โดย เกษียร เตชะพีระ

ตารางข้างต้นนี้บ่งชี้ว่าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ปัจจุบัน:
กัมพูชามีหมู่ตึกสแกมมากที่สุดราว 37 แห่ง โดยอยู่ที่จังหวัดสีหนุวิลล์และเกาะกง
เมียนมาตามมาเป็นอันดับสอง มีหมู่ตีกสแกมราว 28 แห่ง อยู่ที่เมืองเมียวดีและชเวก๊อกโก่
ลาวเป็นที่ตั้งของหมู่ตึกสแกม 15 แห่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แขวงบ่อแก้ว
(อนึ่งสำหรับความสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) ทั้งหลายต่ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์ ดู https://transbordernews.in.th/home/?p=44513)
ประเทศไทยไม่มีหมู่ตึกสแกมตั้งอยู่ในดินแดนของไทยเองทางกายภาพ (scam compounds ในความหมาย กลุ่มอาคารขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งอาจมีหอคอยพร้อมยามติดอาวุธเหมือนเรือนจำอย่างที่พบเห็นในกัมพูชา เมียนมาและลาว ดังคำยืนยันของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. https://www.thairath.co.th/news/crime/2893360)
มีแต่ “หน่วยย่อยคอลเซ็นเตอร์เถื่อน” (clandestine call center cells) ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมปฏิบัติการของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดย่อม มักตั้งอยู่ในคอนโดฯหรู บ้านเช่าหรืออาคารสำนักงานในกรุงเทพฯและตามเมืองชายแดน ใช้ “ซิมบ็อกซ์” (SIM boxes หรืออุปกรณ์แปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด เพื่อแปลงการโทรฯจากต่าง- ประเทศให้เป็นหมายเลขท้องถิ่น) กับคอมพิวเตอร์มากำกับช่องทางไหลผ่านของสัญญาณโทรศัพท์ในลักษณะ “ซิม ฟาร์ม” (SIM farms) ที่สามารถโทรฯออกได้เป็นพัน ๆ สายต่อนาที โดยมีสมาชิกแก๊งกลุ่มเล็ก ๆ ประจำทำงาน
อย่างไรก็ตาม ไทยเป็นแหล่งกะเกณฑ์หาแรงงานสแกมเมอร์หน้าใหม่และเส้นทางผ่านหลักไปหมู่ตึกสแกม ในประเทศเพื่อนบ้านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก —> เมียนมา, จ.เชียงราย —> ลาว, จ.สระแก้ว —> กัมพูชา เป็นต้น นอกจากนี้ไทยยังถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน, ฐานปฏิบัติการและที่หลบภัยของหัวหน้าใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ เช่น เฉอจื้อเจียง, เฉินจื้อ, ลียงพัด, ก๊อกอัน ฯลฯ (ดูข้อมูลความเห็นเพิ่มเติมจากผู้สันทัดกรณีและนักการเมืองพรรค ประชาชนเร็ว ๆ นี้ที่ https://thestandard.co/tom-wright-scammer-network/; https://prachatai.com/journal/2025/11/115596; & https://udd-news.blogspot.com/2025/11/blog-post_35.html?m=1)
ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซียมีหมู่ตึกสแกมขนาดย่อม (2-5 แห่งในแต่ละประเทศ) โดยมัก เชื่อมโยงกับการกะเกณฑ์หาสแกมเมอร์หน้าใหม่และฟอกเงิน
________________________________________________
เกลียวสัมพันธ์ธุรกิจพนันออนไลน์-อุตสาหกรรมสแกมออนไลน์
นับแต่อุตสาหกรรมสแกมเคลื่อนย้ายจากจีนเข้าสู่เอเชียอาคเนย์เมื่อต้นทศวรรษที่ 2010 ใต้การนำและควบ คุมของหัวหน้าสแกมชาวไต้หวัน-จีนแผ่นดินใหญ่ มันก็เล็งเห็นช่องทางขยายตััวเติบโตทางธุรกิจไปได้ทั่วโลกอย่างไร้ ขีดจำกัดขอแต่เพียงผลิตซ้ำสแกมแบบขยายข้ามภาษา (จากการหลอกลวงด้วยภาษาจีนไปสู่ด้วยภาษาท้องถิ่นของ นานาชาติในเอเชียอาคเนย์และทั่วโลก) ให้ได้ สิ่งจำเป็นก็มีเพียงกองกำลังแรงงานสแกมเมอร์ที่ใหญ่โตขึ้นและพูดได้ หลากหลายภาษา, พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางวัสดุ พลังงาน ขนส่งและโทรคมนาคมรองรับเท่านั้นเอง
งานศึกษาของจ้วงหัวกับหม่าจงหง (庄华 & 马忠红, “东南亚地区中国公民跨境网络犯罪及治理研究”, 南洋问题研究, 2021:4, pp. 41-54 https://nanyang.xmu.edu.cn/info/1052/18549.htm#&gid=1&pid=1) แตกประเด็นกระบวนการแปรเป็นอุตสาหกรรมของธุรกิจสแกมในเอเชียอาคเนย์ไว้ว่ามันประกอบด้วย:
- การทำให้อุตสาหกรรมสแกมเป็นบริษัท(公司化 กงซือฮว่า) อันประกอบไปด้วยปฏิบัติการหลายชั้นทับซ้อนกัน โดยตัวหัวหน้าใหญ่ล่องหน ไม่ปรากฏตัวเกี่ยวพัน หาก ปล่อยให้ปฏิบัติการจริงดำเนินงานโดยลูกน้องอันดับรอง ๆ ลงไป
- การสร้างและจัดวางห่วงโซ่อุปทาน (链条化 เลี่ยนเถียวหัว) เหล่าผู้ปฏิบัติงานใช้ห่วงโซ่อุปทานภายนอกเพื่อจัดหาบุคลากรสแกมเมอร์, ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อาจตก เป็นเป้าเหยื่อสแกม, เทคโนโลยีที่จำเป็นและบริการฟอกเงินมาใช้ และสุดท้ายคือ
- การหลอมรวมกิจการเข้ากับธุรกิจพนันออนไลน์ (融合化 หรงเหอฮว่า)
กล่าวได้ว่าธุรกิจพนันออนไลน์มีบทบาทสำคัญที่ช่วยอธิบายการผงาดขึ้นของอุตสาหกรรมสแกมออนไลน์ ในเอเชียอาคเนย์ในฐานะที่มันเป็นเสมือนคู่แฝดอิน-จันตัวติดกันตั้งแต่เริ่มต้นยุคอินเทอร์เน็ตทีเดียว
Dr. James Bank นักอาชญวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ ฮอลแลม สหราชอาณาจักร ชี้ว่านับแต่ธุรกิจ พนันออนไลน์เปิดฉากขึ้นกลางทศวรรษที่ 1990 มันก็ผูกติดกับปฏิบัติการผิดกฎหมายต่าง ๆ อย่างกว้างขวางไม่ว่า การรีดไถไซเบอร์, การล้มการแข่งขันกีฬาที่โยงกับการพนัน, การฟอกเงิน, การฉ้อโกงและการลักขโมย สร้างความตื่น ตระหนกให้กับวงการบังคับใช้กฎหมายและกำหนดนโยบายในอังกฤษไปทั่ว (https://ucalgary.scholaris.ca/bitstreams/0161c197-1ce9-440c-9ae3-ad2accfafc48/download&ved=2ahUKEwjhm9GHjIeRAxWqSmwGHdpqGsoQFnoECBwQAQ&usg=AOvVaw0GJV2r512vhslxALujxwzu)
กล่าวเฉพาะในเอเชียตะวันออกกับเอเชียอาคเนย์ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ แสดงปฏิกิริยาตอบรับต่อธุรกิจพนัน ออนไลน์แตกต่างกันไป บ้างก็สั่งห้ามทั้งบริการและการเข้าร่วมพนันออนไลน์ทันที (กรณีไทย) และบ้างก็ตัดสินใจออก ใบอนุญาตผูกขาดให้แก่หน่วยงานภายใต้การควบคุมของรัฐเพื่อกำกับควบคุมธุรกิจพนันออนไลน์เพื่อหารายได้จากมัน
อย่างน้อยก็ในระยะแรกเริ่ม (กรณีกัมพูชาและฟิลิปปินส์)
ทางการจีนยึดแนวทางแรก อันที่จริงพลเมืองจีนถูกสั่งห้ามเล่นการพนันในเขตพรมแดนประเทศจีนมานาน แล้ว ยกเว้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า สำหรับการพนันออนไลน์ ศาลจีนได้ตีความไว้ชัดเจนเมื่อปี 2005 ว่าคำสั่งห้ามการพนันและห้ามเปิดคาสิโนที่ยืนพื้นอยู่นั้นประยุกต์ใช้กับการพนันออนไลน์ด้วย (https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/23311886.2023.2265209)
อย่างไรก็ตาม ความใหญ่โตมโหฬารของศักยภาพตลาดการพนันในจีนก็ทำให้เจ้ามือบ่อนพนันออนไลน์น้ำลาย หกและเพียรพยายามไม่หยุดหย่อน ดังปรากฏว่าทั้งที่ต้องห้าม แต่เงินราวหนึ่งล้านล้านหยวน (ประมาณ 140 พันล้าน US$) ก็ถูกเว็บพนันออนไลน์นอกฝั่ง (offshore) สูบออกไปจากจีนในช่วงปลายทศวรรษที่ 2010 ถึงต้นทศวรรษที่ 2020 (http://legalinfo.moj.gov.cn/pub/sfbzhfx/sfbzhpfycrp/202104/t20210426_357941.html)
ทางการจีนจึงรับมือด้วยการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเล่นงานการพนันโดยเฉพาะพนันออนไลน์เข้มงวด หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เพิ่มโทษอาญาขั้นต่ำสำหรับความผิดเปิดบ่อนคาสิโนจากจำคุก 3 เป็น 5 ปีเมื่อปี 2021 และเพิ่มความผิดอาญาใหม่ฐานจัดตั้งและเข้าร่วมการพนันโพ้นทะเล (ในต่างประเทศ) เข้ามา (https://www.spp.gov.cn/zdgz/202111/t20211129_536946.shtml) นอกจากนี้ในกรณีกระทำผิดร้ายแรง เช่นจัดตั้งพลเมืองจีนไปเข้าร่วมการพนันโพ้นทะเลแล้ว โทษขั้นต่ำก็ขึ้นไปถึงจำคุก 10 ปีด้วย
แต่โอกาสช่องทางกวาดโกยรายได้กำไรมหาศาลก็ล่อใจเกินกว่ารัฐบาลเอเชียอาคเนย์บางประเทศจะทนไหว ทำให้รัฐบาลกัมพูชาและฟิลิปปินส์ เลือกอนุญาตให้เปิดคาสิโนถูกกฎหมาย (ดูกรณีนโยบาย Entertainment Complex ของไทยที่ https://www.ilaw.or.th/articles/52139) ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงไปสู่พนันออนไลน์ในที่สุด เพื่อหารายได้เข้าคลังเลยทีเดียว
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
