bg-single

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับระบบทุนนิยม

05.09.2026


คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


ในหนังสือเล่มสำคัญของ อ.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เรื่อง “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย” อธิบายอย่างพิสดารถึงการก่อรูปและวิวัฒนาการของระบอบดังกล่าว

ในช่วงต้นอาณาจักรรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เมื่อปฏิสัมพันธ์กับตะวันตกซึ่งมาพร้อมกับอำนาจทางวิทยาศาสตร์นอกจากทางทหาร ทำให้ยกระดับอิทธิฤทธิ์มากกว่าก่อน

แต่ที่ล้ำลึกกว่าพฤติการณ์ของจักรวรรดิเก่า คือการก่อรูปของอำนาจทางวัฒนธรรมหรืออำนาจละมุนในนามของความ “ศิวิไลซ์” ที่กลายมาเป็นศัพท์สยามไทยที่ชนชั้นนำจารีตโปรดมาก

ข้อที่แปลกในตอนนั้นคือการที่ชนชั้นนำสยามทั้ง “สยามเก่า” ของขุนนางโดยเฉพาะสกุลบุนนาคที่มีบทบาทในการปกครองสูงมาก กับ “สยามใหม่” ของฝ่ายเจ้าที่กำลังเริ่มมีกำลังต้านมากขึ้น ต่างสนับสนุนการรับความคิดตะวันตก ไม่แตกแยกกันในเรื่องนี้

ผู้เขียนคือ อ.กุลลดา อธิบายว่า เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเห็นถึงผลประโยชน์ที่ฝ่ายตนจะได้รับ หากมีการปฏิรูปในแนวทางที่ฝ่ายตนเสนอ

ที่ผมว่าแปลกเพราะว่าในทำนองคล้ายกันซึ่งเกิดกับชนชั้นนำในเอเชียทั้งหลายเช่นเดียวกัน แต่แทบไม่มีชนชั้นนำจารีตไหนในเอเชียที่สามัคคีกันในการตระหนักว่าการเป็นมิตรและรับฝรั่งนั้นจะเป็นประโยชน์แก่พวกตน ทำไมถึงมีแต่ชนชั้นนำสยามเท่านั้นที่คิดแบบนี้ได้

ตอบแบบเร็วๆ ก็คิดว่าเพราะระบบศักดินาให้ผลประโยชน์แก่สองฝ่ายมาโดยตลอด โดยเฉพาะการค้าต่างประเทศดังที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้บรรยายอย่างละเอียดใน “ปากไก่และใบเรือ”

ตอนนี้ประเด็นที่ผมสนใจอยู่ที่ว่าทำไมการปฏิรูปครั้งนั้นไม่สามารถสถาปนาระบบทุนนิยมขึ้นมาได้ แม้ได้รับความสำเร็จอย่างมากในทางการเมืองการปกครองที่สามารถรวมศูนย์อำนาจให้แก่กรุงเทพฯ ได้ หากแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่แข็งแกร่งขึ้นกลับนำไปสู่การโค่นล้มสลายระบบศักดินาลงในที่สุด

ผู้เขียน (กุลลดา) กล่าวว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้สร้างระบบทุน จนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้วที่ระบบทุนนิยมถึงเริ่มเกิดขึ้น

ประเด็นเรื่องกำเนิดระบบทุนนิยมในไทยว่าเริ่มเมื่อไรและพัฒนาไปอย่างไรเป็นปริศนาธรรมที่ถกเถียงกันมานาน ขึ้นกับว่าจะนิยามระบบทุนนิยมว่าคืออะไร

ที่ผ่านมา เรามักนิยามระบบทุนนิยมตาม “แถลงการณ์คอมมิวนิสต์”(Communist Manifesto) ของมาร์กซ์และเองเกลส์ ว่าเมื่อระบบศักดินาถูกต่อต้านจากพลังใหม่เมื่อไร มันก็จะเสื่อมคลายแล้วพังทลายไป

จากนั้นก็นำไปสู่การเกิดระบบทุนนิยมอย่างเป็นอัตโนมัติ ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจอยากรู้ว่าระบบทุนมันทำงานอย่างไร นอกจากว่ามันขูดรีดแรงงานจ้างอย่างหนักเท่านั้น แล้วเมื่อไรที่จะทำลายด้วยการปฏิวัติโค่นล้มมันลงไปเพื่อสถาปนาระบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นกลุ่มแรกที่เสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ในการเข้ามาของทุนนิยม

อรัญ พรหมชมพู นักคิดคนสำคัญของพรรค เสนอว่า ทุนนิยมคือทุนจักรพรรดินิยมเข้ามาขูดรีดเอาประโยชน์จากกรุงสยามตั้งแต่สนธิสัญญาเบาว์ริ่งแล้ว ด้วยการตั้งโรงงานสีข้าว บริษัททำป่าไม้และเหมืองไปถึงธนาคาร ทั้งหมดเน้นไปที่การนำเข้าสินค้าจากนอกและส่งออกทรัพยากรในประเทศไปตลาดโลก ราวกับว่าถ้ามีนายทุนโผล่หน้ามาในประเทศ ก็หมายความว่าเกิดระบบทุนนิยมแล้ว

มาร์กซ์เคยวิพากษ์นักเศรษฐกิจการเมืองที่คิดว่าลำพังส่งนายทุนอังกฤษพร้อมกับบริวารไปตั้งรกรากในออสเตรเลีย ก็ทำให้เกิดระบบการผลิตทุนได้เลย ความจริงคือนายทุนอังกฤษคนนั้นมีแต่ล่มจมอดตาย เพราะลูกจ้างที่ไปกับเขานั้นก็ไปหางานหาเงินตามใจ เขาบังคับพวกนั้นให้ทำงานให้ไม่ได้เพราะไม่มีตลาดแบบทุนอยู่

ดังนั้น มาร์กซ์จึงบอกว่า ต้องมีความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยมด้วย ระบบทุนถึงจะไปต่อได้

ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนคืออะไร

ประการแรก มีนายทุนที่เป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิต เช่น ที่ดิน ทุน และแรงงานจ้าง ประการต่อมา ก็ต้องมีคนงานที่ไร้เครื่องมือในการผลิต เหลือแต่ตัวและแรงงานของตนเท่านั้นที่จะหาเลี้ยงชีพไม่ให้อดตายต่อไป ประการสุดท้าย มีระบบตลาดที่ให้คนสองฝ่ายมาพบกันและต่อรองกัน

จากหลักฐานประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย เราพอมองเห็นว่าภาพดังกล่าวของสัมพันธภาพ การผลิตแบบทุนไม่ได้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวในสังคมสยาม

ตรงนี้เองที่อรัญ พรหมชมพู วิเคราะห์ว่าเพราะทุนนิยมในไทยเป็นทุนจักรพรรดินิยม นายทุนไทยจึงแทบไม่เกิด

นี่เองเป็นที่มาของการให้นามระบบนี้ว่า “กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” หรือทุนก็ไม่ใช่ศักดินาก็ไม่เชิง

ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์ของทรงชัย ณ ยะลา ว่า วิถีการผลิตที่เป็นกึ่งนั่นกึ่งนี่เป็นไปไม่ได้ มันต้องมีวิถีการผลิตอะไรที่เป็นหลัก แล้วอีกอันเป็นรอง ไม่อาจเท่ากันคนละครึ่งได้
กลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมืองภายใต้การนำของ อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศึกษาวิจัยกำเนิดชนชั้นนายทุนไทยอย่างเป็นระบบ จนได้ภาพของนายทุนไทยว่าส่วนมากเป็นคนจีนในสยาม ซึ่งเคยทำกิจการเป็นเจ้าภาษีนายอากรให้แก่ชนชั้นปกครองมายาวนาน

เมื่อระบบทุนมาถึง พวกนี้ก็แปรเป็นพ่อค้าลงทุนค้าขาย เป็นนายหน้าให้แก่ทุนต่างชาติในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ราชการสยาม อีกด้านก็ต่อสู้กับทุนต่างชาติไม่ให้ยึดครองระบบเศรษฐกิจได้หมด

อีกมุมมองหนึ่งที่เราไม่สนใจ คืออิทธิพลของความสัมพันธ์ทางสังคมในอดีตของแต่ละสังคม ที่จะมีผลต่อทิศทางและเนื้อหาของระบบทุนที่จะเกิด

กรณีสยามเห็นได้ชัดว่าความร่วมมือกันระหว่างเจ้ากับขุนนางในการทำการค้าต่างประเทศมาแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจใหม่ค่อนข้างสูง

ที่สำคัญคือ การผูกขาดรายได้จากแรงงานไพร่ที่กลายมาเป็นแรงงานเสรี ทำให้ระบบเก็บภาษีอากรแบบเก่าที่ล้าหลังมาเป็นระบบค่าเช่าที่ดินจากแรงงานชาวนาเสรี มีรายได้เป็นเงินตรามากขึ้น

เมื่อผนวกโครงสร้างเก่าเข้ากับทุนโลก ทำให้การผลิตรวมศูนย์ที่การค้าแลกเปลี่ยนมากกว่าการผลิตสินค้าที่เป็นอุตสาหกรรมหรือหัตถอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีของตนเอง

ระบบช่างไทยไม่มีประวัติการพัฒนาเทคโนโลยีมากนัก ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกณฑ์

ระบบทุนดังกล่าวมาร์กซ์เรียกว่า “ทุนการค้าหรือพาณิชย์” (merchant capital) ซึ่งมักเป็นกาฝากเนื่องจากอิงแอบกับอำนาจรัฐเก่าอย่างแนบแน่น ไม่อาจพัฒนาขึ้นไปเป็นทุนอุตสาหกรรมแบบของตะวันตกได้

ทฤษฎีของ อ.กุลลดาในหนังสือนี้ คือชนชั้นนำจารีตสยามอาศัยทุนนิยมโลกในการสร้างอำนาจและระบอบปกครองใหม่ที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราได้เห็นแนวคิดทางสังคมแบบใหม่ที่ตระหนักถึงบทบาทของราษฎรในรัฐ แม้ยังไม่ใช่ด้านหลักก็ตาม

น่าสนใจว่าทั้งกลุ่มสยามเก่าและสยามใหม่ล้วนต้องการปรับปรุงแรงงานให้ดีขึ้น

ประการแรก ด้วยการ “ปรับปรุงความเป็นอยู่ของราษฎรให้มั่งคั่งด้วยการทำนุบำรุงเศรษฐกิจและการค้าพาณิชย์” มีการอภิปรายแนวคิดเรื่องความเจริญก้าวหน้า ความยุติธรรม และความผาสุกด้วย”

ประการที่สอง เน้นย้ำบทบาทของรัฐในการทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญ นั่้นคือ รัฐนำราษฎร์ตาม

กล่าวโดยสรุป ชนชั้นนำจารีตรับความคิดตะวันตกในเรื่องระบบการผลิตแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญแก่บทบาทของผู้ใช้แรงงาน ในขณะที่อังกฤษนำไปสู่การเกิดความคิดเรื่องการปรับปรุงคุณภาพของผู้ผลิตและเจ้าของปัจจัยการผลิต ในสยาม ความต้องการแท้จริงของชนชั้นนำแต่ละฝ่ายยังต้องการให้แรงงานภักดียอมอยู่ใต้อำนาจของพวกตน อย่าไปอยู่กับอีกพวก มากกว่าการปลดปล่อยพวกนั้นให้เป็นอิสรเสรี จึงไม่สนใจในข้อบังคับเชิงโครงสร้างของตลาด หากแต่ให้อยู่ใต้อำนาจบังคับโดยส่วนตัวมากกว่า นี่คือที่มาของการบังคับใช้กฎหมายในธรรมเนียมไทย

แล้วระบบเป็นทุนนิยมไหม ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจสยามนับแต่นั้นมา เป็นทุนนิยมแล้วในระดับหนึ่งเหมือนกิ่งไม้เล็กในต้นไม่ใหญ่ การค้าการส่งออกตลาดโลกเพิ่มปริมาณมากขึ้น ก็สร้างความร่ำรวยแก่ชนชั้นนำและทุนอุปถัมภ์อย่างมาก

แต่ที่ไม่อาจยกระดับระบบทุนอย่างเต็มรูปแบบได้เป็นปัญหาทางการเมือง มาจากพลังชนชั้นปกครองที่ไม่ยอมแบ่งอำนาจให้ชนชั้นกลางและล่าง จะด้วยวิธีต่อรองประนีประนอมหรือถูกบังคับก็ตาม ภาพเหล่านี้ไม่เกิด นอกจากความขัดแย้งภายในกันเองระหว่างเจ้านายกับข้าราชการรุ่นใหม่ ด้านที่เป็นความต้านตึงแล้วเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองค่อยก่อตัวขึ้นจากการผูกขาดอำนาจการปกครอง และการผลิตในมือของกลุ่มเจ้าและอภิสิทธิ์ชนกลุ่มเล็ก ที่นำไปสู่การโค่นล้มกันในเวลาต่อมา โดยการนำของคณะราษฎรที่มาจากกลุ่มกระฎุมพีราชการ แทนที่ชนชั้นกลางซึ่งไม่อาจเติบโตขึ้นมาได้ภายใต้การครอบงำของทุนการค้า

นี่คือที่มาอีกปัญหาหนึ่งเมื่ออภิปรายเรื่องพัฒนาการของระบบทุนนิยม เรามักเชื่อว่าหากระบบทุนนิยมเกิดและพัฒนาไป ระบอบการเมืองการปกครองก็จะดำเนินไปบนระบอบประชาธิปไตยที่มีชนชั้นนายทุนยึดกุมอำนาจรัฐได้

ข้อนี้เองทำให้การวิเคราะห์กำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนไทยเกิดปัญหา เพราะระบอบการเมืองระหว่างและหลังการปฏิรูปจักรียิ่งเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยิ่งขึ้น แม้ภายหลังการเปลี่ยนแปลง 2475 แล้วก็ยังไม่สามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยเสรีขึ้นมาได้

มิหนำซ้ำพลังศักดินาที่ถูกโค่นอำนาจไปก็หวนกลับมามีอำนาจและฐานะนำในรูปแบบไฮบริด หรือปัจจุบันเป็นคล้าย ChatGPT (ขอยืมจากผู้ดำเนินการอภิปรายของไอลอว์) ที่โอบอุ้มกลุ่มอนุรักษนิยมและเอียงขวาเอาไว้ไม่เสื่อมคลาย

ทำให้ระบบทุนก็ไปไม่ถึง ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่คืบหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน