bg-single

สนธยามหาวิทยาลัย | สุรชาติ บำรุงสุข

19.11.2025

     ไม่ผิดแน่นอนครับกับชื่อบทความ เพราะบางคนอาจเข้าใจว่า ผมกำลังเตรียมเปิดรายการ “สนทนามหาวิทยาลัย” ประมาณว่า แบบชื่อในรายการทีวี หรือรายการวิทยุ ซึ่งมักจะใช้ชื่อในทำนองนี้กัน และทั้งไม่ได้ชวนท่านทั้งหลายมานั่งชมทิวทัศน์ของมหาวิทยาลัยในช่วงพลบค่ำ หรือวิวยามโพล้เพล้ตามชื่อแต่อย่างใด

     แต่ที่จริงแล้ว ก็อาจจะเป็นรายการ “สนทนามหาวิทยาลัย” อีกแบบ ที่เผอิญดันเป็นเรื่องของ “มหาวิทยาลัยในแดนสนธยา” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ผมสมมติขึ้น เพื่อสะท้อนถึงปัญหาอุดมศึกษาในแบบที่เรานึกไม่ถึง

      หากเราเปิดหาความหมายของคำว่า “แดนสนธยา” จะพบว่า คำแปลมีนัยกับเรื่องของมหาวิทยาลัยสมมติแห่งหนึ่ง ที่ผมกำลังชวนท่านทั้งหลายคุยด้วย เนื่องจาก คำนี้มีความหมายถึง “ดินแดนลึกลับ หรือสถานที่ที่มีปัญหาน่าสงสัย” ซึ่งคำแปลออกจะเข้าเค้ากับมหาวิทยาลัยแห่งนี้อย่างมาก เพราะเป็นมหาวิทยาลัยมีทั้งความลึกลับ และความน่าสงสัยอยู่มากทีเดียว

      ความลึกลับที่น่าสงสัยเกิดกับเรื่องที่ผมถูกถามเสมอ คือ มหาวิทยาลัยมีการเลือกคณบดีหรือผู้บริหารหน่วยงานกันอย่างไร เพราะมักจะเป็นคำถามที่คนภายนอกอยากรู้ด้วย … จะเลือกตั้งแบบระบบประชาธิปไตย หรือจะแต่งตั้งแบบระบบรัฐประหาร ?

      ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ระบบการคัดเลือกคนในมหาวิทยาลัยในการขึ้นสู่ตำแหน่งต่างๆ นั้น ใช้กระบวนการ “สรรหา” เป็นกลไกหลักแต่เพียงประการเดียว ต่างกับการเลือกตั้งทางตรงในแบบที่เราเห็นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชาชนเป็นผู้ลงเสียง และใช้การกาบัตรด้วยเสียงข้างมากเป็นเครื่องมือตัดสิน

      แต่การสรรหาเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม โดยการจัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลชุดหนึ่งขึ้นมาเป็นองค์คณะเพื่อทำหน้าที่ในการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมในการเข้าตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัย

      การใช้การสรรหาก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเล่นการเมืองในมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกด้วยภาษาทางรัฐศาสตร์ว่า การสรรหาเกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะ “กระบวนการทำให้เป็นการเมือง” (politicization) หรือโดยนัยคือ ป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น “สนามการเมือง” ในการแย่งชิงอำนาจเพื่อการมีตำแหน่งบริหาร

      โดยหลักการแล้ว ต้องถือเป็นเรื่องที่ดี เพื่อไม่ให้ทุกเรื่องในมหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามการเมืองกันไปหมด เพียงเพราะต้องการอำนาจสำหรับตนเองและพวกพ้อง อีกทั้ง ปัญหาของ “กระบวนการทำให้เป็นการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย อันเป็นผลจากการ “เล่นพวก-หนุนเพื่อน” ที่เน้นอย่างมากกับการผลักดันคน 3 ประเภท คือ “พรรคพวก-เครือข่าย-คนใกล้ชิด” ของฝ่ายบริหารเข้ามา

       เราอาจเรียกบุคคล 3 ประเภทเช่นนี้ในมหาวิทยาลัยว่า “3 ขาใหญ่” ซึ่งแน่นอนว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ “3 ทหารเสือ” ที่จะเป็นผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมและรักษาความยุติธรรมตามนิยายเรื่อง “The Three Musketeers” ซึ่งเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของอเล็กซานเดอร์ ดูว์มา

        สำหรับ “3 ขาใหญ่” เช่นนี้ เราอาจต้องเรียกใหม่ว่าเป็น “3 ทหารอธรรม” เพราะคนพวกนี้ในที่สุด แล้ว จะทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องความไม่เป็นธรรมในมหาวิทยาลัยให้ดำรงอยู่ต่อไป ด้วยการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายบริหาร ที่ต้องการการกระชับอำนาจ (ไม่ใช่การกระจายอำนาจเพื่อฟังเสียงประชาคมอย่างแน่นอนครับ)

        ดังนั้น ทฤษฎีและการปฏิบัติมักจะเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันเสมอในทางรัฐศาสตร์ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การสรรหาอาจจะไม่สามารถหยุดยั้ง “3 ทหารอธรรม” ได้เลย

        เพื่อให้เราเห็นภาพของปัญหาในแดนสนธยา ผมจะทดลองเล่าเรื่องในมหาวิทยาลัยสสมติแห่งหนึ่งให้ท่านทั้งหลายเห็นภาพของกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร

       ในเบื้องต้น เมื่ออธิการเริ่มมีความมั่นใจในอำนาจมากขึ้นแล้ว ก็มักจะตามมาด้วยการขยายอิทธิพลเข้าไปครอบคลุมเวทีการประชุมคณบดี ซึ่งจะทำให้การคัดเลือกคณบดีในการเป็นกรรมการสรรหาตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัยนั้น ถูกควบคุมทิศทางจากฝ่ายบริหารโดยตรง เพราะจะมีคณบดีคนหนึ่งจากที่ประชุมแห่งนี้ที่จะถูกคัดเลือกให้เป็นกรรมการสรรหาภายใต้การกำกับของ “ท่านผู้นำ” … ลองจินตนาการในความเป็นจริงว่า ใครจะไปคัดค้านฝ่ายบริหารได้ในภาวะของการแผ่อิทธิพลของ “กระแสลมแห่งอำนาจ” ในที่ประชุมคณบดี

        ในมหาวิทยาลัยจะมีอีกตำแหน่งที่ต้องนั่งเป็นกรรมการสภาฯ และมีบทบาทอย่างมากในการสรรหาในหลายวาระ คือ “ประธานสภาคณาอาจารย์” ซึ่งเรามักจะพบว่าในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดหลายแห่ง ตำแหน่งนี้อาจจะไม่เป็น “อิสระ” หรือไม่กล้าที่จะมีบทบาทเป็น “เสรีชน” ที่มีความเห็นต่างจากฝ่ายบริหารเท่าที่ควร ซึ่งในหลายครั้ง เราจะพบว่า คนที่ไม่เป็นเสรีชนในสภามหาวิทยาลัย มักจะเล่นบทเป็น “3 วานร” คือ ลิง 3 ตัวที่มีอาการ “ปิดหู-ปิดตา-ปิดปาก” ต่อการมีบทบาทในความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร และทั้งยังแสดงออกด้วยการท่องสุภาษิตไทยในที่ประชุม คือ “นิ่งเสียตำลึงทอง” และก็หวังว่า “ตำลึงทอง” อาจจะตกมาให้ตัวเขาบ้าง

        เมื่อใดก็ตาม ประธานสภาคณาจารย์เล่นบท “3 วานร” ที่ถือสุภาษิตไทยแล้ว ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยแห่งนั้น จะได้ “ลูกน้อง” เพิ่มขึ้นอีก 1 คน ไม่ใช่ได้คนที่จะเป็นเสียงสะท้อนของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่เขาจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของฝ่ายบริหารอีกคนในการประชุมมหาวิทยาลัยอย่างไม่ต้องคิด ยิ่งเป็นพวกอาจารย์เด็ก ไม่มีตำแหน่งวิชาการเลย คนพวกนี้มักจะมีอาการ “ไม่กล้าโต้” กับฝ่ายบริหาร หรือเป็นสมาชิกสภาฯ ที่มีอาการ “เจ็บคอ” อยู่บ่อยๆ คือ ไม่ค่อยพูด และไม่มีความคิดเห็นอะไรจริงจังในการประชุมด้วยอาการ “อยู่เป็น”

        ไม่ต่างจากกรรมการบางคนที่มาจากสายของอาจารย์ ซึ่งเล่นบทเป็นพวก “เซลล์แมน” ที่พยายามจะขายแต่ภาพของตัวเอง (ขี้โม้-ขี้คุย) ตอบได้ไม่ยากว่า อาจารย์พวกนี้ไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการสภาฯ แต่เข้ามาเพื่อ “หาบันได” ที่หวังจะไต่สูงขึ้นจากการมีโปรไฟล์ของตำแหน่งในสภาฯ ฉะนั้น คนพวกนี้จะเป็น “ลูกน้องที่ซื่อสัตย์” ของฝ่ายบริหารในการสรรหา หรือบางทีก็เล่นบทเป็นเพียง “ไอ้ห้อย-ไอ้โหน” ฝ่ายบริหารเท่านั้นเอง

       ในกระบวนการสรรหาคณบดี/ผู้บริหาร ก็จะมีการเลือกตัวแทนหน่วยงานนั้นอีก 1 คนเป็นผู้แทนเข้าไปเป็นกรรมการสรรหา ฉะนั้น ถ้ามี “การละเล่น” ทางการเมืองจะด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ เขาจะกลายเป็นอีก 1 เสียงของฝ่ายบริหารไปทันที แม้ว่าก่อนหน้านั้นไม่นาน เขาอาจจะแสดงความเห็นอย่างเป็นอิสระ แต่ก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน เขาจะกลายเป็นเหมือนคนที่ “ถูกดูดวิญญาณ” เปลี่ยนไปเป็นอีกคน บางทีอาจเปรียบเหมือนเพิ่งไปผ่าตัดสมองเพื่อ “เปลี่ยนชิพ” ในหัวมา เขาเลยไม่มีความทรงจำเดิมเหลือ … ทำอย่างไรที่เสียงจากคณะ/หน่วยงานจะมีน้ำหนักในการสรรหา ไม่ใช่เสียงตัดสินจากคนนี้ หรือตัดสินจากเวทีนี้ที่ถูก “รีโมท” จากผู้บริหาร

        ดังนั้น นอกจากจะต้องกระชับอำนาจในสภามหาวิทยาลัยแล้ว การกระชับอำนาจผ่านการควบคุมเวทีคณบดีก็เป็นประเด็นสำคัญของการเมืองมหาวิทยาลัยในแดนสนธยา เพราะถ้าการกระชับอำนาจในระดับนี้เกิดขึ้นได้จริงแล้ว ที่ประชุมคณบดีจะเป็นเพียง “การสั่งการของท่านผู้นำ” และยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยจะเป็นกระบวนการแบบ “บนลงล่าง” (Top-Down Strategy) ตามความเห็นของฝ่ายบริหารเท่านั้น ไม่ใช่กระบวนการที่ฟังเสียงจาก “ล่างขึ้นบน” (Buttom-Up Strategy) … มีเสียงเตือนมาว่า อย่าส่งเสียงดัง เดี๋ยวท่านผู้นำจะรำคาญ !

        การควบคุมที่ประชุมคณบดีด้วยการกระชับอำนาจ จะทำให้การสรรหาบุคคลลงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมีความโน้มเอียงไปสู่ความเป็น “ระบบเบ็ดเสร็จ” ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อการสรรหานายกฯ และกรรมการสภาฯ ในอนาคต อันจะนำไปสู่กระบวนการการยึดอำนาจเพื่อสร้าง “สภารีโมท” ให้ได้อย่างสมบูรณ์

       เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้บริหารจะกลายเป็น “ท่านผู้นำ” เต็มรูปแบบอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้ง คนที่ถูกสรรหาก็ล้วนมีที่มาจากพรรคพวกและเส้นสาย จนเวทีการสรรหาในทุกระดับกลายเป็น “แดนสนธยา” … เมื่อหลายเดือนก่อน เห็นประชาชนในบังกลาเทศลุกขึ้นมาขับไล่ท่านผู้นำ “เผด็จการผู้หญิง” แล้ว ก็คิดต่อไม่ได้ คิดเล่นๆ ครับ (555) !

ท้ายบท: ตัวอย่างการสรรหาใน “แดนสนธยา” (บางตัวอย่างเท่านั้นครับ)

– ผู้บริหารหน่วยงานมีตำแหน่งเดิมเป็นผู้ช่วยอธิการฯ และลาออกจากตำแหน่งนั้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหา แต่เมื่อการสรรหาเสร็จ ขึ้นเป็นผู้บริหารหน่วยงานนั้นแล้ว กลับมีคำสั่งแต่งตั้งให้กลับไปเป็นผู้ช่วยอธิการฯ ใหม่ตามเดิม และยังคงดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของคณบดีที่เป็นกรรมการสรรหาตนเองด้วย อันเป็นการควบ 3 ตำแหน่งพร้อมกัน และไม่น่าเชื่อเลยว่า ไม่มีประเด็นข้อถกเถียงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในสภามหาวิทยาลัย

– คณบดีที่เป็นอดีตกรรมการสรรหาอธิการบดี ได้รับการสรรหาโดยมีอธิการฯ และพวกเป็นกรรมการ และก่อนการสรรหา เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการฯ จึงลาออกเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดี แต่พอการสรรรหาเสร็จสิ้น เป็นคณบดีแล้ว ก็ได้รับการแต่งตั้งกลับมาเป็น ผอ. สำนักอธิการฯ ใหม่อีกเช่นกัน ซึ่งเป็นการควบ 2 ตำแหน่ง โดยไม่มีประเด็นคัดค้านเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในสภามหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

– คำถาม: มหาวิทยาลัยนี้ขาดอะไร (1) ขาดคนในการทำงานบริหาร (2) ขาดธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย (3) ขาดความโปร่งใส หรือ (4) ขาดปัญญาในการบริหารมหาวิทยาลัย … ลองช่วยกันตอบสักหน่อย ตอบมากกว่า 1 ข้อก็ได้ครับ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี