บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (8)

เข้าตี

BATTLE FOR SKYLINE RIDGE บันทึกรายงานการเข้าตีฐานบ้านนาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2514 ของพันเอกเหงียน ชวน ว่า

“ขณะนี้ถึงเวลา 20.00 น. ดวงจันทร์ส่องแสงสาดส่องผ่านใบไม้ของป่าทึบ ข้าพเจ้าดีใจเงียบๆ เพราะแสงสว่างนี้จะทำให้หน่วยรบสามารถเตรียมการเข้าตีได้ง่ายขึ้น ปืนใหญ่ข้าศึกยังคงยิงฉากป้องกันที่ตั้งต่อไป เครื่องบินข้าศึกก็ยังคงทิ้งระเบิดตามพิกัดเป้าหมายที่เตรียมการไว้ล่วงหน้า บางครั้งก็ตกใกล้บางครั้งก็ตกไกลออกไป กระสุนส่องสว่างทำให้สนามรบสว่างไสว ร่มพยุงกระสุนล่องลอยไปตามกระแสลม แล้วค่อยๆ ลับหายไปในแสงจันทร์

ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พนักงานสื่อสารรายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ฝ่ายเราได้วางกำลังโอบล้อมพื้นที่ที่หมาย 2 (ที่มั่นแข็งแรงรายล้อม บก.พัน และฐานยิงปืนใหญ่) ไว้เรียบร้อยแล้ว ที่ตรวจการณ์รายงานว่าข้าศึกยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทุกหน่วยรอคำสั่งเปิดฉากการยิง ซึ่งหมายความว่ากำลังของเราได้เข้าไปประชิดที่มั่นของข้าศึกขณะที่ข้าศึกยังไม่รู้ว่าเราได้วางกำลังรายล้อมไว้แล้ว

ยังเหลือเวลาอีก 10 นาทีก่อนกำหนดเปิดฉากการยิง ข้าพเจ้ารับรายงานเหล่านี้ด้วยความยินดี แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกเครียด การสู้รบคงจะเป็นไปอย่างรุนแรงอย่างถึงที่สุดท้าทายความสำเร็จของฝ่ายเรา เราจึงต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบยิ่งกว่าการรบทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ข้าพเจ้าต้องเอาชัยชนะให้ได้ หน่วยของเราจะล้มเหลวไม่ได้ นี่คือความสำนึกต่อความรับผิดชอบและเกียรติยศของข้าพเจ้า

การสู้รบเริ่มขึ้นอย่างรุนแรง เสียงกระสุนปืนใหญ่ รวมทั้งเสียงระเบิดจากเครื่องยิงระเบิดทุกขนาด ประสานกับเสียงกระสุนปืนกลทั้งขนาดหนักและขนาดกลางสั่นสะเทือนไปทั่วขุนเขาและผืนป่า กระสุนส่องวิถีส่องแสงประสานไปทั่วพื้นที่เหนือศีรษะ รวมทั้งพลุส่องแสงทำให้พื้นที่ป่าสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ ที่ตรวจการณ์รายงานให้ทราบว่า การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ของเราสามารถกดดันพื้นที่ส่วนกลางและทำลายกองบังคับการและที่ตั้งปืนใหญ่ของข้าศึกอย่างได้ผล

กำลังของเราเริ่มเข้าโจมตีพื้นที่ที่หมายที่ 2 โดยเคลื่อนที่เข้าไปประชิดขอบรั้วลวดหนามและเร่งขุดหลุมบุคคลเข้าไปใกล้การวางกำลังของข้าศึก ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลังและเครื่องยิงระเบิดระดมยิงที่หมายได้อย่างแม่นยำจนสามารถทำลายที่ตั้งปืนกลของข้าศึกได้ 3 แห่ง รวมทั้งยิงกดที่ตั้งปืนกลอื่นๆ ของข้าศึกจนไม่สามารถยิงโต้ตอบได้ ระหว่างการเข้าตีที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ในพื้นที่ที่หมายที่ 2 แห่งนี้ การยิงตอบโต้จากข้าศึกเป็นไปอย่างเบาบาง”

ขณะที่ ร้อยโทประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” ก็บันทึกเหตุการณ์เดียวกันนี้ไว้ว่า

“เสียงครืน ครืนแบบฟ้าร้องยังดังมาเป็นระยะๆ ทางด้านทิศเหนือคือทุ่งไหหิน ตามมาด้วยเสียงกระสุนแหวกอากาศแชดๆ หวีดหวิว เสียงระเบิดดังสนั่น สะเก็ดระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ของ

ข้าศึกสาดเต็มไปหมดและควันดินปืนครอบคลุมไปทั่วบริเวณพื้นที่บ้านนา ฝ่ายเราไม่มีการตอบโต้หรือปฏิบัติการใดๆ กับข้าศึก

จากการฟังเสียงกระสุนตกระเบิด น่าจะเป็นปืนวิถีราบขนาด 130 ม.ม. และวิถีโค้ง 152 ม.ม. และ 85 ม.ม. โดยเฉพาะ ป.130 ม.ม. เสียงระเบิดมันดังแน่นรุนแรงมาก บางลูกไม่ระเบิดเสียงดังแซะๆ มาแล้วดังซวบ แผ่นดินสั่นสะเทือน รู้สึกได้ทันทีคือกระสุนด้าน

ผมเห็นลูกน้องผมหลายๆ คนขุดหลุมได้ลึกเกือบมิดตัวเกือบทุกคนแล้ว แต่บางคนสติแตกตัวสั่นนอนคุดคู้อยู่ในหลุมขุดตื้นๆ นอนร้องครวญครางคุมสติไม่ได้ ต้องให้เพื่อนบัดดี้เข้าช่วยปลอบและบอกให้รีบขุดหลุมให้ลึกที่สุด ผมเองขุดหลุมด้วยมีดพกส่วนตัวมาตั้งแต่เริ่มถูกโจมตีแล้ว มีความลึกพอสมควร พอที่จะนอนหมอบให้พ้นจากสะเก็ดระเบิดได้ คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้ากระสุนมันแจ๊กพ็อตก็คงถึงที่ตายก็ต้องยอมมัน ถ้าไม่แจ๊กพ็อตจริงๆ ก็คงต้องดิ้นรนให้รอดต่อไป

ผมขุดหลุมหลบภัยเฉพาะตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเข้าไปหลบได้ ในยามนี้ดวงใครดวงมัน ใครดวงดียังไม่ถึงที่ก็อยู่รอดต่อไป ผมเห็นบังเกอร์ 2-3 แห่งโดนกระสุน ป.ของข้าศึกขุดกระจุยไปในอากาศ ใครหลบอยู่ข้างในคงไม่เหลือ ทั้งฐานปืนและ บก.พัน คงโดนเข้าไปหลายนัดพอสมควร

มันถล่มเรามาเป็นระลอกๆ เป็นชั่วโมงแล้ว บางครั้งมันก็หยุดช่วงให้เราหายใจนานบ้างไม่นานบ้างแล้วแต่ความพอใจของมัน

เสียงกระสุนวิ่งแหวกอากาศหวีดหวิว มันคือเสียงมัจจุราชที่ส่งมา ไม่รู้ว่าจะมาเอาชีวิตใครในพื้นที่บ้านนา เมื่อเสียงมันมารู้สึกว่าร่างกายเกิดอาการเกร็งแบบกลั้นหายใจ เมื่อกระสุนตกระเบิดแล้วไม่โดน เราก็จะเป่าปากหายเกร็งไปชั่วขณะได้ยินเสียงมันยิงมาอีกก็จะเริ่มเกร็งอีก เป็นอย่างนี้เรื่อยไป มันเป็นนรกแห่งความเครียดที่ผมบรรยายไม่ถูก

ช่วงนี้เป็นต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงอยู่ในช่วงฤดูหนาว เมื่อความมืดมาเยือน สภาพอากาศเริ่มเย็นลง ทัศนวิสัยมืดครึ้ม เริ่มมีหมอกบางๆ ตั้งแต่ช่วง 17.00 น. ทุกอย่างเริ่มเงียบสงบ พวกเรายังคงอยู่ในหลุมหลบภัยเพื่อรอเวลาให้มืดสนิท นรกบนดินแห่งนี้เริ่มเงียบสงบแล้ว มันคงจะเหนื่อยเหมือนกันเพราะเล่นเกมกันมาตั้งแต่เช้า”

ที่มั่นแข็งแรงที่ 3

พันเอกเหงียน ชวง บันทึกความคืบหน้าการเข้าตีต่อไป

“เราติดตามความคืบหน้าจากแนวรบติดต่อกันไปจนถึงเช้าวันใหม่ กำลังของเราสามารถเจาะฝ่าแนวลวดหนามของข้าศึกไปได้อีก 2 ชั้น จนสามารถยึดแนวคูติดต่อในที่มั่นแข็งแรงที่ 5 และ 9 และต่อมาก็สามารถเจาะแนวลวดหนามชั้นสุดท้ายจนสามารถทำลายหลุมปืนกลได้อีก 3 แห่ง

เรายังไม่ได้รับรายงานใดๆ จากที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 11 แต่อย่างใด ส่วนในพื้นที่ที่หมาย 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบังคับการถูกทำลายอย่างหนักจากกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายเรา คลังสิ่งอุปกรณ์ตกอยู่ในเปลวเพลิง ที่ตั้งปืนใหญ่ก็เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถยิงสนับสนุนได้ เราไม่ได้เห็นการยิงใดๆ จากปืนใหญ่เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ ส่วนกำลังข้าศึกในที่พื้นที่ที่หมาย 3 ยังคงนิ่งเงียบและไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

ฝ่ายอำนวยการประมาณสถานการณ์ว่า หน่วยของเราปฏิบัติการรบได้อย่างดีเยี่ยม และหากยังรักษาน้ำหนักการรุกระดับนี้ไว้ได้ เราก็จะสามารถเข้าตีแตกหักด้วยกำลังกองร้อยที่ 1 และกองร้อยแซปเปอร์ 19 เพื่อเข้ายึดที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ได้ในคืนนี้

ข้าพเจ้าเห็นด้วยแล้วสั่งการให้เตรียมการปฏิบัติได้ ข้าพเจ้ากำชับให้หน่วยเข้าโจมตีทั้งสองตรวจสอบและเพ่งเล็งเป็นพิเศษต่อการเข้าโจมตีข้าศึกที่ประจำอยู่ในแนวคูรบและบังเกอร์ใต้ดิน

ส่วนเวลาเข้าปฏิบัติการนั้นให้รอแสงสว่างจากดวงจันทร์ซึ่งจะเป็นเวลาประมาณ 21.00 น. แผนการปฏิบัติเป็นส่วนรวมในการเข้ายึดที่หมายนี้จะเริ่มด้วยการระดมยิงเตรียมของปืนใหญ่ติดต่อกันเป็นเวลา 3 นาทีต่อที่มั่นแข็งแรงที่ 3 เป็นลำดับแรก แล้วให้เลื่อนฉากการยิงไปยังที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 5 และ 9

เสร็จสิ้นการยิงเตรียมของทหารปืนใหญ่ จากนั้นกำลังของเราก็จะเปิดฉากจู่โจมบุกเข้าสู่ที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ทันที ทั้งนี้ ต้องไม่รีบร้อนหรือชักช้าลังเล เพราะขณะที่เลื่อนฉากการยิงไปยังพื้นที่เป้าหมายอื่นนั้น หน่วยในแนวหน้าของเราต้องฉวยโอกาสเข้าบุกทันทีก่อนข้าศึกจะตั้งตัวได้

เราต้องรีบรุกเข้าประชิดที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 3 นี้ให้เร็วที่สุด เพื่อทำลายทั้งที่ตั้งอาวุธหนักและบังเกอร์ใต้ดินของข้าศึก และในเวลาเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าจะออกคำสั่งให้ปืนกล 12.7 ม.ม. ยิงกระสุนส่องวิถีขึ้นไปในท้องฟ้าเพื่อเป็นสัญญาณให้ส่วนโอบล้อมเคลื่อนที่ประชิดข้าศึกเข้าไปให้กระชับและใกล้ยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการเข้ามาของเฮลิคอปเตอร์ที่จะส่งกำลังหนุนเพิ่มเติมหรือรับคนเจ็บกลับไป

ยิ่งเราวางกำลังใกล้ข้าศึกเท่าใด ก็จะยิ่งปลอดภัยจากการทิ้งระเบิดและการระดมยิงจากเครื่องบินข้าศึกมากขึ้นเท่านั้น

การสู้รบเป็นไปอย่างรุนแรงตามลำดับจนถึงวันรุ่งขึ้น …

เวลา 15.00 น. ข้าศึกพยายามตอบโต้ฝ่ายเราอย่างสุดกำลัง ปืนใหญ่ต่อปืนใหญ่ยิงตอบโต้กันไปมา ทหารราบยิงต่อสู้กับทหารราบ ขณะที่ปืนกลหนัก 12.7 ม.ม.ของเราสามารถป้องกันการส่งเสบียงทางอากาศด้วยร่มชูชีพอย่างได้ผล เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ทิ้งระเบิดแบบปูพรมรอบๆ พื้นที่บ้านนา ฝุ่นควันและเปลวไฟครอบคลุมพื้นที่อย่างหนาแน่น จนดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ สามารถรอดชีวิตอยู่ได้”

ที่หมาย “ที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ในพื้นที่ที่หมายที่ 2” นี้ ตรงกับฐาน “กองร้อยสุรินทร์” ซึ่งจะปรากฏอยู่ในบันทึก “นรกบ้านนา” ของ ร.ต.ประจักษ์ วิสุตกุล ต่อไป รายงานที่กล่าวถึง B-52 คลาดเคลื่อนเพราะมิได้เข้าร่วมปฏิบัติการแต่อย่างใด

“เราผลัดกันเฝ้าติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงทหารของเราในแนวหน้า ขณะเดียวกันก็คิดถึงการเข้าตีครั้งสุดท้ายต่อที่มั่นข้าศึกซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในคืนนี้ ทุกครั้งหลังระลอกการโจมตีทิ้งระเบิดจากเครื่องบินของข้าศึก เราจะใช้โทรศัพท์สนามสอบถามไปยังหน่วยแนวหน้าสุดเพื่อขอทราบสถานการณ์หลังจากที่ได้รับคำตอบว่าทุกหน่วยยังคงปลอดภัย ทุกคนก็จะแสดงความดีใจออกมาจนเห็นได้ชัด”

พันเอกเหงียน ชวง บันทึกความสำเร็จที่จะนำไปสู่การเข้ายึดที่หมายแรกไว้ได้ว่า…

“เวลา 17.00 น. ฝ่ายยุทธการได้บรรยายสรุปสถานการณ์ซึ่งทำให้เสมือนยกภูเขาออกจากอกกองบังคับการเมื่อได้ทราบว่าทุกหน่วยยังคงปลอดภัย โดยเฉพาะที่มั่นแข็งแรงหมายเลข 3 ฝ่ายเราสามารถทำลายที่ตั้งปืนกลได้เพิ่มมากขึ้นอีก 4 แห่ง รวมทั้งสามารถตัดแนวลวดหนามป้องกันที่มั่นทุกๆ แนวเพื่อเปิดทางบุกเข้าประชิดที่หมาย ขณะที่ข้าศึกต่างพากันถอนตัวจากแนวคูติดต่อชายขอบพื้นที่ป้องกันฐานแล้วเข้าไปหลบอยู่ในบังเกอร์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไป

ร่มทิ้งสัมภาระที่เครื่องบินของข้าศึกนำมาทิ้งให้กับฝ่ายศัตรูในที่มั่นตกลงมารอบๆ ที่วางตัวของฝ่ายเรา มีทั้งเนื้อไก่สด ขนมปัง รวมทั้งกะหล่ำปลีและหัวหอม ฯลฯ มีเพียงแค่ 2 ร่มเท่านั้นที่ตกลงไปในพื้นที่หลังแนวรั้วลวดหนามของข้าศึก แต่ไม่มีข้าศึกคนใดกล้าออกมาเก็บกู้สัมภาระเหล่านี้”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน