Shanghai Biennale มหกรรมศิลปะร่วมสมัย ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
จากการได้เดินทางไปเยือนประเทศจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เรายังได้มีโอกาสไปชมมหกรรมศิลปะที่สำคัญที่สุดของจีนอย่าง เซี่ยงไฮ้ เบียนนาเล่ (Shanghai Biennale) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 แล้ว, เซี่ยงไฮ้ เบียนนาเล่ ไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแบบเบียนนาเล่ครั้งแรก ที่จัดขึ้นในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หากยังเป็นหนึ่งในมหกรรมศิลปะที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียอีกด้วย
โดยปัจจุบันถูกจัดขึ้นในพื้นที่ Power Station of Art ที่ถูกปรับปรุงจากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าหนานซี (Nanshi Power Plant) ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานหลักถาวรของมหกรรมศิลปะนี้มานับตั้งแต่ปี 2012
มหกรรมศิลปะ เซี่ยงไฮ้ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 15 ในครานี้ จัดขึ้นภายใต้ธีมหลัก “Does the flower hear the bee?” (“ดอกไม้ได้ยินผึ้งหรือไม่?”) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างการที่ดอกไม้ “ได้ยิน” เสียงกระพือปีกของผึ้งได้

นิทรรศการนี้มีจุดมุ่งหมายในการทำงานบนจุดตัดของรูปแบบทางปัญญาหลากหลายชนิด ทั้งของมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ โดยตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ศิลปะร่วมสมัยมอบพื้นที่พิเศษให้เราได้สำรวจประเด็นเหล่านี้ โดยเชื่อมโยงถึงสิ่งที่นักปรัชญาสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน เดวิด อับบราม (David Abram) เรียกขานว่า “โลกที่มากกว่ามนุษย์” วิสัยทัศน์อันเปี่ยมความหวังที่ว่านี้ ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นในพลังของศิลปะ ว่าจะช่วยชี้นำเราไปสู่อนาคตที่เรายังไม่รู้จักนั่นเอง
นำเสนอผ่านผลงานมากกว่า 250 ชิ้น จาก 67 ศิลปินและกลุ่มคนทำงานศิลปะ ทั้งจากเมืองจีนและจากทั่วโลก นำทีมคัดสรรโดยหัวหน้าภัณฑารักษ์ คิตตี้ สก็อตต์ (Kitty Scott) และผู้ช่วยภัณฑารักษ์ เดซี่ เดส์โรซิเยร์ (Daisy Desrosiers) และเสวี่ย ถัน (Xue Tan) ร่วมด้วยสองภัณฑารักษ์ที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ Emerging Curators ของ Power Station of Art อย่างหลง อี้ถัง (Long Yitang) และจาง หยิงหยิง (Zhang Yingying) อีกด้วย
งานเยอะขนาดนี้ ถ้าจะให้กล่าวถึงผลงานทั้งหมด พื้นที่คงไม่เพียงพอ เราจึงขอกล่าวถึงผลงานเด่นๆ ที่เตะตากระทบใจเราเป็นพิเศษก็แล้วกัน




เริ่มต้นด้วยผลงานชิ้นแรกที่เราแลเห็นทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปในพื้นที่จัดแสดงงาน ซึ่งไม่ใช่ของใครที่ไหน หากแต่เป็นของศิลปินไทยเพียงคนเดียวที่ร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะครั้งนี้อย่าง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (Rirkrit Tiravanija) หนึ่งในศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ผลงานชิ้นนี้ของฤกษ์ฤทธิ์อยู่ในรูปของตัวหนังสือข้อความขนาดใหญ่มหึมาบนผนัง ที่มีใจความว่า THE FORM OF THE FLOWER IS UNKNOWN TO THE SEED (เมล็ดพันธุ์ไม่อาจรู้รูปร่างของดอกไม้ได้) ซึ่งเป็นผลงานศิลปะจัดวางในรูปตัวหนังสือของฤกษ์ฤทธิ์ในปี 2019 ที่สะท้อนแนวคิดเชิงปรัชญาเกี่ยวกับศักยภาพและอนาคตอันไม่อาจคาดเดาของสิ่งมีชีวิต โดยเปรียบเทียบกับเมล็ดพันธุ์ของพืชที่ไม่อาจหยั่งรู้รูปร่างของตนเองในอนาคต กับแนวคิดที่ว่า มนุษย์เองก็ไม่อาจทราบผลลัพธ์ของการกระทำของตนเองได้เช่นเดียวกัน
แนวคิดที่ว่า เมล็ดพืชต้องเติบโตไปสู่สิ่งที่มันไม่รู้จัก สามารถตีความได้ว่าเป็นการเรียกร้องให้มนุษย์เติบโตและก้าวเดินไปสู่อนาคต แม้ยังไม่รู้ว่าจะกลายเป็นอะไรในท้ายที่สุด ถ้อยคำนี้เชื่อมโยงกับธีมหลักของมหกรรมศิลปะครั้งนี้อย่างลึกซึ้ง
นอกจากผลงานชิ้นนี้แล้ว ฤกษ์ฤทธิ์ยังมีอีกผลงานจัดแสดงอยู่ในชั้นบนอย่าง untitled 1992 (cure) (1992) ในรูปของเต็นท์สีเหลืองส้มเหมือนจีวรพระ ที่ผู้ชมสามารถเดินเข้าไปนั่งพักผ่อนข้างในพร้อมดื่มชาสมุนไพรจีนเพื่อบำบัดความเครียดได้ ผลงานชิ้นนี้สะท้อนแนวคิดอันโดดเด่นที่เรามักพบในผลงานของฤกษ์ฤทธิ์อย่าง สุนทรียศาสตร์เชิงสัมพันธ์ (Relational Aesthetics) ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับผู้ชม และปัจจัยต่างๆ ที่อยู่รายรอบ ได้เป็นอย่างดี




ถัดมาตรงกลางพื้นที่แสดงงาน เป็นผลงานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่อลังการในรูปของดอกไม้สีเหลืองอร่ามหลายพันดอกแขวนลงมาจากเพดานของอาคาร และร่วงหล่นอยู่บนพื้นห้อง
ดอกไม้ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลเหล่านี้ดูคล้ายดอกของต้นโกลเด้นโอ๊ก ต้นไม้พื้นเมืองของภูมิภาคแคริบเบียน ล่องลอยอยู่กลางอากาศคล้ายกับงอกมาจากต้นไม้ หากแต่ลำต้น กิ่งก้าน ใบ กลับถูกลบหายออกไปจนเหลือแต่ดอกล้วนๆ ราวกับจะกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามเกี่ยวกับร่องรอยของป่าที่สูญหายไป รวมถึงสภาวการณ์ของแคริบเบียน หนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในโลก หากได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมจากการใช้ทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า Phantom Forest (2025) สร้างสรรค์โดย อัลโลรา & คัลซาดิลลา (Allora & Calzadilla) ศิลปินคู่หูชาวอเมริกันและคิวบา ผู้ทำงานศิลปะเชิงทดลองที่สะท้อนประเด็นร่วมสมัยอันซับซ้อน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ระบบนิเวศ และภูมิรัฐศาสตร์ผ่านสื่อทางศิลปะหลากหลายรูปแบบ
เมื่อเดินขึ้นไปถึงชั้นสองของพื้นที่แสดงงาน สายตาเราปะทะกับผลงานศิลปะจัดวางขนาดกว้างใหญ่ ที่ประกอบขึ้นจากมู่ลี่อะลูมิเนียมหลากสีสัน ห้อยแขวนลงมาจากเพดานเป็นกลุ่มก้อน ซ้อนทับกันหลายชั้นจนดูซับซ้อนพร่างพรายตา ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า Accommodating the Epic Dispersion – On Non-cathartic Volume of Dispersion (2012) ของ แฮกู ยาง (Haegue Yang) ศิลปินชาวเกาหลีใต้ ผู้มักหยิบเอาวัตถุสิ่งของรอบตัวทั่วไปอย่าง เส้นด้าย, โคมไฟเพดาน, ราวตากผ้า, หลอดไฟ, สายไฟ, มู่ลี่, และพัดลม รวมถึงเทคนิคงานฝีมือและวัสดุที่หลากหลาย และความหมายแฝงทางวัฒนธรรมของวัสดุเหล่านี้ มาเปลี่ยนบริบทการใช้งานในรูปของศิลปะ เพื่อสำรวจความหมายว่าพวกมันสามารถนำมาใช้นอกเหนือจากฟังก์ชั่นการใช้งานทั่วไปได้อย่างไรบ้าง
เธอเป็นที่รู้จักอย่างมากจากผลงานศิลปะจัดวางที่ประกอบขึ้นจากมู่ลี่อะลูมิเนียม ที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่แสดงงานด้วยการปรับแสงของมู่ลี่ มู่ลี่ที่ว่านี้ยังทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ และกระตุ้นให้ผู้ชมเคลื่อนที่ไปรอบๆ พื้นที่แสดงงานเพื่อหามุมมองในการชมผลงานขนาดใหญ่ทั้งชิ้นให้ได้
ผลงานชิ้นนี้ยังสะท้อนเรื่องราวชีวิตของผู้คนในกระแสการพลัดถิ่น ที่ได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเกี่ยวกับชะตากรรมการพลัดถิ่นของชาวเกาหลีในญี่ปุ่น และประสบการณ์ในช่วงเวลาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย
บนผนังรอบๆ ผลงานศิลปะจัดวางจากมู่ลี่ ยังมีผลงานดิจิทัลคอลลาจขนาดใหญ่อย่าง Burgeoning Polyscopic Vista (2023) งานคอลลาจที่ผสานภาพประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง และพืชสมุนไพรรักษาโรคเข้าด้วยการอย่างวิจิตรพิสดาร และ Alien Colloquial (2022) งานคอลลาจที่ผสานหัวข้อของศิลปะและสถาปัตยกรรม, ธรรมชาติ, การอพยพย้ายถิ่น, อาชญากรรม, ดนตรี และการเต้นรำ จากข้อมูลภูมิทัศน์วัฒนธรรมของบราซิล และอวัยวะของบุคคลคนสำคัญและวัฒนธรรมป๊อป หลอมรวมจนกลายเป็นภาพนามธรรมอันน่าพิศวง






ผลงานอีกชิ้นที่เราชอบคือ Prologue II. Resonant Blossoms (2025) ของศิลปินชาวเม็กซิกัน ทาเนีย คานดิอานี (Tania Candiani) กลุ่มงานประติมากรรมจัดวางจากไม้ไผ่ สานโดยช่างฝีมือท้องถิ่นของจีน ที่ดูคล้ายดอกไม้ (หรือหมวกทรงกรวยปีกกว้าง) ห้อยลงมาจากเพดาน เมื่อเดินเข้าไปใต้ประติมากรรมแต่ละชิ้น เราจะได้ยินเสียงจากธรรมชาติอย่าง สายลมพัดผ่าน สายน้ำไหลริน เสียงนกร้อง และเสียงระฆังแว่วดังออกมา ราวกับจะเตือนให้เรารับรู้ว่าทุกสิ่งในโลกล้วนกำลังสื่อสารอยู่เสมอ
เรายังพบผลงานของศิลปินคนโปรดของเราอีกคนอย่าง อากิ อิโนมาตะ (Aki Inomata) ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้ทำงานศิลปะที่สำรวจการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ด้วยการให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ที่แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็สะท้อนมุมมองต่อชีวิตหรือต่อโลกใบนี้ของศิลปินได้อย่างน่าสนใจ
ผลงานนั้นคือ How to Carve a Sculpture (2018) ประติมากรรมที่นำท่อนไม้ให้ตัวบีเวอร์แทะจนกลายเป็นรูปทรงต่างๆ ขึ้นมา และใช้ประติมากรรมฝีมือ (หรือฝีปาก) บีเวอร์มาเป็นต้นแบบในการแกะสลักผลงานประติมากรรมเลียนแบบสิ่งที่ตัวบีเวอร์สร้างขึ้นอีกทีหนึ่ง เพื่อสร้างผลงานที่เกิดจากการทำงานร่วมกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์นั่นเอง
นอกจากผลงานของศิลปินที่เรากล่าวถึงเหล่านี้แล้ว ยังมีผลงานอื่นๆ ที่โดดเด่นน่าสนใจอีกมากมายหลายหลากชิ้นจนนับไม่หวาดไม่ไหว มิตรรักแฟนศิลปะควรหาโอกาสไปชมกันอย่างยิ่ง


และถึงแม้จะมีศิลปินไทยเพียงคนเดียวอย่างฤกษ์ฤทธิ์ ที่เข้าร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะ เซี่ยงไฮ้ เบียนนาเล่ ครั้งนี้ก็ตามที หากแต่ยังมีคนทำงานสร้างสรรค์ชาวไทยอยู่เบื้องหลังการจัดมหกรรมศิลปะครั้งนี้อยู่ด้วย นั่นก็คือผู้ออกแบบนิทรรศการอย่าง all (zone) สตูดีโอออกแบบสถาปัตยกรรมสัญชาติไทย ภายใต้การนำของ รชพร ชูช่วย สถาปนิกผู้สร้างสรรค์ผลงานออกแบบอาคารและผลงานสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นเปี่ยมเอกลักษณ์ทั้งในประเทศไทยและหลายแห่งทั่วโลก
รชพรออกแบบให้ภายในอาคารเป็นกลายเป็นภูมิทัศน์เปิดโล่ง แทนการกำหนดเส้นทางตายตัว และวางผลงานศิลปะกระจายตัวทั่วพื้นที่ เป็นเหมือนระบบนิเวศที่มีผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งในนั้น โดยใช้บล็อกคอนกรีตดิบ ที่มีภาษาสถาปัตยกรรมเดียวกับตัวอาคาร (หลังจบการแสดงยังสามารถนำไปใช้ซ้ำแทนการทิ้ง) และการจัดวางแบบสวนจีน สร้างจังหวะระหว่างพื้นที่เปิดกับพื้นที่ปิด ให้นิทรรศการค่อยๆ เผยตัว ชวนให้ผู้ชมค้นพบผลงานด้วยจังหวะของตนเอง เน้นประสบการณ์การรับรู้อันค่อยเป็นค่อยไป และกระตุ้นให้เกิดการครุ่นคิดไตร่ตรองขึ้นได้ทั้งในความเคลื่อนไหวและความหยุดนิ่ง
มหกรรมศิลปะ เซี่ยงไฮ้ เบียนนาเล่ จัดแสดงที่ Power Station of Art เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2025 – 31 มีนาคม 2026 เวลา 11:00 – 19:00 น. (ปิดให้เข้าชมหลัง 18:00 น.) ปิดวันจันทร์ บัตรเข้าชม : 60 หยวน / ผู้สูงอายุและเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี



ผลงาน How to Carve a Sculpture (2018) โดย อากิ อิโนมาตะ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
