พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์แบบ “หัวมังกุท้ายมังกร” กลายเป็นรูปแบบหลักของอาคารตามหน่วยราชการไทยนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา ที่น่าสนใจคือยิ่งนานไปลักษณะดังกล่าวก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ความสัมพันธ์ในมิติทางคุณภาพระหว่างแผนผังการใช้งาน, พื้นที่ภายใน (space), รูปทรงหลังคา ตลอดจนองค์ประกอบประดับตกแต่ง เริ่มลดน้อยลง
เราสามารถดึงองค์ประกอบแต่ละส่วนแยกออกจากกันได้โดยไม่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เราสามารถยกหลังคาจั่วทรงไทยออกไปโดยไม่ส่งผลดีหรือร้ายอะไรเลยต่อคุณภาพพื้นที่ (space) เราสามารถถอดลวดลายไทยที่ประดับตกแต่งทั้งหมดออกได้โดยที่ไม่สร้างความแตกต่างใดๆ ต่อการใช้งาน
ยิ่งนานไป องค์ประกอบเหล่านี้ (หลังคาจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ฯลฯ) ยิ่งมีสถานะใกล้เคียงกับการเป็นเพียงผักชีโรยหน้าเพื่อบอก “ความเป็นไทย” (ตามนิยามที่รัฐกำหนด) เท่านั้น
และที่แย่ยิ่งกว่าคือ เป็นผักชีที่ใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล
ขอออกตัวไว้ก่อน ผมเองไม่รังเกียจอาคารร่วมสมัยที่ต้องการใช้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมแบบจารีตเป็นแนวทางการออกแบบ หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งในสองข้อต่อไปนี้
หนึ่ง สามารถออกแบบให้องค์ประกอบไทยเหล่านั้นมีค่ามากกว่าผักชีตกแต่งเปลือกอาคาร
หรือสอง เป็นงานเอกชนที่ใช้งบประมาณเอกชนทั้งหมด ซึ่งในกรณีที่สองนี้ ใครจะผลาญงบประมาณอย่างไรเพื่อโรยผักชีแห่งความเป็นไทยจนท่วมอาคาร ผมก็จะไม่วิจารณ์สักคำ
แต่ยอมรับไม่ได้เลยหากโครงการผักชีแห่งความเป็นไทยนั้นเกิดขึ้นจากงบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกปัจจุบันที่พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมมีความซับซ้อน มีโจทย์ท้าทายมากมายที่เรียกร้องให้งานสถาปัตยกรรมเข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาวะโลกร้อน การประหยัดพลังงาน การออกแบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ความเท่าเทียมกันทางสังคม ฯลฯ การหมกมุ่นครุ่นคิดแต่จะใช้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมไทยจารีตแบบผักชียิ่งกลายเป็นสิ่งแปลกแยกที่ชวนตั้งคำถาม
และที่เป็นปัญหาที่สุดคือการนิยาม “ความเป็นไทย” ซึ่งมีแกนกลางของปัญหาคือ รัฐไทย (และชนชั้นนำอนุรักษนิยม) ตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา มีความพยายามค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “เอกลักษณ์ไทย” ในทุกสิ่งอย่างทางวัฒนธรรม รวมถึงงานสถาปัตยกรรมไทย
หากว่าตามนิยามของราชบัณฑิตยสถาน “…คำว่า เอกลักษณ์ (อ่านว่า เอก-กะ-ลัก) ประกอบด้วยคำว่า เอก (อ่านว่า เอ-กะ) ซึ่งหมายถึง หนึ่ง และ ลักษณ์ ซึ่งหมายถึง สมบัติเฉพาะตัว. คำว่า เอกลักษณ์ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า uniqueness (อ่านว่า ยู-นี้ก-เนส) หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียว หรือสภาวะที่ไม่มีผู้ใดเหมือน…”
อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริง การหา “สภาวะที่ไม่มีผู้ใดเหมือน” ในงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงวัฒนธรรมใดๆ ก็ตาม เป็นภารกิจที่ไม่มีวันสำเร็จ เพราะสภาวะดังกล่าวไม่เคยดำรงอยู่จริง
การหาเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมไทยที่ไม่มีชาติอื่นทำเหมือนเลย เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของวัฒนธรรม แม้เราอาจพบลักษณะเฉพาะบางอย่างที่มีสร้างขึ้นเฉพาะในดินแดนประเทศไทยที่ไม่มีชาติอื่นทำ แต่ลักษณะดังกล่าวก็จะมีความเฉพาะตัวมากจนสามารถพบได้แค่บางพื้นที่และบางภูมิภาคของประเทศไทย มิใช่ลักษณะทั่วไปที่สร้างเหมือนกันในทุกพื้นที่ของไทย
กล่าวโดยสรุปก็คือ เอกลักษณ์ความเป็นไทยในสถาปัตยกรรมที่เรามักคาดหวังว่าจะค้นพบ คือ ลักษณะเฉพาะที่สร้างขึ้นเหมือนๆ กันในทุกพื้นที่ทางวัฒนธรรมของสังคมไทยตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา แต่พอก้าวข้ามเส้นพรมแดนประเทศไทยออกไปแล้ว จะไม่มีวันพบเจอเลยในประเทศอื่น เป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติและเราจะไม่มีวันหาเจอ
ด้วยเหตุนี้ในโลกสถาปัตยกรรมร่วมสมัย การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “เอกลักษณ์” จึงเริ่มเปลี่ยนกลายมาเป็นความพยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “พหุลักษณ์” (ลักษณะที่หลากหลาย) แทน ไปจนถึงการย้ายความสนใจไปสู่ประเด็นระดับโลกที่กำลังท้าทายมนุษยชาติแทน
หากสังคมไทย (จริงๆ คือ รัฐและชนชั้นนำ) เปิดรับความจริงนี้และยอมขยับปรับเปลี่ยนความหมกมุ่นในเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง ไปสู่การเปิดพื้นที่ความเป็นไทยในแง่มุมใหม่ที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติของวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ตลอดจนเปิดกว้างสู่การมองหาสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองความท้าทายหลากหลายที่โลกกำลังต้องเผชิญให้มากขึ้น ก็จะเป็นการปลดล็อกสถาปัตยกรรมไทยไปสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง
หากคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป อย่างน้อย การขยับเริ่มจากการหมกมุ่นในเรื่อง “เอกลักษณ์” ให้เปลี่ยนมาสู่การสร้าง “พหุลักษณ์” หากทำได้ก็ถือว่าเป็นก้าวกระโดดใหญ่แล้ว
ทัศนะว่าด้วยพหุลักษณ์จะเข้ามาช่วยปลดล็อกและทำให้เราเข้าใจงานสถาปัตยกรรมไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะสถาปัตยกรรมไทยก็ไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เลื่อนไหล ปรับเปลี่ยน และผสมผสานกันไปมา จนไม่สามารถค้นหาสิ่งที่เรียกว่าเอกลักษณ์ได้เลย
ความเป็นไทย ในแง่หนึ่งมีคุณลักษณะที่ไม่ต่างจากสายน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง หากเราพยายามคว้าจับ มันก็จะยิ่งไหลหนีผ่านมือไป เสมือนว่าไม่มีอยู่จริง ยิ่งหากเราพยายามสร้างกรอบล้อมกรงขึ้นมากักขังให้มันหยุดนิ่ง ไม่นานน้ำก็จะเน่าเสีย ไร้ชีวิตชีวา
แต่ถ้าเราปล่อยสายน้ำให้ไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ปิดกั้น ไม่ตีกรอบ โดยทำหน้าที่เพียงสังเกตการณ์และบันทึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สายน้ำนั้นก็จะยังคงเต็มไปด้วยชีวิตและยังประโยชน์ต่อผู้คนโดยรอบ
ความเป็นไทยก็ไม่ต่างกัน หากปล่อยให้มันเลื่อนไหลไปตามธรรมชาติ ไม่พยายามนิยามอย่างตายตัว ไม่สร้างกรอบกรงมาขังเพื่อค้นหาความหมายเพียงหนึ่งเดียว แต่ปล่อยให้ความเป็นไทยไหลสู่อนาคตอย่างเต็มไปด้วยความหลากหลาย
ความเป็นไทยก็จะรุ่มรวยและยังประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง
ผมขอเสนอให้เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จากการออกแบบศาลาไทยในงาน Expo 2030 ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย
โดยประการแรก รัฐไทยควรพิจารณายกเลิกวิธีการแบบเดิมในการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างผู้ออกแบบมาสู่การประกวดแบบสาธารณะเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยในอนาคตอย่างแท้จริง
ประการที่สอง TOR ที่จะกำหนดลงไปในการประกวดนั้น ควรระบุอย่างชัดเจนว่าจะเป็นการค้นหาตีความ “ความเป็นไทย” ที่หลุดพ้นจากการฉวยใช้รูปแบบเปลือกนอกทางสถาปัตยกรรมไทยแบบผักชีโรยหน้ามาสู่การครุ่นคิดอย่างจริงจังถึง “ความเป็นไทยในอนาคต” บนโจทย์ความท้าทายที่เจ้าภาพได้ตั้งไว้ ซึ่งในครั้งหน้าคือ “Foresight for Tomorrow” โดยมีธีมย่อย 3 ประเด็น ได้แก่ “Transformational Technology”, “Sustainable Solutions” และ “Prosperous People” (ดูเพิ่มใน https://www.expo2030riyadh.sa/en/)
เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่อย่างแท้จริง ควรระบุไว้เลยว่า ความเป็นไทยในครั้งนี้จะของดเว้นการใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้แบบตรงๆ หรือการประยุกต์ลดทอนก็ตาม แต่คือการค้นหาและตีความเชิงลึกที่ไปไกลกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
ขอย้ำว่า การเสนอแบบนี้มิได้ปฏิเสธการใช้องค์ประกอบเหล่านั้น แต่ผมกำลังเสนอว่า ภายใต้ระยะเวลาเกินกว่าร้อยปีที่ไทยเราเข้าร่วมงานมหกรรมนี้ ทุกครั้งเราใช้แนวทางเดิมมาตลอด ดังนั้น การทดลองโดยงดใช้ (อย่างน้อยสัก 1 ครั้งในครั้งหน้า) จึงเป็นความท้าทายในการสร้างความเป็นไทยในทิศทางใหม่
ประการที่สาม การประกวดแบบควรมี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการประกวดแนวคิดซึ่งไม่ควรกำหนดคุณสมบัติมากจนเกินไป เช่น ต้องเป็นสถาปนิกเท่านั้น หรือต้องเป็นบริษัทสถาปนิกที่เคยรับงานออกแบบมูลค่าสูงมากๆ มาก่อน ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการนำเสนอความเป็นไทยผ่านงานสถาปัตยกรรม
ขั้นตอนที่สอง เมื่อการประกวดได้แบบที่ชนะแล้ว หากผู้ชนะไม่มีประสบการณ์ในการพัฒนาแบบประกวดให้กลายเป็นแบบทางสถาปัตยกรรมที่สามารถก่อสร้างได้จริง ขั้นตอนนี้คือการประกวดบริษัทสถาปนิกและผู้รับเหมาที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาแบบให้สามารถสร้างได้จริง ภายใต้งบประมาณ และเวลาที่มี ซึ่งการแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ขั้นตอนดังกล่าว ผมคิดว่าจะทำให้ได้งานออกแบบความเป็นไทยที่มีคุณภาพสูง
โมเดลนี้คิดขึ้นบนโครงการก่อสร้างแบบชั่วคราว (ศาลาไทยในงาน Expo) ซึ่งหากไม่ประสบผลสำเร็จอย่างไร ตัวมันก็เป็นเพียงอาคารชั่วคราวที่จะถูกรื้อทิ้งลงไปภายในไม่กี่เดือนเท่านั้น
ดังนั้น ผมจึงอยากเรียกร้องให้รัฐไทยกล้าที่จะทดลองหาความเป็นไทยในแง่มุมใหม่ กล้าที่จะปลดล็อกสถาปัตยกรรมไทยออกจากนิยามเดิม ที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นทุกที
หากโครงการทดลองนี้ประสบผลสำเร็จ ผมเชื่อว่าจะเป็นก้าวกระโดดสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมไทยหลังจากที่การสร้างสรรค์ความเป็นไทยนั้นหยุดชะงักและถูกปิดล็อกเอาไว้ด้วยนิยามเดิมมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
