ประวัติศาสตร์ไบโอเทคยุคใหม่ของจีน (2)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ไม่กี่ปีหลัง “การก้าวกระโดดครั้งใหญ่” รัฐบาลเหมา เจ๋อตุง ที่เกรงว่าฐานอำนาจตัวเองจะสั่นคลอนและพวกทุนนิยมจะกลับมาออกอีกนโยบายเพื่อกำจัดผู้เห็นต่างในพรรคผ่านการล้างสมองประชาชนยกใหญ่ “การปฏิวัติวัฒนธรรม (The Cultural Revolution) ช่วง 1967- 1976 มีเป้าหมายจะถอดรากถอนโคนแนวคิดเดิม
เหล่านักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์โดนกล่าวหาว่าเป็นพวกศักดินาเอียงขวา สนับสนุนความเชื่อแบบพวกจักรวรรดินิยมตะวันตก พวกนี้ก็เลยโดนจับไปปรับทัศนคติ (re-education) เนรเทศไปเป็นกรรมกร ติดคุก หรือกระทั่งโดนเยาวชนเรดการ์ดที่รัฐบาลล้างสมองไว้รุมซ้อมจนตาย
มหาวิทยาลัยถูกปิดไปเกือบหมดจนแทบไม่มีการผลิตบัณฑิตสายวิทย์เพิ่ม
ขณะเดียวกันรัฐบาลเหมาก็เชื่อว่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถทำได้ด้วยการเกณฑ์ชาวบ้านเยอะๆ ไปเป็นแรงงาน (“mass” experiment) เช่น การทดลองเทคนิคเพาะปลูกหรือทดสอบยาสมุนไพรแบบตามที่รัฐบาลสั่ง
ซึ่งแน่นอนว่าผลออกมาไม่ได้เรื่องได้ราวซะส่วนใหญ่

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายภายใต้ท่านประธานเหมานี้ก็ยังมีทีมนักวิจัยของจีนที่เหลือรอดและผลิตชิ้นงานสำคัญออกมาได้บ้างโดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับความมั่นคงและการทหาร
หนึ่งตัวอย่างในนั้นคือโครงการ “สองระเบิดหนึ่งดาวเทียม (Two bombs, One satellite)” ที่ผลักดันจนจีนสร้างระเบิดนิวเคลียร์ฟิชชั่นได้ในปี 1964 ระเบิดนิวเคลียร์ไฮโดรเจนฟิวชั่นปี 1967 และปล่อยดาวเทียมสู่วงโคจรในปี 1970
ผลงานนี้ถือว่าช็อกโลกตะวันตกที่ไม่คิดว่าจีนจะทำสำเร็จได้ไวขนาดนี้หลังจากโซเวียตถอนการสนับสนุนไป
อีกตัวอย่างคือ program 523 โครงการลับของรัฐบาลจีนที่เริ่มต้นช่วงปี 1967 เพื่อมุ่งหายาต้านมาลาเรียตัวใหม่ตามคำขอร้องสายตรงจากโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) ผู้นำเวียดนามเหนือขณะนั้น
ท่านประธานเหมาตอบรับช่วยเหลือชาติพันธมิตรด้วยการสั่งระดมทีมนักวิจัยจีนกว่าหกร้อยชีวิตจากหลายสิบสถาบัน (ที่ถูกยกเว้นจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในขณะนั้นเป็นกรณีพิเศษ) ขุดค้นตั้งแต่ตำรับยาจีนโบราณ ผสมผสานกับหลักการและกระบวนการทดสอบทางคลินิกสมัยใหม่ ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและแพทย์อันแรกของจีน
ดอกผลของโครงการนี้คือการค้นพบ Artemisinin ยาต้านมาลาเรียตัวใหม่ที่ต่อมาถูกนำไปใช้แพร่หลายจนช่วยชีวิตคนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก
ส่วนตูยูยู (Tu Youyou) นักวิจัยหญิงหัวหน้าโครงการนี้ต่อมาก็กลายเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่คนแรกที่ได้รางวัลโนเบลสาขาการสรีรวิทยาหรือการแพทย์ตอนปี 2015
โครงการอย่าง Two Bomb One Satellite และ Program 523 ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จส่วนน้อย เกือบสองทศวรรษของนโยบายการก้าวกระโดดครั้งใหญ่และการปฏิวัติวัฒนธรรมถูกจารึกไว้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางสังคม หายนะทางเศรษฐกิจ และยุคมืดของวงการวิทยาศาสตร์จีน

เมื่อท่านประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรมในปี 1976 แผ่นดินจีนเดินทางมาสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด และยุติความบ้าคลั่งของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เกือบทำประเทศพัง
เติ้งเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ถูกปลดจากตำแหน่งระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์ จำคุก เนรเทศไปใช้แรงงาน ส่วนลูกชายก็ถูกเรดการ์ดซ้อมและโยนลงมาจากตึกชั้นสี่จนเป็นอัมพาตครึ่งตัว เขาเข้าใจดีว่ายูโทเปียคอมมิวนิสต์ตกขอบอย่างที่รัฐบาลเหมาช่วงปลายพยายามจะสร้างเป็นเรื่องเพ้อฝันสุดอันตราย
เติ้งพาประเทศกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง จีนที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบโลก เปิดกว้างด้านการค้าการลงทุน
และที่สำคัญคือการฟื้นฟูวงการวิทยาศาสตร์ที่ตกต่ำล้าหลังไปหลายปี
นักวิจัยและนักวิชาการถูกจัดให้อยู่เป็นชนชั้นแรงงานฝั่งเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ใช่กลุ่มอีลีตศักดินาโปรตะวันตกอย่างที่เคยถูกมองในยุคก่อน
ปี 1978 ปีเดียวกับที่เติ้งขึ้นสู่อำนาจ จีนจัดการประชุมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Conference) รวมนักวิจัยกว่าหกพันชีวิต
เติ้งประกาศแผนชัดเจนในงานว่าวิทยาศาสตร์เป็นฐานสำคัญของกระบวนการผลิต
การประชุมครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ฤดูใบไม้ผลิแห่งวงการวิทยาศาสตร์” ของจีนยุคใหม่

ขณะที่โลกตะวันตกเข้าสู่ยุคตื่นทองของวงการไบโอเทคในทศวรรษ 1980 หลังจากความสำเร็จของ Genentech วงการวิทยาศาสตร์จีนที่เพิ่งฟื้นตัวก็ไม่รอช้าที่จะรีบวิ่งไล่ตาม แผนพัฒนาชาติฉบับที่หกของจีนช่วงปี 1981-1985 จัดงบประมาณเฉพาะสำหรับงานไบโอเทคการเกษตร แปรรูปอาหาร และการผลิตเภสัชกรรม ปี 1983 สถาบันเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (China National Center for Biotechnology Development, CNCBD) ถือกำเนิดขึ้น
ในแผนพัฒนาชาติฉบับที่เจ็ดช่วงห้าปีถัดมา (1986-1990) รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเติ้งเริ่ม program 863 เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
มีไบโอเทคเป็นหนึ่งในสาขาที่ได้รับความสำคัญเร่งด่วนสูงสุด
ในช่วงเวลาเดียวกัน Torch Program ที่ออกมาตอนปี 1988 ลงเงินปีละร้อยล้านเหรียญสหรัฐ มุ่งเชื่อมต่องานวิทยาศาสตร์กับอุตสาหกรรมและธุรกิจ มี Science & Technology Industrial Park ราวสามสิบแห่งเกิดขึ้นทั่วประเทศ การสนับสนุนการลงทุน งดเว้นภาษี บ่มเพาะสตาร์ตอัพ ฯลฯ
สิบปีเศษภายใต้รัฐบาลเติ้งขนาดเศรษฐกิจจีนโตขึ้น 2.5 เท่า ประชากรทะลุ 1.1 พันล้าน ค่าแรงที่ยังถูกบวกกับนโยบายที่เปิดกว้างกับนานาชาติทำให้จีนกลายเป็นโรงงานของโลก
พอเข้าทศวรรษ 1990 หลังสิ้นสุดสมัยรัฐบาลของเติ้งวงการวิทยาศาสตร์รวมทั้งไบโอเทคของจีนเข้มแข็งพอจะยืนบนเวทีสากลได้แล้ว จีนกลายเป็นผู้ผลิตยาปฏิชีวนะรายใหญ่ที่สุดของโลกปีละกว่า 10,000 ตันมูลค่ากว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ กรดอะมิโนปีละว่า 75,000 ตัน เอนไซม์อีกกว่า 40 ชนิดรวมปีละกว่า 2,000 ตัน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ไบโอเทคขั้นสูงอย่างยาจากดีเอ็นเอลูกผสม ชุดตรวจ แอนติบอดี วัคซีน ฯลฯ ตลอดจนอุปกรณ์สนับสนุนอย่างระบบถังหมัก เอนไซม์สำหรับงานชีวโมเลกุล ฯลฯ
ปลายทศวรรษ 1990 เมื่อโลกตะวันตกผนึกกำลังกันผลักดันโครงการถอดรหัสจีโนมมนุษย์ สถาบันจีโนมแห่งปักกิ่ง (Beijing Genomic Institute, BGI) ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ได้เป็นศูนย์วิจัยหนึ่งเดียวในบรรดาชาติกำลังพัฒนาได้กระโดดเข้ามาร่วมวงได้ทัน ได้ร่วมตีพิมพ์ประกาศความสำเร็จกับทีมนานาชาติตอนปี 2001
เรื่องราววงการวิทยาศาสตร์และไบโอเทคจีนในศตวรรษที่ 21 จะเป็นอย่างไร ติดตามต่อตอนหน้าครับ
