมเยอะ ทุกอย่างเดินไปข้างหน้า ไม่มีใครสร้างเขื่อนกั้นทะเลได้ นึกถึงตอนอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผมอ่านนิยายคลาสสิคเรื่องปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ 70 ปีแล้ว แต่สาย สีมา ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้บางเวลา เช่นวันนี้ อาจลดลงบ้างจากกระแสชาตินิยม แม้แต่ท่านขุน นับวันก็ยิ่งน้อยลง ความคิดแบบเก่า สังคมแบบเก่า ไอเดียแบบเก่า ค่อยๆ หดหาย ท้ายที่สุด ไม่มีอะไรหยุดยั้งกาลเวลาได้
: มองความล่าช้าของความคืบหน้าในการแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร?
รัฐธรรมนูญไทยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 4 ปี 6 เดือน ตอนนี้รัฐธรรมนูญ 2560 มันครบวัฏจักรของมันแล้ว ใช้เกินเวลามานานมากแล้ว คือ 8 ปี 10 เดือน มันนานเกินไปแล้วสำหรับรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน
ทุกคนควรร่วมมือ ร่วมใจ อย่าหวังแค่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคอะไรก็ตาม ไม่ควรเอามาเป็นประเด็นที่ใช้หาเสียง ใช่ มันใช้หาเสียงได้แต่ไม่ควรเอามาโจมตีทางการเมือง เพราะคุณกำลังทำให้ภาคประชาชนเสียผลประโยชน์
ผมไม่ได้เชียร์พรรคไหนอยู่แล้ว เพราะไม่มีพรรคไหนถูกจริตเลย วันนี้ทุกพรรคต่างเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองที่จะคงอยู่ รวมถึงบางพรรคที่เริ่มเล่นการเมืองเป็น
: วันนี้ห่วงหรือผูกพันกับใครที่สุดที่ยังอยู่หลังกำแพง?
ทุกคน เพราะผมอยู่กับทุกคนในช่วงที่เริ่มแยกย้ายไปเรือนจำต่างๆ จากนโยบายของกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรมในเรื่องการกระจายนักโทษจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเรือนจำระหว่างพิจารณาคดี คนที่ห่วงที่สุดคือ พี่ก้อง อุกฤษฏ์ นักศึกษารามคำแหง และพี่แบล็ค อัฐสิษฏ ศิลปินที่ตอนนี้อยู่ในเรือนจำบางขวาง นี่เป็นช่วงเวลาที่มีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองเยอะมาก ผมมองว่า มันเป็นยุคมืด เขาพยายามดับแสงสว่าง มันคือจังหวะเวลาแห่งความกลัวที่มีความพยายามสร้างขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรขวางกั้นแสงได้
: อุปมาอุปไมยแพรวพราวกว่าตอนปราศรัยในการชุมนุมเยอะเลย?
(หัวเราะ) ผมซ้อมขายของทุกวัน พ่อค้าขายตรงเข้าไปติดอยู่เยอะ เลยไปฝึกปรือกับเขา เพราะในเรือนจำ ทุกวันคือวันแห่งความว่างเปล่า มันอยู่ที่การดีไซน์ของเราว่าจะทำให้วันนั้นมีค่าอย่างไร ใน 1 วัน ผมจะเขียนจดหมาย อ่านหนังสือ ฝึกพูด ฝึกเขียน หรือแม้แต่นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย อย่างที่เห็นว่ารูปร่างผมเปลี่ยนไปเยอะ
: ได้ติดต่อกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองบ้างไหม?
ตอนอยู่ข้างใน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เคยคุยกับผมว่า พอออกมาจะทำผิดอีกไหม จะชุมนุมอีกหรือเปล่า จะไปคบเพื่อนแบบเดิมไหม ผมตอบว่า ออกไปผมคงไม่มีเพื่อนแล้ว เพราะลี้ภัยกันหมด
ไม่ใช่แค่แกนนำปี 2563 อย่างเดียว เราอาจจำได้แค่พี่กวิ้น พริษฐ์, พี่ไมค์ ภาณุพงศ์, พี่รุ้ง ปนัสยา แต่ยังมีคนอื่นอีก คนที่โดนคดีแชร์เฟซบุ๊กก็ลี้ภัยเยอะเหมือนกันที่ไม่ได้เป็นข่าว ไม่รู้เหมือนกันว่าเร็วๆ นี้หรือเปล่าที่จะมีการเปิดเผยจำนวนผู้ลี้ภัยหลังปี 2563 ผมว่าเยอะกว่าที่เราเข้าใจกัน ไม่ได้มีแค่หลัก 10-20 คน
ผมมองว่าทุกคนเข้มแข็ง ทุกคนกำลังสู้อยู่ สู้ในทางของตัวเอง มีคนกล่าวหาว่าผู้ลี้ภัยไปมีความสุข จิบไวน์ ทั้งที่การลี้ภัยไม่ใช่ว่าไปใช้ชีวิตสบาย คุณไปเป็นพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 มันไม่ได้สนุก ผมเชื่อว่าทุกคนยังคงฝันอยู่ ว่าจะได้กลับแผ่นดินเกิด ทุกคนยังคงฝันอยู่ ว่าประเทศนี้ บ้านเมืองนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทุกคนยังฝันว่าปณิธานที่สร้างไว้ในปี 2563 จะเกิดขึ้น
ผมก็ยังฝันเช่นนั้นเหมือนกัน
: นอกจากอนาคตประเทศ มองอนาคตของเส้นทางชีวิตตัวเองอย่างไร?
ผมนึกถึงคำเนติวิทย์ ที่บอกว่า เขาอยากล้างแค้นจุฬาฯ ด้วยการทำให้จุฬาฯ ดีขึ้น ผมก็อยากล้างแค้นประเทศนี้ ด้วยการทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น
ผมยังเชื่อว่าประเทศนี้มีความหวัง มีคนถามเยอะมาก ว่าผมจะไปเล่นการเมืองหรือเปล่า ไม่ต้องห่วง เล่นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะโดนคดีอาญา
ท้ายที่สุดแล้ว ผมยังเชื่อในเส้นทางวิชาการ ยังเชื่อว่าจะเปลี่ยนบ้านเมืองนี้ได้ อย่างที่เขียนจดหมายออกมาเยอะมากว่าอยากเป็นอาจารย์ แม้เส้นทางมันจะขรุขระ แต่ถ้าพูดถึงอนาคตแบบเพ้อฝัน ก็อยากเป็นรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงยุติธรรม
ผมอยากทำให้คนเท่ากันจริงๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
