เหยี่ยวถลาลม
ล้มลุกคลุกโคลนคนที่เราไม่ได้เลือกกับคนที่เราเลือก
มหาอุทกภัยที่หาดใหญ่กลายเป็นวิกฤตการเมืองที่ทั่วหัวระแหงด่ากันโขมงโฉงเฉงถึงความไม่เอาไหน ไม่ใส่ใจเพียงพอในการรับมือและแก้ไขสถานการณ์ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
ซึ่งพอมีคำสั่งให้กองทัพระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในทันทีก็มีบางคนถึงกับ “พ่น” ผ่านคลิปว่า “ไม่ใช่ขี้ข้านักการเมือง”
คำนี้ชวนให้ “นักการเมือง” ดูต่ำทรามลง
แต่คำถามก็มีว่า ทหารหรือ ตำรวจหรือ ฝ่ายปกครองหรือ มีตำแหน่งใดที่ “สูงขึ้น” หรือสูงส่งจริงหรือ
ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองนั้นเป็นพลเรือน ไม่มี “ยศ” การทำหน้าที่ของนักการเมืองไม่ว่าในฝ่ายบริหาร หรือนิติบัญญัติ มีวาระกำหนดไว้ชัดเจน กล่าวคือ มาแล้วก็ต้องไปตามเวลา
ไม่ยื้อ ไม่ดื้อด้านเหมือนคนที่ “ทำรัฐประหาร” ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกของชาวบ้าน แต่มาแล้วอยู่นานอยู่ทน ด้านดื้อ ไม่สนใจเสียงโห่เสียงไล่ของประชาชน
เมื่อไม่นานมานี้เอง ลืมกันไปแล้วหรือ ที่ประเทศเราเคยก้าวไปถึงขั้นที่ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” กลายเป็นภัย “ความมั่นคง” และถูกคุกคาม
สมัยนั้นเด็กๆ นักเรียนนักศึกษาแนะนำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารไปเติมส่วนที่ขาดด้วยการอ่านหนังสือ หาความรู้ใส่สมองให้มากๆ
“คนที่ประชาชนไม่ได้เลือก” มักมีระบบความคิดแบบอำนาจนิยม ไม่สนใจที่จะ “ฟัง” เสียงที่แตกต่างหรือคำวิพากษ์วิจารณ์
แม้แต่เรื่องที่พวกเดียวกัน “ร้องขอ” ให้ปลด “กรรมการ” คนหนึ่ง ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีนั่งเป็น “ประธาน คตช.” เนื่องจากพัวพันกับกรณี “นาฬิกาหรู” หลายสิบเรือนมูลค่าหลายสิบล้านบาท แต่นายกฯ ผู้ควบเก้าอี้ประธาน คตช. “เฉย”
สุดท้าย “ไม่มีอะไรที่ทำได้” และประเทศไทยก็ถอยหลังไปจากจุดเดิม
“ระบบการเมือง” กับ”ระบบยุติธรรม” ตกต่ำเสื่อมทราม ถ้ารับใช้ “อำนาจนิยม”!
ในแง่ระบบการเมือง กล่าวได้ว่าระบอบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนตลอดมา
เมื่อนานมาแล้ว แต่ควร “จดจำ” เคยมีนักกฎหมายชั้นอาจารย์คนหนึ่งเสนอแผนปฏิรูปประชาธิปไตย 12 ปี ด้วยมือของ “คนที่ประชาชนไม่ได้เลือก”
4 ปีแรก เรียกว่า ระยะที่หนึ่ง ให้มีรัฐสภามาจากการแต่งตั้ง “สภาเดียว”
4 ปีถัดมา ให้มี สภาผู้แทนฯ จากการเลือกตั้ง กับ วุฒิสภา จากการแต่งตั้ง
แต่ “ให้มีอำนาจเสมอกัน”
4 ปีสุดท้าย ให้มี 2 สภาเหมือนเดิม แต่ “ลดอำนาจ” วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งให้มีสิทธิแค่ “ยับยั้งกฎหมาย”
แค่ปีเดียวแผนนั้นก็ล่ม เพราะมีทหารอีกกลุ่มขึ้นมากุมอำนาจ แล้วเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี
แนวคิดนั้นล่วงผ่านไปแล้วเกือบ 50 ปีหรือครึ่งศตวรรษ ถึงวันนี้ “วุฒิสภา” หรือคนที่เราไม่ได้เลือกกลับมีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิมมากมายหลายเท่านัก
คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกไม่มีวันจะ “ได้ยิน” เสียงของประชาชน ไม่มีวันที่จะ “มองเห็น” ทุกข์ร้อนและความต้องการที่แท้จริง
“วิสัยทัศน์” มีก็ไม่ไกลเกินมือเอื้อม
“ประชาธิปไตย” ของไทยถูกกำกับ ควบคุม และครอบงำโดย “บุคคล” หรือ “กลุ่มบุคคล” ที่ประชาชนไม่ได้เลือก ในสภาพการเมืองแบบนี้ การด่านักการเมืองทำได้ง่ายมาก แต่ด่าทหาร ด่าตำรวจ ด่าผู้ว่าฯ ด่าผู้หยิ่งทะนงในเกียรติยศศักดิ์ศรีมีเรื่องถึงเลือดตกยางออก
นักการเมืองเลว นักการเมืองไม่ดี มิจฉาชีพหรืออาชญากรในคราบนักการเมืองนั้นมีอยู่จริง
แต่ก็มีมากพอๆ กับข้าราชการชั่ว
พวกนั้นทั้งหมดจะรื่นเริงเบิกบานในระบบการเมืองที่ไม่ประสงค์จะให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และระบบยุติธรรมอ่อนแอ
“ระบบยุติธรรม” เจริญงอกงามไม่ได้ในประเทศที่ประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน
แม้แต่จักรวรรดิอังกฤษเจ้าอาณานิคมผู้มีฉายา “ตะวันไม่ตกดิน” ก็เคยผ่านวิกฤตการณ์จนระบบการเมืองที่ล้าหลังต้องล่มสลายกลายเป็น ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สร้างรากฐานการปกครองด้วยกฎหมาย ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมด้วยการกระทำ ไม่ใช่ตัวอักษรหรือแค่คำพูด
“คนที่ไม่ถูกเลือก” ไม่สามารถจะสถาปนาตนเองขึ้นมาเพื่อเขียนกฎหมายและใช้อำนาจ
ต่างกับที่นี่ ที่มักมีคนจุดพลุจุดไฟเผาระบบการเมือง
แล้วคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกก็แค่ฉกฉวยเอาโอกาสนั้นนำพาประเทศย้อนกลับไปยัง “จุดเดิม” เมื่อเกือบร้อยปีก่อน
การไม่ยอมรับในสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ยอมรับว่า “ต้นธาร” ของอำนาจทั้งหมดนั้นต้องมาจาก “การเลือก” ไม่ใช่มาจากคำสั่งหรือจากการแต่งตั้งของ “บุคคล” หรือ “คณะบุคคล” นั้นเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ระบบการเมืองไทยล้มลุกคลุกคลาน
“ระบบการเมือง” มีความสัมพันธ์ยึดโยงอย่างแยกไม่ออกจาก “ระบบยุติธรรม”
ผู้แทนทำหน้าที่กำหนดกติกา ผู้แทนทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร
และเพื่อไม่ให้เป็น “ทรราช” การวินิจฉัยตัดสินชี้ขาดก็เป็นหน้าที่ของ “ฝ่ายตุลาการ”
ถ้าหากประคับประคองระบบการเมืองของประเทศให้ “คนที่ถูกเลือก” ได้ทำหน้าที่ มีการคะคาน ถ่วงดุล และตรวจสอบซึ่งกันและกัน ให้ดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง สืบเนื่องยาวนาน ทั้ง “ระบบการเมือง” และ “ระบบยุติธรรม” ก็จะมีโอกาสหยั่งลึกลงดินอย่างมั่นคงภายใต้ความเชื่อร่วมกันว่า “อำนาจทั้งหลาย” ที่จะสถาปนาและบังคับใช้กับประชาชนนั้นต้องมาจากประชาชน
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบบยุติธรรม ระบบราชการอันทรงพลังก็จะขยับ ทั้งระบบเศรษฐกิจก็จะถูกคุกคามจากภัยของการทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยลง
ความรวยจะไม่กระจุก จะค่อยๆ คลายตัว วาทกรรมถากถางที่ว่า “โง่-จน-เจ็บ” ก็จะค่อยๆ เลือนหายไป “ผู้เลือก” ก็จะค่อยๆ เรียนรู้ กับรู้จักการกำหนดเกม และเพื่อความอยู่รอด “ผู้ถูกเลือก” ก็จะปรับตัว!?!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
