กาแฟดำ |สุทธิชัย หยุ่น
สัปดาห์ก่อน วินิจฉัยโรคของ “คนป่วยแห่งอาเซียน” วันนี้ก็ต้องให้ “หมอสั่งยา”
อาการของคนไข้น่ากังวล แต่สิ้นหวังไม่ได้
คณะแพทย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประชุมกันอย่างเคร่งเครียดแล้ว สรุปว่าไทยยังมีโอกาสที่จะพลิกฟื้นได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือก่อนอื่นต้องยอมรับความจริง
และแค่ยอมรับยังไม่ได้แปลว่าจะหายป่วย ต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ห้ามเบี้ยว ห้ามแอบกลับไปใช้นิสัยเดิม
การรักษาเฟสแรกคือการยอมรับความจริงและมองเห็นโอกาส นั่นคือการยอมรับว่ากำลังป่วยและมีปัญหาจริง เพื่อที่จะได้เริ่มมองหาทางออกอย่างตรงไปตรงมา
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจจะเป็นการแปรวิกฤตเป็นโอกาส ในภาวะสับสนอลหม่านระดับโลกหากใช้ความคิดวิจารณญาณอย่างถ่องแท้จะเห็นโอกาสครั้งใหญ่และอาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับไทย
นั่นคือคลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่กำลังย้ายฐานการผลิตออกจากจีน
นี่อาจจะเป็น “ลมใต้ปีก” ที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย
สัญญาณหนึ่งคือคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จาก 5 แสนล้านบาทในอดีต เป็น 8.5 แสนล้านบาท (2 ปีก่อน), 1.13 ล้านล้านบาท (ปีก่อน), และคาดว่าจะสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ในปีนี้
นั่นแปลว่าหากเราบริหารเงินลงทุนต่างชาติให้มีประสิทธิภาพจริง สิ่งที่จะได้คือเทคโนโลยีที่เราขาดแคลนอย่างมาก
การลงทุนระลอกนี้จะเซมิคอนดักเตอร์, EV, ไบโอเทค และดาต้าเซ็นเตอร์
จะช่วยยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ
การแปรสภาพจากคนป่วยเป็นคนฟื้นไข้ต้องเปลี่ยนตัวเองจาก “นักวางแผน” เป็น “นักปฏิบัติ”
ไม่ใช่ “แปลนแล้วนิ่ง” อย่างที่มีการเปรียบเทียบให้อับอายกันมาตลอด
เขาเล่าลือกันว่าคนเก่งในการวางแผน แต่มีปัญหาเรื่องการนำไปปฏิบัติ
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงมือทำในสิ่งสำคัญอย่างจริงจัง
1. ลงทุนใน “คน” เริ่มด้วยการปฏิวัติการดูแลเด็กเล็ก นักเศรษฐศาสตร์อาจจะไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้ แต่นี่คือการลงทุนที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด
การจะฟื้นคืนสุขภาพไทยอย่างยั่งยืนจริงจังต้องมีนโยบายระดับชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ
เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพทุนมนุษย์ที่ต้นตอ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ทำเรื่องนี้มายาวนาน ยืนยันว่าใช้เงินลงทุนไม่มาก (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) แต่ให้ผลตอบแทนมหาศาลในระยะยาว
2. ปฏิรูประบบราชการและสร้างรัฐบาลอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ตั้ง “คณะกรรมการระดับชาติ” อย่างที่ทำมาตลอด
เป้าหมายคือการเปลี่ยนระบบราชการที่เทอะทะอุ้ยอ้ายให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบเหมือนประเทศเอสโตเนีย
เพราะหากทำได้จะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่น เพิ่มความโปร่งใส และทำให้สามารถลดขนาดกำลังคนในระบบราชการลงได้
จะได้นำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปเพิ่มเงินเดือนให้แก่ข้าราชการที่เหลืออยู่ เพื่อดึงดูดคนเก่งให้กลับเข้าระบบ
3. เปลี่ยนการเมืองและผู้นำ
การเลือกตั้งและการทำประชามติรัฐธรรมนูญครั้งถัดไป คือโอกาสที่ประชาชนจะส่งเสียงเรียกร้อง “รัฐบาลแบบที่ต้องการ” ซึ่งควรเป็นรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้เทคโนแครตและผู้มีความสามารถจากภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น
4. ฉกฉวยโอกาสการลงทุน
เพิ่มงบประมาณและบุคลากรให้ BOI 3 เท่า เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการดึงดูดและอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนระลอกใหม่นี้ให้ได้มากที่สุด
ปฏิรูปกฎหมาย (Guillotine Regulations) แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการเข้ามาทำงานของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอย่างเร่งด่วน
ผมถาม ดร.กอบศักดิ์ว่าการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รัฐบาลนี้กำลังพยายามทำอยู่จะตอบโจทย์หรือไม่
แกบอกว่าต้องมองให้ทะลุไปถึง “หนี้นอกระบบ” ด้วย
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในระบบ (เช่น โครงการสำหรับหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้หากไม่จัดการกับ “หนี้นอกระบบ” ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินกำลังซื้อของประชาชนอย่างร้ายแรง
คนไทยกว่า 42.5% มีหนี้นอกระบบซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยโหดร้าย (20-30% ต่อเดือน)
และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ฟื้นตัว
ถ้าเราฟัง “หมอเศรษฐศาสตร์จากข้างนอก” อย่าง IMF ก็ต้องมองให้รอบด้าน
หมอแผนปัจจุบันด้านเศรษฐกิจตอกย้ำเรื่องนโยบายการเงิน-การคลังแบบผสม (policy mix) ที่ต้องสอดคล้องกัน นั่นหมายถึงการรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อและค่าเงินบาทในระยะกลาง
แต่ใช้มาตรการการคลังเชิงเป้าหมายชั่วคราวเพื่อหนุนรายได้ผู้มีรายได้น้อยและการลงทุนที่เพิ่มแรงผลักดันการเติบโต ในทางปฏิบัตินั่นหมายถึงการลดการใช้จ่ายที่ไม่มีผลตอบแทนต่ำ และย้ายไปลงทุนพื้นฐานสาธารณะที่เพิ่มผลิตภาพ เช่น โลจิสติกส์ ดิจิทัลโครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา/ฝึกทักษะ
นั่นหมายถึงการเปิดเสรีมากขึ้นในภาคบริการที่มีขีดความสามารถสูง (logistics, professional services, digital services) ลดข้อจำกัดการประกอบธุรกิจที่สร้างกำแพงการเข้าตลาด (barriers to entry)
ปรับปรุงกฎการแข่งขัน และเสริมระบบต่อต้านคอร์รัปชั่น ยกระดับทักษะหรือเปลี่ยนทักษะใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน
ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (broadband, cloud, data centers) ปรับปรุงท่าเรือ สนามบิน เครือข่ายถนนและรถไฟเชื่อมกับ CLM/ASEAN เพื่อให้ไทยเป็นฮับการผลิตและขนส่งของภูมิภาค ลดต้นทุนการค้าข้ามพรมแดนและดึงห่วงโซ่อุปทานจากจีน/ญี่ปุ่นเข้าไทยมากขึ้น
ให้สิทธิประโยชน์ R&D tax credit, จัดตั้ง cluster นวัตกรรม (เช่น ศูนย์ชิพ, ศูนย์ยานยนต์ไฟฟ้า) และเร่งกฎหมายที่ช่วยให้ startup ขยายตัว (เช่น กฎทุนมนุษย์, โครงสร้างหุ้น)
ที่ลืมไม่ได้คือเศรษฐกิจ ‘สีเขียว’ เพื่อเพิ่มความสามารถของการแข่งขัน
นั่นหมายถึงการดึงเงินลงทุนในพลังงานที่สะอาด อุตสาหกรรมที่ใช้วัสดุหมุนเวียน การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจะเป็นจุดขายกับคู่ค้ายุโรปและญี่ปุ่น (ตลาดที่มีมาตรฐานสูง) และเพิ่มมูลค่าส่งออก
แต่การฟื้นตัวจะทำได้จริงจังก็ต่อเมื่อมี “กรอบเวลา” ที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรเมื่อไหร่ และต้องมีการประเมินด้วยตัวชี้วัดที่ชัดเจน
ช่วงเร่งด่วนเฉพาะหน้า (0-12 เดือน) คือการสร้างความเชื่อมั่นทั้งในหมู่คนไทยและต่างประเทศว่าคนไข้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาโรคเรื้อรังอย่างจริงจัง
ช่วงปานกลาง (1-3 ปี) – ปรับโครงสร้างและลงทุนเพื่อผลิตภาพ
ปฏิรูปตลาดแรงงานและระบบการศึกษาเชิงอาชีพ (TVET) ร่วมกับภาคเอกชน (apprenticeship, certification)
ตัวชี้วัดที่จะบอกเราว่าเดินถูกทางหรือไม่คือสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะระดับกลาง/สูง
เปิดเสรีภาคบริการเชิงยุทธศาสตร์ (logistics, professional services, digital services) ภายใต้กรอบควบคุมที่ชัดเจน
ตัวชี้วัดที่จะบอกเราว่าทำได้จริงหรือไม่อยู่ที่การขยายสัดส่วนการส่งออกบริการ
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโลจิสติกส์ (ท่าเรือ/คลังสินค้าอัจฉริยะ, data centers)
ตัวชี้วัดว่าทำได้จริงหรือไม่คือต้นทุนโลจิสติกส์ลดลงเป็นร้อยละของ GDP แค่ไหน
ช่วงยาว (3-7 ปี) – ยกระดับสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง สร้าง cluster เทคโนโลยี (EV, ชิพ, เฮลธ์เทค) ด้วยนโยบายผสม : แรงจูงใจด้านภาษีแบบผูกเงื่อนไขที่ต้องสร้างทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาหรือ R&D grants
และเสริมด้วยการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงระดับสากล
ตัวชี้วัดว่าทำได้ตามเป้าหรือไม่อยู่ที่ตัวเลขที่สะท้อนส่วนแบ่งการลงทุนภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูงต่อ GDP เพิ่มขึ้น
และหากจะทำให้การฟื้นตัวยั่งยืนจริงต้องเสริมธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
นั่นคือการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย การคุ้มครองนักลงทุน และความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นระยะยาวของนักลงทุน (ตัวชี้วัด : ดัชนีความโปร่งใส/ดัชนี Ease of Doing Business ที่กระเตื้องขึ้นตามลำดับ)
ทั้งหมดนี้คือ “ยาขมหม้อใหญ่” ที่ “คนป่วยแห่งอาเซียน” ต้องยอมกินอย่างซื่อสัตย์และต่อเนื่อง
เพราะเรากิน “บุญเก่า” หมดแล้ว
แต่ยังไม่ได้สามารถสร้าง “บุญใหม่” เลย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
