บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (9)

ความสำเร็จ

พันเอกเหงียน ชวน บันทึกความสำเร็จแรกในการเข้าตีกองพัน BI-15 ว่า

“บรรยากาศในกองบัญชาการยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก ท้องฟ้าภายนอกเริ่มมืดสลัวเมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า หมอกบางๆ ปกคลุมทั่วพื้นที่ ส่งผลให้ทัศนวิสัยต่อพื้นที่บ้านนามีลักษณะจำกัดยิ่งขึ้น แต่เราก็ยังได้เห็นประกายไฟจากปากกระบอกอาวุธหนักของข้าศึกที่ยิงออกมาจากในฐาน เวลา 19.00 น. กำลังของเราทุกพื้นที่เริ่มเคลื่อนที่รุกไปข้างหน้า พอถึงเวลา 20.00 น. ก็ได้รับรายงานจากที่ตรวจการณ์ ทั้งจากหน่วยที่อยู่ใกล้และอยู่ห่างไกลออกไป จากหน่วยทหารปืนใหญ่ จากกองร้อยทหารราบที่ 1 และกองร้อยแซปเปอร์ที่ 19

ทุกหน่วยรายงานตรงกันว่า พร้อมปฏิบัติการและเฝ้ารอคำสั่งเข้าตีเพื่อเข้าบดขยี้ที่มั่นของข้าศึก

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังรวบรวมสมาธิกับสถานการณ์เบื้องหน้า เสนาธิการกรม โด ฟู วัง ก็เข้ามาเตือนว่าถึงเวลาเปิดฉากการยิงแล้ว ข้าพเจ้าเหลือบดูนาฬิกาแล้วสั่งเปิดฉากการยิงเพื่อเริ่มออกตีทันที ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนายทหารยุทธการและพนักงานวิทยุถ่ายทอดคำสั่งออกไป และเพียงแค่ชั่วอึดใจก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่และเครื่องยิงระเบิดปล่อยกระสุนออกไปเขย่าทั้งผืนป่าและขุนเขาของลาว ข้าพเจ้าจับเวลาการยิงเตรียมจากปืนใหญ่ที่ระดมเข้าสู่เป้าหมาย ณ ที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 3 เมื่อครบ 3 นาทีก็ออกคำสั่งให้เลื่อนฉากการยิงไปยังที่มั่นแข็งแรงที่ 5 และ 9 ตามลำดับ จากนั้นก็สั่งการให้ปืนกลขนาด 12.7 มม. ยิงกระสุนส่องวิถีเพื่อแสดงทิศทางการเคลื่อนที่และกดข้าศึกไว้ไม่ให้โงหัวขึ้น

ขณะที่กำลังส่วนเข้าตีแตกหักของเราบุกชาร์จที่หมายเพื่อโจมตีกวาดล้างและเข้ายึดที่มั่นแข็งแรงที่ 3 อีก 6 นาทีต่อมา ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงปืนใดๆ จากภายในที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ทั้งจากฝ่ายเราและฝ่ายศัตรู ทั้งกองร้อยทหารราบที่ 1 และกองร้อยแซปเปอร์ที่ 19 ก็มิได้ส่งรายงานใดๆ เข้ามายังกองบังคับการ สร้างความวิตกและความห่วงใยต่อข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้นกับหน่วยของเราในการเข้าตีที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 3

แต่ไม่นานที่ตรวจการณ์ของเราก็รายงานเข้ามาว่า ได้ยินเสียงปืนอาร์ก้า-47 จากภายในที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ซึ่งถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากภายในที่ฟังการณ์ของข้าศึก และยังได้ยินเสียงปืนอาร์ก้า-47 ข้าพเจ้าจึงคาดการณ์ว่าเด็กๆ ของเราสามารถยึดคูติดต่อแนวหน้าสุดของข้าศึกได้แล้ว 10 นาทีต่อมา ทุกหน่วยต่างรายงานเข้ามาว่าสามารถยึดที่มั่นแข็งแรงที่ 3 ของข้าศึกได้เบ็ดเสร็จแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พวกเราสามารถยึดได้เพียงบังเกอร์เหนือพื้นดินเท่านั้น ยังไม่สามารถบุกเข้าทำลายบังเกอร์ข้าศึกที่อยู่ใต้ดิน

ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก หลายคนในกองบัญชาการแสดงความดีอกดีใจทั้งเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ ข้าพเจ้าเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงออกเต็มที่ เพราะข้าพเจ้าเองก็รู้สึกยินดีไม่ผิดจากพวกเขา และอยากส่งเสียงเชียร์เช่นเดียวกัน

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีข้าศึกที่ยังมีชีวิตหลงเหลืออยู่ในบังเกอร์ใต้ดินแต่อย่างใด บังเกอร์ใต้ดินเหล่านี้มีมากกว่าหนึ่งชั้นเพราะเชื่อว่ายิ่งอยู่ลึกลงไปเท่าใดก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น เราสามารถเข้าตีและทำลายกำลังข้าศึกที่อยู่บังเกอร์ชั้นบนได้และเข้าใจว่าภารกิจสำเร็จแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ายังมีบังเกอร์อีกชั้นหนึ่งอยู่ต่ำลงไป ข้าศึกให้ความเชื่อมั่นอย่างผิดๆ ต่อบังเกอร์คอนกรีตเสริมแรง โดยมองข้ามไปว่ามันจะกลับกลายเป็นโลงศพขนาดยักษ์สำหรับทหารรับจ้างจำนวนมากที่สู้รบเพื่อจักรวรรดินิยมอเมริกา”

“ข้าพเจ้าติดต่อทางวิทยุเพื่อแสดงความชื่นชมยินดีกับผู้บังคับกองร้อยที่ 1 และผู้บังคับกองร้อยแซปเปอร์ที่ 19 กับความสำเร็จในภารกิจและปฏิบัติการอันยอดเยี่ยมครั้งนี้ แล้วออกคำสั่งให้ถอนตัวกลับมายังจุดที่กำหนดไว้ในแผนเข้าตี จากนั้นก็โอนความรับผิดชอบในการป้องกันที่มั่นที่ยึดได้ให้กับหน่วยที่มีภารกิจวางกำลังโอบล้อม หน่วยลำเลียงของเราเคลื่อนที่เข้าไปแนวหน้าเพื่อเก็บรวบรวมอาวุธ กระสุน และเครื่องเสบียงรวมทั้งยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่เรายึดไว้ได้ จากนั้นก็เตรียมเริ่มปฏิบัติตามแผนที่จะเข้าตีที่มั่นแข็งแรงที่ 5 และ 9 ต่อไป กองพันที่ 4 กับกองร้อยที่ 2 และ 3 ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อม…

ที่บังคับการกรมของข้าพเจ้าเคลื่อนย้ายที่ตั้งเข้าไปใกล้ศูนย์กลางพื้นที่บ้านนา-ศูนย์กลางการบังคับบัญชาของข้าศึกเข้าไปอีก”

กองร้อยสุรินทร์

รายงานของ พันเอกชวงในการเข้ายึด “ที่มั่นแข็งแรงที่ 3” คือ “กองร้อยสุรินทร์” ของกองพัน BI -15 ซึ่งตรงกับที่ร้อยโท ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกไว้ดังนี้

“ระหว่างที่ผมตรวจเยี่ยมพูดคุยกับลูกน้องผม และคิดว่าจะเดินกลับมานั่งที่บังเกอร์ และรูหลบภัยของผม บัดดลนั้นได้ยินเสียงระเบิดกึกก้องถี่ยิบทางด้านทิศใต้ เสียงดัง กรึมๆ กรึมๆ กรึมๆ ตลอดเวลา เห็นเปลวไฟจากลูกระเบิดไกลออกไปข้างหน้า แวบวับอยู่ตลอดเวลา นั่นฐานสุรินทร์โดนถล่มนี่ เสียงระเบิดยังดังอยู่ตลอดเวลาพร้อมกับแรงระเบิดและเปลวเพลิงไม่ใช่ ค. ปรส. หรือ ป. แน่นอนมันน่าจะเป็น RPG ของข้าศึกที่ระดมยิงเข้าใส่บริเวณฐานกองร้อยสุรินทร์อย่างหนักแบบประชิดฐาน พวกเราที่แนวได้แต่มองดูอย่างช่วยอะไรไม่ได้ เห็นเปลวไฟเริ่มลุกไหม้ฐานสุรินทร์แล้วในความมืด ในช่องว่างของเสียงระเบิดที่ฐานสุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็ก และปืนกลยิงหลายชุด ไม่ทราบฝ่ายเราหรือข้าศึก และจากนั้นก็เกิดเสียงระเบิดหนักแน่นตามมาที่ฐานสุรินทร์ตลอดเวลาอีกนานพอสมควร แต่ไม่ใช่การระเบิดของลูกปืนใหญ่ของข้าศึกอย่างแน่นอน และเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างมากที่ฐานสุรินทร์ บึม! บึม! บึม!…ชั่วอึดใจที่หมดเสียงระเบิด ก็ได้ยินเสียงปืนเล็กและปืนกลยิงกราดต่อเนื่อง ได้ยินชัดเจนผสมกับเสียงระเบิดจากระเบิดขนาดเล็ก น่าจะเป็นระเบิดขว้างดังสลับกับเสียงปืนกลและปืนเล็ก

ผมเดาได้ นั่นคือการเข้ายึดฐานและกวาดล้างพวกเราที่ยังหลงเหลืออยู่ ได้ยินเสียงปืนกลยิงออกมา 2-3 ชุดแล้วก็เงียบไปน่าจะเป็นของฝ่ายเรา จากแสงสว่างของเปลวเพลิง ผมมองเห็นจุดเล็กๆ ของคนหลายคนวิ่งลงมาจากฐาน ด้านที่ติดกับฐานปืนพานเชอร์ จากนั้นก็เป็นเสียงปืนเล็กดังเป็นระยะๆ มันคงยึดฐานสุรินทร์ได้แล้ว และเข้ากวาดล้างพวกเราจากกำลังภาคพื้นดินของมันที่รุกเกาะติดฐานสุรินทร์มาหลายวันแล้ว

เราสูญเสียฐานสุรินทร์ด้านนอกที่มีอยู่ฐานเดียวแล้วอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัยใดๆ ชั่วอึดใจที่เสียงปืนเล็กเงียบลงที่ฐานสุรินทร์ มองเห็นเพลิงยังไหม้ฐานอยู่ในความมืด แล้วเสียงฟ้าร้องด้านทิศเหนือบริเวณทุ่งไหหินก็ดังขึ้น ผมและลูกน้องที่กำลังดูเหตุการณ์ที่เกิดกับฐานสุรินทร์และกำลังประจำแนวคูเรดอยู่รู้ทันทีว่ามันส่งลูกปืนใหญ่มาแล้ว ทุกคนรีบลงรูใครรูมันทันที เลิกดูเหตุการณ์ทันที ชั่วอึดใจ เสียงกระสุนปืนใหญ่ ที่พวกเราเคยชินก็วิ่งเสียงแซดๆ 3-4 นัดตกระเบิด กรึม! กรึม! ตามมา ส่วนใหญ่ตกบริเวณฐานปืนพานเซอร์ และฐานกองพัน มันยิงกดเราอีกหลายชุด คล้ายเตือนว่าอย่าคิดช่วยอะไรเลยกับฐานสุรินทร์

ผมนั่งคุดคู้หลบอยู่ในรูดินมืดแบบเคยชินกับสถานการณ์ ในการถูกถล่มด้วยปืนใหญ่โดยไม่คิดอะไร คิดแต่เรื่องสถานการณ์ของฝ่ายเราที่มันเลวร้ายลงเรื่อยๆ เป็นลำดับ ขณะนี้เราถูกโดดเดี่ยว 100% แล้วจากการสูญเสียฐานสุรินทร์สุดท้ายไปในวันนี้ เราคงเหลือฐานกองพัน BI-15 และฐานปืนพานเซอร์เท่านั้น ส่วนฐาน บก.กองร้อย 1 BI-15 กับ มว.2 คงไม่มีผล เพราะอยู่ติดกับฐานกองพัน BI-15 ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่มีความหมายอะไรต่อการคุ้มกันฐานใหญ่ มันคงต้องการเร่งยึดฐานสุรินทร์เพื่อให้หมดฐานคุ้มกันด้านนอก ไม่ให้มีปัญหากับมันต่อไปในการจัดการเราขั้นสุดท้ายที่บ้านนาต่อไป”

ทหารเสือพรานเข้ากอบกู้สถานการณ์

สถานการณ์ที่บ้านนายังคงเลวร้ายลงตามลำดับ บก.ผสม 333 จึงตัดสินใจส่งกำลังทหารเสือพรานซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกและเสร็จสิ้นการฝึกจากไทย จำนวน 2 กองพัน เคลื่อนย้ายทางอากาศจากค่ายฝึกมายังล่องแจ้งโดยด่วน แล้วมอบหมายภารกิจให้เคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่การรบบ้านนาเพื่อกอบกู้สถานการณ์

วันรุ่งขึ้นหลังสูญเสียฐานกองร้อยสุรินทร์ “หัวหน้าใจ” บันทึกต่อไปว่า

“ผมตื่นออกจากรูหลบภัยใต้ดินแต่เช้าหลังจากได้นอนเต็มที่ แบบไม่มีเหตุการณ์อะไรอีก หลังเหตุการณ์ที่เราต้องเสียกองร้อยสุรินทร์ไปในคืนนั้น รีบเข้าตรวจการณ์ที่คอกบังเกอร์ตรวจการณ์ทันที เพื่อดูสภาพที่กองร้อยสุรินทร์ที่ข้าศึกยึดไปเมื่อคืนนี้ ภาพที่เห็นทั้งฐาน และบังเกอร์เปลี่ยนไปบ้างจากการถูกโจมตี และถล่มด้วยระเบิด เมื่อคืนฐานยังมีไฟควันไฟที่ยังลุกไหม้อยู่บ้าง แต่ภาพที่เห็นชัดเจนมากจากกล้องคือ ธงเวียดนามสีแดงเข้มปักอยู่เหนือฐานสุรินทร์ ฐานสุรินทร์อยู่ห่างจากฐาน บก.พัน BI-15 ประมาณ 700-800 เมตรและอยู่ใกล้กับฐานปืนพานเซอร์มาก ถ้ามันยึดอยู่อย่างนี้ก็เท่ากับเอามีดจ่อคอหอยเราแล้ว คงทนให้มันยึดไปแบบนี้ไม่ได้แน่ แล้วผู้พันท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไรต่อไป

ผมพยายามส่องกล้องสองตาดูความเคลื่อนไหวที่ฐานสุรินทร์อยู่ตลอดเวลา บางครั้งเห็นมัน 2-3 คน ขึ้นมาบนหลังคาบังเกอร์ที่มีธงแดงปัก โบกไม้โบกมือเหมือนเยาะเย้ยพวกเรา บางครั้งก็โบกธงแดงไปมาบนบังเกอร์ มันตั้งใจทำสงครามจิตวิทยากับฝ่ายเรา”

ที่ฐานกองร้อยสุรินทร์ซึ่งถูกทหารเวียดนามเหนือบุกยึดไปได้นี้ มีเพื่อนสนิทร่วมรุ่น จปร.15/ตท.4 ของ ร้อยโท ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” คือ ร้อยตรี พนา สมิตานนท์ “เหมียว” เป็นผู้บังคับหมวดเช่นเดียวกันซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในกำลังพลส่วนน้อยที่สามารถเล็ดรอดหลบหนีมาได้จากฐานสุรินทร์ จึงสร้างความห่วงใยแก่หัวหน้าใจเป็นอย่างยิ่ง

“ไอ้เหมียวยังไม่ตาย”

“ผมกลับจากการหาข่าวที่กองพันเรื่องไอ้เหมียวเพื่อนผม ด้วยความหมดหวัง กลับมาที่นั่นพอดีพลวิทยุเอา PRC-25 วิ่งมาหาผม บอกว่ามีข่าวจากฐานปืนพานเซอร์ ผมรีบเอาหูฟังและพูดทันที… ‘จากหน.ใจ’ มีเสียงพูดกลับมาทันที “กูไอ้ย้งเว้ย กูได้ข่าวไอ้เหมียวแล้ว มันยังไม่ตายโว้ย มันส่งวิทยุมาหากู เสียงเบามาก กูจำเสียงมันได้ ใช่มันแน่ มันบอกว่ามันติดอยู่ในบังเกอร์ บก.ร้อย อยู่กับลูกน้องรวมทั้งหมด 5 คน บังเกอร์ถล่มปิดพวกมันไว้ ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ แต่ไอ้แกวเต็มฐานไปหมด ได้ยินจากเสียงของพวกมันคุยกัน แต่มันยังไม่รู้ว่ามีกูกับลูกน้องติดอยู่ในบังเกอร์ที่ถล่มทับอยู่ มันบอกกูแค่นี้ เสียงก็เบามาก มันกลัวพวกไอ้แกวรู้ถ้าติดต่อกันมากกว่านี้ และเพื่อประหยัดแบตด้วย’



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย