ฝรั่งมองไทยเรื่องนิสัยรักครอบครัวกับการขายลูกเมีย
Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
ย้อนหลังไปในอดีตเมื่อ 167 ปีก่อน “อ็องรี มูโอต์” (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้เดินทางเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม กัมพูชา และลาว ในสมัยรัชกาลที่ 4 พร้อมบันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ กระทั่งหนึ่งร้อยห้าสิบกว่าปีต่อมาก็ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2558 และได้รับการพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง
ล่าสุดก็คือปีนี้ (2568) โดยมีการเปลี่ยนปกจากเดิมที่เป็นรูปปราสาทนครวัด มาเป็นภาพซากวิหารพระมงคลบพิตรที่พระนครศรีอยุธยา อันเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งมูโอต์ได้ไปเยือน และบันทึกไว้ในบทที่ 6 ของหนังสือ
บันทึกของมูโอต์บรรยายลักษณะของคนไทยหลายแง่มุม และมีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเขาชื่นชมมาก นั่นคือ “นิสัยรักครอบครัว” ความอ่อนโยน การแสดงออกอย่างใส่ใจต่อญาติสนิทมิตรสหาย ความเป็นห่วงเป็นใยคนใกล้ชิดจนสังเกตเห็นได้ชัด
การกุลีกุจอช่วยเหลือผู้อื่นทันทีที่มีใครทุกข์ร้อนหรือตกทุกข์ได้ยากแม้จะต้องเสียสละทรัพย์สินเงินทองไปบ้างก็ยอม
นิสัยเช่นนี้อาจไม่ปรากฏให้เห็นชัดในสังคมตะวันตก แต่กลับเห็นได้อย่างเด่นชัดในสังคมไทย ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะอยู่ในชนชั้นใดก็ตาม ดังที่มูโอต์บันทึกไว้ในบทที่ 2 ว่า
“คุณสมบัติชั้นเลิศอย่างหนึ่งของชาวสยามคือความรักครอบครัว ไม่ว่าจะครอบครัวทาสหรือเจ้าขุนมูลนาย พวกเขาดูแลเอาใจใส่ แสดงความรักด้วยการกอดลูกๆ เหมือนกัน ยามใดที่สมาชิกในครอบครัวมีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพี่ๆ น้องๆ หรือลูกพี่ลูกน้อง ฯลฯ ทุกคนจะอยู่กันพร้อมหน้า ช่วยกันออกเงินทองเพื่อป้องกันเหตุหากยังจัดการได้ หรือถ้าเกิดเหตุไปแล้วก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา”
นอกจากนั้น คนไทยยังมีความเป็นมิตร พวกเขาแสดงความรู้สึกต้อนรับออกมาอย่างเปิดเผย และปลื้มปีติเมื่อเห็นแขกที่มาเยือนมีความเอ็นดูต่อลูกหลานของตน
เวลาที่ฝรั่งเข้าไปเล่นกับพวกเด็กๆ ก็ทำให้บรรดาพ่อแม่ของเด็กน้อยเหล่านั้นดีอกดีใจกันยกใหญ่ แถมยังขอบคุณแขกเสียด้วย ซึ่งอากัปกิริยาเช่นนี้ก็มีทุกครอบครัวและทุกชนชั้น ตามที่มูโอต์บรรยายว่า
“สัก 20 หนเห็นจะได้ เวลาข้าพเจ้าไปเยือนกระท่อมของไพร่ทาสสักคน หรือวังหรูหราของท่านเสนาบดีก็ตามแต่ เมื่อข้าพเจ้าอุ้มเด็กๆ มานั่งตักและโอบกอดพวกแก ก็พลันเห็นดวงหน้าอันเป็นสุขของผู้เป็นพ่อแม่ พวกเขาจะตื้นตันใจ เอ่ยปากขอบอกขอบใจครั้งแล้วครั้งเล่า วันไหนที่ข้าพเจ้าเดินผ่านหน้าบ้าน ผู้เป็นแม่จะร้องเรียกว่า แวะบ้านเราหน่อยสิคะ นายฝรั่ง”
ด้วยลักษณะนิสัยเช่นนี้นี่เองที่ทำให้มูโอต์มองคนไทยว่าเป็น “คนดีมีน้ำใจ” แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็วิพากษ์สังคมสยาม รวมทั้งแสดงทัศนะที่ถือตัวว่ามีอารยธรรมที่สูงส่งเหนือกว่า อันเป็นโลกทัศน์ของชาวยุโรปยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) และกระแสธารแห่งการล่าอาณานิคม ตามที่มูโอต์กล่าวว่า
“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้บ่งบอกว่าคนไทยเป็นคนดีมีน้ำใจ และถ้าวันหนึ่งข้างหน้า พวกเขาเกิดหูตาสว่าง ปัญญาเกิด และรู้จักความศิวิไลซ์จากการได้คบค้ากับพวกเรา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าพวกเขาย่อมค้นพบความสามารถอื่นๆ ในตัวเองที่ยังหลับใหลอยู่ได้โดยแท้”
ข้อดีของคนไทยในเรื่องรักครอบครัว นอกจากหมายถึงความรักต่อบุตรหลานแล้ว ยังหมายรวมถึงความรักต่อคู่ครองของตนด้วย
มูโอต์มองว่าสามีภรรยาไทยนั้นรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ภรรยาซื่อสัตย์ต่อสามีและมีสถานภาพที่ดี ไม่ได้อยู่อย่างต้อยต่ำใต้อำนาจสามีแต่อย่างใด ทั้งยังมีเสรีภาพในการใช้ชีวิต สามารถแต่งตัวสวยงามตามที่ต้องการ มีอิสระในการออกนอกบ้าน และมีอำนาจสิทธิ์ขาดเรื่องกิจการในบ้าน ตลอดจนได้รับการยกย่องชื่นชมอีกด้วย
ตามที่มูโอต์สาธยายเอาไว้ว่า
“ดูเหมือนว่าคู่สมรสจะครองคู่กันไปได้ด้วยดีทีเดียว ภรรยามักได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากสามี เธอดูจะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านโดยหามีผู้โต้แย้งไม่ ได้รับการยกย่องและมีเสรีภาพเต็มที่ แทนที่จะถูกกักตัวไว้แต่ในบ้านเหมือนในเมืองจีน ภรรยาชาวสยามได้ออกนอกบ้าน ไปตลาด ไปเยี่ยมเยียนผู้คนและรับแขก ยามออกไปเที่ยวเล่นในเมือง ตามบ้านนอก หรือออกไปวัด ก็จะแต่งเนื้อตัวเต็มที่ นุ่งห่มเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ ใส่เครื่องประดับที่สามีหามาให้ด้วยความรักและภูมิใจ พวกเธอแทบไม่เคยทำให้สามีเสียใจที่ยอมไว้วางใจเช่นนี้เลย”
อย่างไรก็ตาม แม้ชาวสยามจะดูรักใคร่หวงแหนลูกเมียของตนถึงขนาดนั้น แต่ก็มีพฤติการณ์อย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นบ่อย อันเป็นสิ่งที่สวนทางกับความรักครอบครัวอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการขายลูกเมียเมื่อประสบกับปัญหา ซึ่งสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่จำเป็นต้องมีสัญญากำกับไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
โดยมูโอต์ยกตัวอย่างข้อสัญญาดังกล่าวมาจากงานเขียนของสังฆราชปาลเลอกัวซ์อีกทีหนึ่ง ซึ่งมีถ้อยความว่า
“วันพุธที่ 25 เดือน 6 ทางจันทรคติ จุลศักราช 1211 ข้าพเจ้า ผู้เป็นผัว พร้อมนางกล ผู้เป็นเมีย นำลูกสาวชื่อมา มาขายให้กับคุณหลวงศรี เป็นเงิน 80 ติกัล (240 ฟรังก์) เพื่อให้ทำงานรับใช้นายท่านแทนดอกเบี้ย ถ้า นางมา ลูกสาวของเราหลบหนี ให้นายท่านกุมตัวข้าพเจ้า และบังคับให้ตามตัวนางมา มาส่งคืน — ข้าพเจ้า นายมี ขอลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน”
พฤติกรรมเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับลูกและเมีย
ทว่า การขายเมียนั้นมีข้อจำกัดมากกว่า คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ เช่น ที่มาของการแต่งงาน หากเป็นเมียที่ได้มาด้วยการซื้อก็สามารถขายได้ แต่ถ้าไม่ได้มาจากการซื้อก็ต้องได้รับความยินยอมจากเมียเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากฝ่ายหญิงเป็นคนเอาสินสอดมาให้ ฝ่ายชายก็ไม่สามารถขายเมียได้ เว้นเสียแต่ว่าเมียยินยอมด้วยการผูกมัดเสรีภาพของตนลงไปในสัญญาเงินกู้ที่ผัวไปทำไว้ ดังข้อความตามบันทึกที่บรรยายว่า
“นอกจากผู้เป็นพ่อแม่จะมีสิทธิ์ขายลูกแล้ว หัวหน้าครอบครัวก็มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นเดียวกันกับคู่ของตัวเองได้ สำหรับหญิงที่ฝ่ายชายซื้อมา ซึ่งถือเป็นเรื่องทั่วไปในหมู่คนชั้นล่าง ถ้าสามีพอใจจะขายต่อเมื่อใด ก็ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย แต่เขาจะกระทำเช่นว่านี้ตามอำเภอใจไม่ได้ ถ้าภรรยาเป็นฝ่ายนำสินสอดมาให้ตอนแต่งงาน ผู้เป็นสามีมีสิทธิ์ที่จะขาย (เธอ) ต่อ ก็ต่อเมื่อมีสัญญารับว่าตนเป็นหนี้โดยความเห็นชอบของภรรยา อันเป็นข้อผูกมัดภรรยาด้วยเสรีภาพของเธอเอง”
ไม่ว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะดีเพียงใด มีความรักหวานชื่นดูดดื่มแค่ไหน ผัวก็อาจขายเมียของตนได้ในยามเผชิญกับปัญหา ดังนั้น นิสัยรักครอบครัวของคนไทยที่มูโอต์ชื่นชมนักหนาในช่วงแรกก็ดูจะหักมุมอย่างรุนแรงในช่วงหลัง
มูโอต์เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยและชวนสลดใจ พร้อมกับวิจารณ์ธาตุแท้ของมนุษย์และโครงสร้างทางสังคมที่เขามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย โดยกล่าวว่า
“นี่ยังไงล่ะ มนุษย์ผู้น่าสงสารที่มีสำนึกรักครอบครัวเป็นที่ยิ่ง พ่อแม่ที่รักและห่วงใยลูกจะคร่ำครวญเนื้อตัวสั่นเทาเมื่อเห็นลูกเจ็บและร้องไห้ แต่แล้วก็กลับกลายเป็นคนเลือดเย็น สามารถปลดเปลื้องสินค้าชิ้นนี้ไปเสียง่ายๆ เมื่อถูกความอยากรุมเร้า โน่นก็คู่สามีภรรยาตัวอย่างที่ครองเรือนอยู่ด้วยกันมาอย่างสงบสุข เป็นตัวอย่างชีวิตคู่ที่ยากจะหาใครเทียบเทียม แต่กลับมีเรื่องให้ต้องกังวลตลอดเวลาไม่หยุดหย่อนว่าสามีอาจลุกขึ้นมาขายคู่ทุกข์คู่ยากของตนตามอำเภอใจไปเมื่อไหร่ก็ได้ เห็นไหมล่ะท่าน ว่าต่อให้มีปรัชญาขุดค้นศึกษาหัวใจมนุษย์แทบทุกอณูเพียงไหนก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าใจคนจะยอกย้อนซ่อนเงื่อนถึงปานใด และจะหล่อหลอมเลือดเนื้อชีวิตจำพวกที่สยบยอมออกสู่สถาบันทางสังคม โดยเฉพาะสถาบันที่แย่ๆ ได้เพียงไร”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
