Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ย้อนมอง
แนวคิดเกมยุคเก้าศูนย์
เด็กที่เติบโตมาในยุคเก้าศูนย์อย่างฉันเป็นเด็กที่ได้สัมผัสการเล่นในรูปแบบทั้งแอนะล็อกและดิจิทัล
อย่างตัวฉันเองก็มีทั้งประสบการณ์แบบที่พ่อแม่ปล่อยให้ออกไปเล่นนอกบ้านทั้งวัน ขี่จักรยานกับเพื่อนๆ ขุดดิน เด็ดใบไม้มาเล่นขายของ
และมีทั้งประสบการณ์เล่นในบ้านแบบที่ตาจ้องวิดีโอเกมบนจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ส่วนมือก็กดคอนโทรลเลอร์ คีย์บอร์ด หรือเมาส์รัวๆ
มีเกมคอมพิวเตอร์และคอนโซลหลายเกมที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของฉันจนถึงทุกวันนี้
อย่างเช่นเกม Prince of Persia ที่เราเล่นเป็นเจ้าชายที่จะต้องออกจากเขาวงกตใต้ดินให้ได้ภายในเวลาที่กำหนดโดยจะต้องฝ่าศัตรูและกับดักต่างๆ
(ซึ่งแน่นอนว่าพอมองย้อนกลับไป การตายเพราะกระโดดไม่ผ่านแล้วหล่นลงไปโดนเหล็กแหลมเสียบทะลุก็ไม่น่าจะเหมาะสำหรับผู้เล่นวัยเด็กสักเท่าไร)
หรือเกมอื่นๆ ที่ก็อยู่ในความทรงจำของเด็กยุคเก้าศูนย์อีกหลายๆ คนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Tetris, Mario Kart, Contra, The Legend of Zelda, Sonic หรือ Doom
เด็กเก้าศูนย์คนไหนที่เติบโตมาและยังคงเล่นเกมเป็นงานอดิเรกอยู่ ได้เล่นเกมยุคใหม่บนคอนโซลหรือแพลตฟอร์มใหม่ๆ ก็อาจจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่าแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นวิดีโอเกมเหมือนกัน แต่เกมจากยุคเก้าศูนย์กับเกมในยุคปัจจุบันไม่ได้แตกต่างแค่กราฟิกที่สวยงามขึ้น แต่แตกต่างกันตั้งแต่พื้นฐานการออกแบบเกมเลยทีเดียว
Newsweek บอกว่าเกมสมัยก่อนมีวิธีการเล่นหรือเกมเพลย์ที่คล้ายๆ กัน คือมีจำนวน ‘ชีวิต’ จำกัด โดยส่วนใหญ่ก็จะให้มา 3 ชีวิต ไม่มีเซฟให้หรือถ้ามีก็จะให้เป็นจุดตามที่กำหนด และไม่มีคำใบ้ให้
ถ้าใช้ 3 ชีวิตนั้นจนหมด เกมก็จะโอเวอร์ ต้องเล่นใหม่ทั้งหมด เป็นการฝึกความอดทนให้ผู้เล่น ยอมรับความพ่ายแพ้ซะแล้วกลับไปวางแผน ไปฝึกปรือฝีมือ หรือไปหาเคล็ดลับใหม่ๆ มาเอาชนะให้ได้ในครั้งต่อไป
ไฮไลต์ของการเล่นเกมในยุคนั้นคือจะต้องเล่นไปจนได้เห็นฉากจบ ทำให้ผู้เล่นได้ความรู้สึกประสบความสำเร็จเหมือนทำโปรเจ็กต์ได้ลุล่วง
ส่วนเกมในปัจจุบันก็จะออกแบบมาบนพื้นฐานความคิดที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เกมมาพร้อมออโต้เซฟให้แทบจะทุกๆ 10 วินาที เล่นไม่ผ่านก็จะมีคำบอกใบ้ หรือมีลูกศรชี้บอกทาง หลายๆ เกมสามารถเล่นไปได้เรื่อยๆ ไม่มีจุดจบ ไม่มีฉากปิดจบ
และยังออกแบบมาให้ผู้เล่นรู้สึกว่าการจ่ายเงินเพิ่มทีละนิดทีละหน่อยเป็นเรื่องปกติธรรมดา เกมจะคอยจับตาดูพฤติกรรมของผู้เล่นแล้วใส่ข้อมูลเข้าไปในอัลกอริทึมให้ยกข้อเสนอพิเศษบางอย่างขึ้นมาเพื่อดึงดูดไม่ให้ผู้เล่นออกจากเกม
Veronica Lichtenstein นักปรึกษาสุขภาพจิตให้สัมภาษณ์กับ Newsweek ว่าเกมในยุคเก้าศูนย์ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะที่แท้จริงจากการเล่นเกมจนจบ ในขณะที่เกมปัจจุบันมีครบองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดอาการเสพติดแบบที่เรียกว่า junk-food dopamine หรือได้รับสารแห่งความสุขสั้นๆ เป็นครั้งๆ ไป
เธอแสดงความกังวลว่าเกมสมัยนี้ไม่ได้ช่วยฝึกทักษะด้านการคิดหรือไตร่ตรองให้กับเด็กๆ เพราะหากลองเทียบกับเกมในยุคเก้าศูนย์จะเห็นว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้เล่นติดขัดอะไรบางอย่างและเล่นต่อไปไม่ได้ สิ่งที่จะต้องทำก็คือต้องพยายามขุดหาข้อมูลจากหนังสือคู่มือการเล่นเกม โทรศัพท์หาเพื่อนเพื่อปรึกษาวิธีแก้ หรือลองเล่นซ้ำๆ จนกว่าจะได้ไอเดียว่าต้องทำอย่างไรถึงจะผ่าน
ส่วนเกมสมัยนี้หากติดขัดอะไร ถ้าหากว่าเกมไม่ได้บอกใบ้ให้อยู่แล้ว ผู้เล่นเพียงแค่กดเสิร์ชหาใน Google ก็จะได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที
เกมยุคเก้าศูนย์ เด็กๆ มักจะเล่นกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ พอเล่นไปสักพักหนึ่งก็จะชวนกันออกไปวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมข้างนอก แล้วค่อยกลับมาเล่นต่อ โดยที่ไม่มีแรงกดดันทางโซเชียล ไม่ต้องเล่นเพื่อจัดอันดับออนไลน์กับใคร และไม่มีคำแจ้งเตือนโผล่มาเรียกให้กลับมาเล่นต่อ
เกมยุคนี้ถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นอยู่กับเกมให้นานที่สุด ใช้เงินให้ได้มากที่สุด ดังนั้นจึงมีโมเดลของการจัดอันดับ หรือมีภารกิจที่ผู้เล่นจะต้องทำ ซึ่งรูปแบบนี้ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับพักผ่อนของผู้เล่นที่เป็นเด็กด้วย
หลายๆ เกมจากยุคเก้าศูนย์เป็นเกมที่ไม่ได้มาพร้อมแผนที่ ไม่มีลูกศรชี้ทาง ผู้เล่นต้องอาศัยความจำของตัวเอง จดจำว่าเดินไปทางไหนจะเจออะไร ช่วยฝึกทั้งความจำและทักษะการเดินไปตามเส้นทาง สวนกับเกมสมัยนี้ที่จะคอยบอกทางผู้เล่นตลอด จนทำให้เกิดคำเปรียบเทียบว่า “เกมแบบเก่าทำให้เด็กเติบโตไปเป็นนักสำรวจ เกมแบบใหม่ทำให้เติบโตมาเป็นผู้ตาม”
การที่เด็กยุคเก้าศูนย์ชวนกันเล่นเกมอยู่ในห้องเดียวกัน นั่งเล่นไปด้วยกัน พูดคุยถกเถียงเนื้อหาและวิธีการเล่นเกมกันก็ทำให้ได้ฝึกทักษะการเข้าสังคมไปในตัว
แต่เด็กในปัจจุบันเล่นเกมออนไลน์โดยพูดคุยกันผ่านหูฟังและไมโครโฟนซึ่งแม้จะรายล้อมไปด้วยผู้เล่นอีกหลายพันคนแต่ก็กลับไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงเข้ากับใครเลย
อย่างสุดท้ายก็คือเกมเก่าสอนให้เด็กรู้จักการรอคอย ถ้าเล่นแล้วไปต่อไม่ได้ คำเฉลยอาจจะมาในแมกาซีนเกมที่ออกเดือนละครั้ง และยังต้องรอหลายเดือนกว่าจะได้เล่นเกมใหม่ๆ
ส่วนผู้เล่นสมัยนี้จะได้รับรางวัลเพื่อเป็นการกระตุ้นโดปามีนอยู่แทบทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นการได้รับสกิน ได้ลูตบ็อกซ์ รางวัล หรืออัพเกรด ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการฝึกทักษะการรอคอยเลย
ฉันไม่ได้มาบอกว่าเกมสมัยก่อนดีกว่าเกมสมัยนี้ในทุกๆ ด้าน เพราะหากพูดแบบนั้นก็จะดูเป็นคนแก่ที่จมอยู่กับอดีต และก็ไม่ใช่ทุกเกมที่จะเป็นไปตามรูปแบบของเกมเก้าศูนย์ หรือเกมปัจจุบันเป๊ะๆ
แต่ก็คงไม่เกินจริงที่จะบอกว่าเกมในยุคเก่าก็มีเสน่ห์ มีข้อดี และช่วยสร้างทักษะคนละแบบกับหลายๆ เกมในยุคนี้
หากตัดเรื่องการออกแบบให้ผู้เล่นติดงอมแงมและใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ฉันก็คิดว่าเกมที่มีความซับซ้อนในยุคปัจจุบันก็น่าจะช่วยสร้างทักษะที่จำเป็นหลายๆ อย่างให้กับเด็กในวัยนี้ที่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย
มีหลายเกมที่ฉันเห็นเด็กรุ่นใหม่เล่นได้อย่างสร้างสรรค์จนน่าอัศจรรย์ อย่างเช่น Minecraft ที่เราก็ได้เห็นตัวอย่างเจ๋งๆ จากฝีมือของเด็กมาแล้วมากมาย
ประโยชน์ที่เราได้รับจากการเรียนรู้ความแตกต่างของเกมยุคเก่าและยุคใหม่ก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นในการที่จะช่วยลูกเลือกว่าพวกเขาจะได้เล่นเกมไหนบ้าง ถ้าทุกวันนี้ลูกเล่นแต่เกมที่ต้องการดึงดูดความสนใจผู้เล่นอยู่เรื่อยๆ มีคำแจ้งเตือนคอยดึงกลับเข้าเกมตลอด หรือสร้างความรู้สึกกดดันให้ต้องใช้เงินแก้ปัญหา คนเป็นผู้ปกครองควรจะเลือกเกมแบบไหนมาเสริม หรือมาสลับ เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกทักษะที่ยังขาดหายไปบ้าง
หรือพ่อแม่ที่เป็นนักเล่นเกมในยุคเก้าศูนย์ก็อาจจะชวนลูกเล่นเกมเก่าๆ ไปด้วยกัน พร้อมๆ กับให้ลูกสอนเกมใหม่ๆ ให้ด้วยก็จะเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ดีมาก
