โดย เกษียร เตชะพีระ
อ่าน “ประวัติสังเขปอุตสาหกรรมสแกมข้ามชาติในเอเชียตอนแรก

(ซ้าย-แผนที่แสดงการแพร่กระจายของอุตสาหกรรมสแกมข้ามชาติในเอเชียตะวันออก—>เอเชียอาคเนย์;
กลาง-มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนตรงข้ามเกาะไต้หวัน; ขวา-อำเภออันซีในมณฑลฝูเจี้ยน)
อุตสาหกรรมสแกมซึ่งเริ่มที่ไต้หวันในทศวรรษที่ 1990 เมื่อถูกทางการไต้หวันปราบปรามเข้มงวดขึ้นก็โยก ย้ายหลบหนีแพร่ไปที่ —> อำเภออันซี มณฑลฝูเจี้ยนของจีนแผ่นดินใหญ่แทนเมื่อต้นทศวรรษที่ 2000
อำเภออันซี มณฑลฝูเจี้ยน
มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่ตรงข้ามเกาะไต้หวันโดยมีช่องแคบไต้หวันกว้างเฉลี่ย 180 กิโลเมตรคั่นกลาง ฝูเจี้ยนกับไต้หวันทั้งอยู่ใกล้เคียงและคล้ายคลึงกันด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แม้ การปฏิวัติจีนคอมมิวนิสต์ปี 1949 จะทำให้สถานการณ์การเมืองพลิกผันเปลี่ยนไป แต่ฝูเจี้ยนกับไต้หวันก็ยังคงธำรง รักษาสายสัมพันธ์ใกล้ชิดในแง่ผู้คน เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและอื่น ๆ อยู่ ค่าที่ผู้อยู่อาศัยในไต้หวันส่วนใหญ่เป็นลูกหลาน ผู้อพยพลี้ภัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ตอนปฏิวัติโดยเฉพาะจากมณฑลฝูเจี้ยนนั่นเอง ทำให้ราวเกือบ 3 ใน 4 ของประชากร ไต้หวันเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หมิ่งหนัน (闽南) แห่งฝูเจี้ยน ผู้สืบทอดภาษา ศาสนา วัฒนธรรมและธรรมเนียมประเพณีมา เหมือน ๆ กันจนกลายเป็นคำพังเพยว่า “สายสัมพันธ์หมิ่งไถ” (闽台关系 หรือหมิ่งไถฮวนซี่ หมายถึงสายสัมพันธ์ ฝูเจี้ยนไต้หวัน) นั่นเอง (https://en.wikipedia.org/wiki/Fujian%E2%80%93Taiwan_relationship)
กล่าวเฉพาะอำเภออันซีซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นถิ่นกำเนิดของชาอู่หลงนั้นเดิมทีเป็นเขตชนบทป่าเขาไกลกันดารที่ค่อนข้างตัดขาดจากดินแดนส่วนอื่นของจีน ไม่มีถนนหนทางสัญจรโดยสะดวกและประชากรก็ยากจนข้นแค้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อจีนปฏิรูปนโยบายครั้งใหญ่ภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง โดยหันไปเดินแนวทางทุนนิยม เปิดประเทศรับการค้าโลกและอนุญาตให้เอกชนเป็นเจ้าของและดำเนินธุรกิจราว 40 ปีก่อน ก็มีการค้นพบว่า ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศท้องถิ่นของอำเภออันซีนั้นเหมาะยิ่งสำหรับการปลูกชาอู่หลงคุณภาพสุดยอด จึงเป็นจังหวะอันดีให้เกษตรกรท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดโลก การริเริ่มทำไร่ชากลายเป็นแหล่งรายได้ที่พึ่งพาได้ของอันซี โดยรัฐบาลท้องถิ่นเข้าถือครองและดำเนินการที่ดินที่ดีที่สุด พร้อมกับเปิดให้ไร่ชาเอกชนผุดขึ้นแพร่หลายไปทั่ว

(ไร่ชาและตลาดชาในอำเภออันซี https://www.chinadaily.com.cn/m/fujian/2014-05/13/content_17503774_4.htm)
จนทุกวันนี้อำเภออันซีมีพื้นที่ทำไร่ชาถึงประมาณ 1.5 ล้านไร่ ผลิตใบชาจำหน่ายได้ตกปีละ 3 แสนตัน คิดเป็น 1 ใน 10 ของยอดรวมการผลิตชาของจีน และปริมาณชาที่ขายในตลาดอันซีก็สูงถึงประมาณวันละ 50 ตัน (https://www.quanzhougastronomy.com/en/industry/hubs/202501/t20250103_3126737.htm)
แต่ที่ไม่มีใครคาดคิดคือถึงต้นทศวรรษที่ 2000 อำเภออันซีจะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมใหม่ของแก๊งสแกมเมอร์ ชาวไต้หวันหลังถูกไล่ปราบจากทางการไต้หวันแล้วหลบหนีข้ามช่องแคบมาตั้งฐานใหม่พร้อมทั้งหาสมัครพรรคพวก ใหม่ในหมู่ชาวหมิ่งหนันร่วมภาษาวัฒนธรรมและค่อยขยายจากมณฑลฝูเจี้ยนไปกวางตุ้งรวมทั้งมณฑลชั้นในอื่น ๆ
อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ไต้หวันที่ลุกลามเข้าจีนมาฉาวโฉ่แดงโร่ขึ้นเมื่อมันกลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ ในปี 2004 กล่าวคือเกิดกรณีศาสตราจารย์เกษียณอายุผู้มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง ได้รับข้อ- ความ (text message) ทางโทรศัพท์มือถือบอกกล่าวว่าเบอร์โทรฯของเขาชนะรางวัลที่สองของลอตเตอรี่ที่ออกใน โอกาสฉลองครบรอบสิบปีที่บริษัทซัมซุงของเกาหลีเข้ามาทำธุรกิจในจีน ท่านศาสตราจารย์จะได้รับทีวีและแล็ปท็อป ยี่ห้อซัมซุงอย่างละเครื่องเป็นรางวัล
ทว่า (กับดักอยู่ตรงนี้) ท่านต้องจ่าย “ค่าบริการ” 850 หยวน + ค่าประกันพรีเมียม 2,000 หยวน + เงินคิด เป็นมูลค่า 20% ของภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของท่านมาเสียก่อน!
ปรากฏว่าท่านศาสตราจารย์ติดเบ็ดครับ พอจ่ายเสร็จ พวกแก๊งสแกมเมอร์ก็บอกว่าต้องขออภัยที่เกิดความผิด พลาดในระบบคอมพิวเตอร์ อันที่จริงท่านศาสตราจารย์ถูกรางวัลที่หนึ่งต่างหาก ไม่ใช่รางวัลที่สอง ดังนั้นก็ต้องขอเรียก ค่าบริการ, ค่าประกัน, ฯลฯ จิปาถะเพิ่มเติมอีกตามมูลค่ารางวัลที่เพิ่มสูงขึ้น
กว่าท่านศาสตราจารย์จะเอะใจสงสัยและรู้ตัวว่าถูกหลอกก็จ่ายเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ไปแล้ว 8 รอบ คิดเบ็ด เสร็จเป็นมูลค่าถึง 147,000 หยวน (ประมาณ 705,600 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนปี 2004) ด้วยความเจ็บใจที่เสียรู้และเสียทรัพย์ ท่านจึงเขียนหนังสือร้องเรียนไปยังผู้นำสูงสุดของรัฐบาลกลางจีน ส่งผลให้เกิดกระบวนการสืบสวนสอบ สวนซึ่งนำไปสู่การเปิดเผยว่าสแกมเมอร์ตัวจริงที่หลอกศาสตราจารย์เป็นสาววัย 18 ปีอยู่ที่อำเภออันซี มณฑลฝูเจี้ยน นั่นเอง! (https://asia.nikkei.com/spotlight/caixin/china-s-war-on-rampant-telecom-scams)
ช่วงใกล้เคียงกัน ตำรวจจีนก็ได้รับแจ้งความกรณีหลอกลวงออนไลน์โด่งดังอีกคดีหนึ่ง ปรากฏว่าสแกมเมอร์ ตัวการก็ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่อำเภออันซีเหมือนกัน ส่งผลให้อำเภออันซีเริ่มขึ้นชื่ออื้อฉาวว่าเป็น “อำเภอสแกม” (诈骗之乡 จ้าเพี่ยจือเซียง) และตกเป็นเป้าเพ่งเล็งของสื่อมวลชน สาธารณชนและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งหลาย ถึงแก่บทความชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์จีนเปรียบเปรยว่า: “ถ้าหากไต้หวันเป็นฮ่องเต้บังเกิดเกล้าของธุรกิจหลอกลวง เทเลคอมละก็ อันซีก็เป็นตั้วเหียในประเทศของมันนั่นแหละ”
บรรดานักหนังสือพิมพ์จีนยังเน้นย้ำความเกี่ยวดองระหว่างสองแหล่งนั้นด้วยโดยเฉพาะในทางสำเนียงภาษา และบรรพชน รวมทั้งการที่มีชาวไต้หวันถือกำเนิดและอพยพมาจากอันซีถึงราว 2.3 ล้านคนหรือ 10% ของประชากร ไต้หวันโดยรวม
ข้อที่น่าสนใจอยู่ตรงปฏิบัติการสแกมของอันซีดำเนินงานผ่านตัวแบบกงสีครอบครัวแล้วเสริมด้วยการจ้างคน งานภายนอกเข้ามา ลูกจ้างนักหลอกเหล่านี้ได้เงินเดือนประจำคงที่ตกเดือนละ 500 หยวนหรือไม่ก็ได้ค่าบำเหน็จ 10 – 20% จากเงินที่ตัวเองหลอกเอามาได้ ทางกงสีครอบครัวรับดูแลจัดหาอาหารที่พักให้ครบครันโดยที่บ่อยครั้งมักเป็น ห้องพักหน้าต่างปิดทึบซึ่งชวนให้คิดถึงสภาพหมู่ตึกสแกมที่ปอยเปตและเมียวดีในปัจจุบัน แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่า คนงานนักหลอกเหล่านี้ถูกบังคับเคี่ยวเข็ญซ้อมทรมานให้ทำการสแกมในตอนนั้นก็ตาม
นอกจากนี้ปฏิบัติการสแกมอันซีก็มีพลวัตคล้ายหมู่ตึกสแกมทุกวันนี้ด้วยตรงโยกย้ายเปลี่ยนแปลงสถาน-ประกอบการไปยังพื้นที่ห่างไกลได้รวดเร็วว่องไวในกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาทำการสอดส่องสอบสวน
การคลี่คลายขยายตัวของ “อำเภอสแกม” ในจีนนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายตรวจตราเล่นงานปราบปราม เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏว่าเฉพาะปี 2003 – 2004 อันซีกลายเป็นเป้าหมายรวมศูนย์ของการระดมสอบสวนกวาด ล้างอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์โดยกำลังตำรวจจาก 28 มณฑลและนครทั่วประเทศจีนกว่า 600 ครั้ง วันที่ 1 มิถุนายน 2004 ทางการมณฑลฝูเจี้ยนก็เป็นหัวหอกนำหน้าเปิดฉากรณรงค์พิเศษเพื่อปราบปรามการหลอกลวงผ่าน ข้อความโทรศัพท์มือถือและทางอินเทอร์เน็ต ต่อมาในปีเดียวกัน กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนก็ขยายการ รณรงค์ดังกล่าวออกไปทั่วประเทศ เมื่อถึงปลายทศวรรษเดียวกัน ก็มีการลงนามข้อตกลงร่วมต่อสู้อาชญากรรมและ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางศาลข้ามช่องแคบระหว่างทางการจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2009 โดยเพ่งเล็งเป้าหมายไปที่สแกมออนไลน์ (http://ws.mac.gov.tw/001/Upload/OldFile/public/MMO/MAC/crossstraitagreementscc3_ag1.pdf)
เฉกเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นที่ไต้หวัน เมื่อสแกมเมอร์ไต้หวัน-จีนโดยบีบคั้นกดดันหนักเข้าก็ต้องมองหา ฐานปฏิบัติการใหม่ โดยคราวนี้เลือกอพยพโยกย้ายจากอำเภออันซี มณฑลฝูเจี้ยนไปยัง —> เอเชียอาคเนย์โดย เฉพาะกัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมาและลาวแทน
(อนึ่ง ทั้งนี้มิได้หมายความว่าสแกมเมอร์จีนอพยพถอนยวงไม่เหลือรากแล้วในประเทศจีน ดังรายงานข่าวล่า สุดที่เกาเซียงหรง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำอำเภออันซี มณฑลฝูเจี้ยน ต้องออกมาบ่นกล่าวแก้เกี้ยวข้อ กล่าวหาว่าอันซียังคงเป็นบ้านของการหลอกลวงเทเลคอมซึ่งแผ่ขยายไปไกลโพ้นไม่ยุติ เขาชี้ว่าในประชากร 1.2 ล้าน คนของอำเภอ มีที่เป็นสแกมเมอร์แค่ 2 พันคนเท่านั้นเอง !?! ดู https://www.sixthtone.com/news/1778)
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
