| การศึกษา
ทุกภาคส่วนต่างระดมสรรพกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปีนี้ประสบปัญหาหนัก หลังน้ำลดยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ที่พักอาศัยและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ราพณาสูร ไปกับน้ำเกือบทั้งหมด…
การศึกษาเป็นอีกเรื่องสำคัญ ที่ต้องเร่งเยียวยา เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับเด็ก
โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ติดตามสถานการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบใน 9 จังหวัด โดยเฉพาะ จ.สงขลาซึ่งปีนี้รุนแรง พบว่ามีโรงเรียนได้รับความเสียหายรวม 732 แห่ง 25 เขตพื้นที่ นักเรียนได้รับผลกระทบรวม 76,000 คน ครูกว่า 6,700 คน
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้สั่งการให้นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด และจัดทำแผนฟื้นฟูที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และตอบโจทย์ความจำเป็นของนักเรียนและครูในโรงเรียน
ขณะเดียวกัน ในส่วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจะต้องสอบวิชาความถนัดทั่วไป หรือ TGAT และวิชาความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ TPAT2-5 เพื่อนำคะแนนไปใช้ในการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาหรือทีแคส ปีการศึกษา 2569 ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งเดิมกำหนดสอบวันที่ 13-15 ธันวาคม 2568
โดยนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ทปอ. ได้หารือรายละเอียด ทั้งระบบการจัดการ สนามสอบ สภาพจิตใจของผู้สอบ และความพร้อมทุกๆ ด้าน และเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเลื่อนสอบในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยจะดำเนินการให้เกิดผลกระทบกับส่วนรวมน้อยที่สุด
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่านักเรียนได้รับผลกระทบจำนวน 19,000 คน ดังนั้น จึงมีมติให้เลื่อนการสอบใน 3 จังหวัด คือ สงขลา นราธิวาส และยะลา จากเดิมวันที่ 13-15 ธันวาคม 2568 เป็นวันที่ 17-19 มกราคม 2569
และเป็นการเลื่อนสอบแบบทั้งจังหวัด เนื่องจากประเมินแล้วว่า หากยืนยันตามกำหนดการเดิม ก็จะส่งผลกระทบโดยเฉพาะการเดินทางมาสอบ
โดยระบบทีแคสจะทำการเลื่อนการสอบของนักเรียนทั้งหมดใน 3 จังหวัดนี้ จากวันที่ 13-15 ธันวาคม 2568 ประกาศผลวันที่ 13 มกราคม 2569 เป็นสอบวันที่ 17-19 มกราคม ประกาศผลวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
“ทปอ.จะพยายามให้นักเรียนทุกคนได้สอบในสนามเดิม เพราะบางสนามสอบอาจยังมีความไม่พร้อม จึงจำเป็นต้องย้าย ขอให้นักเรียนทั้ง 3 จังหวัดนี้ทำการเข้าระบบทีแคสเพื่อจัดพิมพ์บัตรที่นั่งสอบรายวิชาใหม่ในวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อจัดสนามสอบใหม่ให้กับนักเรียนทุกคนอีกครั้ง โดยจะพยายามจัดให้สอบในสนามสอบภายในจังหวัดเดิม”
ขณะเดียวกัน เพื่อให้นักเรียนที่ได้ผลกระทบสามารถนำคะแนนไปยื่นในรอบที่ 1 หรือรอบพอร์ตโฟลิโอ ผ่านระบบทีแคสได้ทันก็จำเป็นต้องมีการปรับปฏิทินทีแคสในรอบที่ 1 จากเดิมวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันที่ 4 มีนาคม 2569 สละสิทธิ์วันที่ 6 มีนาคม 2569
ส่วนกระบวนการต่อจากนั้นจะทำตามกำหนดการเดิม สำหรับปฏิทินทีแคสในรอบถัดไปยังคงเป็นไปตามเดิมเพียงแต่มีการเลื่อนรอบที่ 1 ให้จบช้าลงเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ไม่เสียสิทธิ์
ทั้งนี้ สำหรับนักเรียนที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียง อาทิ สตูล ปัตตานี นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี และอาจประสบปัญหาน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางมาสอบได้เช่นกัน ระบบทีแคสจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนเฉพาะ 4 จังหวัด โดยสามารถยื่นหลักฐานทั้งรูปแบบภาพถ่าย หรือการเขียนอธิบายสถานการณ์เพื่อเข้ารับการพิจารณาขอเลื่อนการสอบไปอยู่ในกลุ่ม 3 จังหวัดได้และไม่สามารถขอกลับมาสอบตามเดิมได้
ดังนั้น ขอให้ตัดสินใจให้ดีก่อนยื่นความประสงค์ในการเลื่อนสอบ โดยทุกขั้นตอนสามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์ Mytcas.com
นายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวว่า ขอให้ทุกคนไม่ต้องเป็นกังวล ทปอ.พร้อมหาทางออกและช่วยเหลือเยียวยาทุกคนที่ได้ผลกระทบ การสอบไม่สำคัญไปกว่าชีวิต การเลื่อนสอบในครั้งนี้ ทปอ.พยายามทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ประสบปัญหาให้น้อยที่สุด
“ส่วนนักเรียนนักศึกษาที่ไม่ได้ประสบปัญหาก็อยากจะให้สอบตามปกติ เพราะเชื่อว่าหลายคนได้มีการวางแผนชีวิตไปพอสมควรแล้ว และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการสอบทีแคสในรอบต่อๆ ไป กระบวนการทั้งหมด ผู้ปกครองและนักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ยืนยันว่าข้องสอบของ ทปอ. มีมาตรฐานเดียวกันทั้งการสอบรอบปกติของกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และไม่ส่งผลเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างแน่นอน” นายวิเลิศกล่าว
นอกจากระบบการสอบ และปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว เรื่องที่ ศธ.และ อว.ต้องช่วยกันฟื้นฟูคือ ความรู้ที่เด็กควรได้รับระหว่างประสบปัญหาภัยพิบัติ เพราะแม้น้ำจะลด แต่ผลกระทบต่อระบบการศึกษายังคงไม่ลดลงตาม หลายโรงเรียนต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู ทั้งด้านอาคาร ความพร้อมของครู และภาวะจิตใจของเด็กที่ต้องเผชิญเหตุการณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง
ที่น่ากังวลคือ ปัญหาน้ำท่วม “เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นแทบทุกปี” หากระบบการศึกษายังไม่มีมาตรการป้องกันเชิงโครงสร้าง เช่น แผนบริหารความเสี่ยงโรงเรียนในพื้นที่ภัยพิบัติ งบฯ ซ่อมบำรุงฉุกเฉิน หรือระบบเรียนสำรองในกรณีห้องเรียนใช้การไม่ได้ เด็กในพื้นที่เหล่านี้อาจถูกผลักออกจากระบบการศึกษาไปแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาขยายตัวมากยิ่งขึ้น
และสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ ความเสียหายทางการเรียนรู้ ที่อาจส่งผลต่ออนาคตเด็ก และอนาคตประเทศ!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
