ยาใจคนเจ็บ: 6) จากเหยื่อประวัติศาสตร์สู่ทรัพยากรทางวัฒนธรรมแห่งการต่อต้าน (จบ)
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ
- ยาใจคนเจ็บ: 1) คำถามยามพ่ายแพ้
- ยาใจคนเจ็บ: 2) ปรัชญายาใจ
- ยาใจคนเจ็บ: 3) วิถียาใจ
- ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
- ยาใจคนเจ็บ : 5) มันเป็นเพียงวันนี้เท่านั้นเอง
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
เราคุยกันยาวถึงเรื่องราวชีวิตนักปฏิวัติและประสบการณ์สองคุกข้ามประเทศของลุงตอนบ่ายวันหนึ่งเมื่อปี 2532 ที่ร้านอีสานคลาสสิค สาขาถนนสีลม รถราขวักไขว่ริมถนนหน้าร้านทำให้การบันทึกเทปค่อนข้างกระท่อนกระแท่น เพราะเสียงจราจรแทรกกลบรบกวนและเสียงของลุงที่แหบเบาลงกว่าก่อน บางคำพูดของลุง ผมจึงได้ยินไม่ถนัด จนกระทั่งตอนท้ายๆ ที่มาถึงคำถามเกี่ยวกับบทสรุปภาพรวมของกระบวนการปฏิวัติทั้งหมดที่ผ่านมาร่วมสี่สิบปีในชีวิตลุง ลุงเอ่ยตอบโดยอ้างคำของคุณอุดม สีสุวรรณ สหายร่วมคอมมิวนิสต์ลาดยาว (https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_23230) ว่า
“เราเป็นเหยื่อของประวัติศาสตร์”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบปะพูดคุยกับลุง ก่อนจะได้ข่าวจากมิตรสหายอีสานใต้อีกหลายปีให้หลังเมื่อผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล กลับมาสอนหนังสือ ว่าลุงได้ออกจากงาน เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ และเมื่อประสบอาการป่วยเรื้อรังในบั้นปลายชีวิต เช้าวันหนึ่งลุงก็ตัดสินใจลาจากโดยเดินออกจากวัดไปแล้วไม่กลับมาอีก…
ในต้นฉบับดุษฎีนิพนธ์ของผมเรื่อง Commodifying Marxism: The Formation of Modern Thai Radical Culture, 1927-1958 (1992) ช่วง “ภาคผนวก : ชีวประวัติคัดสรรสังเขป” มีข้อความเกี่ยวกับลุงที่หน้า 553-54 ว่า

พิชิต ดีใจ (2469 – ปัจจุบัน)
พิชิตถือกำเนิดในครอบครัวชาวนาลาวเมื่อปี 2469 ที่จังหวัดศรีสะเกษทางอีสาน และเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ราวปี 2494 ขณะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และครูสอนหนังสืออยู่ในกรุงเทพฯ หลังทำงานโฆษณาและจัดตั้งลับให้พรรคในหมู่ชาวนาในพื้นที่ชนบทอีสาน รวมทั้งเดินทางออกไปทัศนศึกษาเขตควบคุมของคอมมิวนิสต์ในเวียดนามและลาว โดยดำริริเริ่มเองนานเก้าปี เขาก็ถูกรัฐบาลทหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับกุมในที่สุดเมื่อปี 2503 และถูกพิพากษาลงโทษจำคุกสิบสองปีในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่อมายังถูกเพิ่มโทษออกไปอีกสองปีแปดเดือน ด้วยข้อหายาเสพติดที่ทางการปั้นแต่งขึ้น
เขาได้รับการปล่อยตัวจากคุกเมื่อปี 2517 และตัดสินใจกลับเข้าไปร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาใต้การนำของ พคท.อีกเมื่อเดือนตุลาคม 2519 เขาได้รับมอบหมายจากพรรคให้ทำงานในเขตหลังพิงที่เขมรแดงจัดสรรให้ในกัมพูชา ทว่าเคราะห์ร้าย เขาถูกกองทัพสหายเวียดนามที่บุกรุกรานกัมพูชาจับกุมตัวไปเมื่อต้นปี 2522
ท่าทีอันท้าทายและเด็ดเดี่ยวของเขาที่คัดค้านปฏิบัติการ “จักรวรรดินิยม” ของเวียดนามมีอันทำให้เขาถูกขังคุกที่โฮจิมินห์ซิตีอีกนานถึงสิบปีห้าเดือนและสี่วัน ต่อมา ครั้นเวียดนามหันมาดำเนินนโยบายรอมชอมกับทางการไทย เจ้าหน้าที่เวียดนามก็มาเข้าพบและกล่าวขอโทษเขา แล้วปล่อยตัวเขาเป็นอิสระเมื่อปี 2532
นับแต่นั้นมา เขาทำงานให้แก่บริษัทตัวแทนการค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งมีธุรกิจอยู่ในอินโดจีน (คำแปลของผู้เขียนเอง)
ในแง่หนึ่ง หากมองจากมุมภารกิจปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมใหม่ของ พคท. ที่ลุงพิชิตและสหายร่วมยุคสมัยทั้งหลายอุทิศตัวทุ่มเทเข้าร่วมแทบจะทั้งชีวิตนั้น มันก็พ่ายแพ้ สูญเสีย ล้มเหลวทั้งหมด เหมือนไม่มีอะไรเหลือ พวกเขาก็เป็นแค่เหยื่อแห่งโศกนาฏกรรมประวัติศาสตร์ที่สักวันก็ย่อมจะสูญหายเลือนลับไป เมื่อคนสุดท้ายที่จำเขาได้หลงลืมหรือสิ้นชีวิตลง
เหมือนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยก็ว่าได้ เหมือนรอยเท้าบนผืนทรายที่พอคลื่นทะเลซัดสาดก็สลายหายไป เหมือนรอยอักขระจีนที่เขียนด้วยพู่กันจุ่มน้ำตามสวนสาธารณะที่ไม่ว่าจะงดงามเฉียบคมปานใดพอแดดสาดส่องก็ระเหยหายสิ้น
อาจจะด้วยความรู้สึกทำนองนี้กระมังที่นักเรียนนักศึกษาเยาวชนผู้ต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นม็อบ “ราษฎร” เยาวรุ่นสามกีบปี 2563-2564
(https://www.bbc.com/thai/thailand-54741254 & https://www.bbc.com/thai/thailand-57597789) แล้วประสบภาวะที่มันเหมือนสลายหายไปจากสังคมการเมืองไทยในช่วงปีหลังจากนั้น อดรำพึงปรารภไม่ได้คล้ายกันว่า “จริง งง สรุปม็อบเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่…”

ประเด็นสะทกสะท้อนใจดังกล่าวทำให้ผมหวนนึกถึง “ยาใจ” ที่ผมเคยได้รับเมื่อศึกษาความสูญเสีย พ่ายแพ้ ล้มเหลวของขบวนการฝ่ายซ้ายสังคมนิยมไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ที่มันดูเหมือนเงียบงันสลายหายไปจากสังคมการเมืองไทยหลังจากนั้น รวมทั้งความพยายามของผมที่จะเข้าใจสภาวะดังกล่าวและตอบปมปริศนาในใจตัวเองว่า
“สำหรับบรรดาผู้อ่านภาษาอังกฤษในโลกยุคหลังคอมมิวนิสต์แห่งทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ในปัจจุบันนั้น… (ตัวบท) ว่าด้วยลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ที่ล้มเลิกไปแล้วในรูปจุติของมัน ณ ประเทศทุนนิยมโลกที่สามซึ่งห่างไกลและสงบสงัดเกือบกึ่งศตวรรษก่อนคงต้องดูเป็นเรื่องเกินความจำเป็น แม้กระทั่ง “สิทธิที่จะดำรงอยู่” ของ (ตัวบท) ดังกล่าวนั้นก็คงดูน่าคลางแคลงใจ เพราะถึงอย่างไรในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ทฤษฎีการปฏิบัติและองค์การจัดตั้งแห่งลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ก็ได้พิสูจน์ตัวมันเองว่าล้มละลายและได้ล่มสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีแล้วในประเทศไทย เหมือนดังที่ได้เกิดกับทฤษฎีการปฏิบัติและองค์การจัดตั้งทำนองเดียวกันส่วนใหญ่ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กระนั้นแล้ว จะยังมามัวอ่าน-มิพักต้องพูดถึงมัวเขียน-พจนาลัยอันยืดยาดยาวเหยียดให้แก่ซากศพทางการเมืองนี้ด้วยเหตุผลอันใด?
“คำตอบของผมก็คือ ถึงแม้ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์จะตายแล้ว แต่มันก็ยังหลอกหลอนเราอยู่ ว่าในฐานที่มันได้เคยพัวพันกับคนเป็นมาอย่างดุเดือดร้อนแรงเป็นเวลายาวนาน ผู้ตายแล้วย่อมไม่จากไปโดยไม่ทิ้งรอยพิมพ์ประทับลึกอยู่ในจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมของบรรดาคู่สนทนาที่แนบชิดของมัน และฉะนั้นจึงมีแต่ผ่านการเขียน อ่าน และทำความเข้าใจเรื่องราวของผีคอมมิวนิสต์เท่านั้น คนเป็นจึงจะสามารถตระหนักถึงตัวตนทางวัฒนธรรมในจิตใต้สำนึกของตนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ได้
“ในเมืองไทย ยังคงมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ของการต่อต้านทางวัฒนธรรมซึ่งได้ถูกหล่อหลอมโดยการผสมผสานเสียดสีที่ลงน้ำพักน้ำแรงเป็นเวลายาวนาน ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับวัฒนธรรมไทยหลงเหลืออยู่ และตราบเท่าที่คนไทยยังต้องประสบความพังพินาศสมัยใหม่อันเกิดจากเผด็จการและทุนนิยม ก็ย่อมจะมีพวกนักเปลี่ยนแปลงโลกอย่างขุดรากถอนโคนหน้าใหม่ๆ จำนวนมากพอปรากฏตัวขึ้นมาลงมือประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์เหล่านี้เข้าด้วยกัน ให้เป็นอาวุธวัฒนธรรมอันทรงอานุภาพในการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดและศักดิ์ศรีของพวกเขาและมวลมนุษยชาติ” (Kasian Tejapira, Commodifying Marxism, 2001, p.1, 202)
