bg-single

โต้ทฤษฎี’นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ’ของรางวัลโนเบล (5) การทอแสงและอานุภาพของระบบทุนนิยม

14.12.2025

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ


ทฤษฎีนวัตกรรมและ “ความรู้อันใช้ประโยชน์ได้” (useful knowledge) ของ ศ.โจเอล โมเคียร์ ให้น้ำหนักและความสำคัญแก่กลุ่มคนที่เรียกว่า “ปัญญาชน” อันได้แก่ นักคิด นักปรัชญา นักวิทยาศาตร์ แพทย์ วิศวกร ฯลฯ ที่กำลังก่อรูปและเติบโตโดยเฉพาะทางภูมิปัญญาในศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา

เขาจึงเรียกอีกคำว่า “ยุคแสงสว่างทางอุตสาหกรรม” (Industrial Enlightenment)

ซึ่งประเด็นนี้มีการศึกษาออกมาเรียกว่ามหาศาล เพียงแต่ไม่ได้โยงมันกลับไปหาระบบอุตสาหกรรมตรงๆ เท่านั้น

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขาและเราเชื่อว่าภูมิปัญญายุคแสงสว่างนี้ทำหน้าที่อันสูงส่งและลึกซึ้งยิ่ง นั่นคือทำการสร้างและถ่ายทอดปรัชญาความคิดอันล้ำยุคที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ของทุกคนในโลกล้วนได้รับอานิสงส์จากปรัชญาสำนักนี้กันถ้วนหน้า เป็นผลงานที่สูงส่งกว่าการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรม รองลงไปก็โยงไปที่การสร้างความรู้สึกนึกคิดที่เรียกว่าประชาธิปไตยเสรีในทุกมุมโลก

ผมแปลกใจที่วงการนักวิชาการตะวันตกและสถาบันความรู้แห่งโลกคือมหาวิทยาลัยชั้นนำพากันยอมรับโดยดุษณี

ผมเดาว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะนักวิชาการในตะวันตกกำลังตกใจที่เห็นจีนซึ่งเกิดใหม่จากระบบสังคมนิยมสามารถใช้นวัตกรรมของระบบทุนในการพัฒนาและสร้างความมั่งคั่งเหมือนกับที่ประเทศตะวันตกได้ทำมาก่อนแล้ว

พวกเขาจึงสรุปว่า เห็นไหมในที่สุดนวัตกรรมที่เป็นผลงานทางปัญญาของตะวันตกก็พิสูจน์ว่ามันมีประโยชน์และถูกต้องในการสร้างความก้าวหน้าให้แก่ทุกสังคมและทุกประเทศ ไม่ว่าจะเล็กใหญ่หรือมีที่มาอันตรงข้ามกับเสรีนิยมตะวันตกอย่างไรก็ตาม ในที่สุดขอให้ยืนหยัดเดินตามการใช้นวัตกรรมในการชี้นำและพัฒนาประเทศต่อไป พวกคุณก็จะบรรลุความก้าวหน้า

หรือหากเป็นในสังคมคนชั้นกลางไทยก็จะก้าวพ้น “กับดักรายได้ปานกลาง” เสียที

ดังที่สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ นักธุรกิจอุตสาหกรรมไทย พรรคการเมืองและโซเชียลมีเดียทุกสำนักจัดรายการเพื่อหาทางออกให้แก่เศรษฐกิจไทยเป็นการใหญ่ในรอบเดือนที่ผ่านมา

เนื่องจากผมเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลหรือแบบรับจ้างผลิตให้บริษัทแม่ทั้งหลาย เมื่อพูดให้ถึงแก่นแท้ของมันแล้วก็คือระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมนั่นเอง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่การส่งเสริมการลงทุนของทุนต่างชาติให้มาก หรือการขยายการส่งออกสินค้าให้มากขึ้นเท่านั้น วิจัยหานวัตกรรมให้เยอะ หากแต่โดยพื้นฐานอยู่ที่ปัญหาของระบบสังคมทั้งหมดที่รองรับระบบทุนอยู่ ผมจึงตัดสินใจนำความคิดและบทวิพากษ์ของมาร์กซ์ที่มีต่อระบบทุนมาเสนอให้สาธารณชนได้อ่าน

งานคลาสสิคเล่มนี้มีคนรู้จักและพูดถึงมันมาก แต่คนอ่านมันจริงๆ น้อย ที่สำคัญคืออ่านยากและไม่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ซึ่งผมเห็นด้วยทุกประการ จึงหาทางนำเสนอในแบบที่เข้าใจง่ายคือผ่านการเปรียบเทียบกับการศึกษาในปัจจุบัน เมื่อได้อ่านแนวคิดทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์โนเบลปีนี้ ซึ่งเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ระยะเดียวกัน แต่มองมูลเหตุและความสัมพันธ์ทางสังคมตรงข้ามกับมาร์กซ์ ผมจึงตัดสินใจนำเอาบทว่าด้วยหัตถกรรมและโรงงานมาเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นประวัติศาสตร์ของการเกิดระบบทุนและผลที่จะตามมาซึ่งมีทั้งบวกและลบ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมมาจากคุณูปการของปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรกที่มีพลังมหาศาล มาร์กซ์ก็ยอมรับไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเพราะการที่เขาสามารถมองเห็นถึงพลานุภาพอันใหญ่ยิ่งของทุนต่างหาก ที่ทำให้เขาใช้ชีวิตบั้นปลายในการค้นคว้าและนิพนธ์งานคลาสสิกนี้ออกมาอย่างละเอียดที่สุด

ข้อที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์การเมืองสมัยโน้นและนักเศรษฐศาสตร์โนเบลสมัยนี้ ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ตรงข้ามกันว่าความก้าวหน้าและมั่งคั่งในสังคมทุนนั้นมันไม่เป็นธรรมและไม่ยุติธรรมเหมือนดั่งที่อุดมการณ์เสรีนิยมประกาศออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า สังคมยุคนี้เต็มไปด้วยเสรีภาพและความเท่าเทียมกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ผมจึงเริ่มด้วยการนำบทที่มาร์กซ์อรรถาธิบายอย่างละเอียดเรื่องกำเนิดระบบโรงงานอุตสาหกรรมมานำเสนอก่อน แทนที่จะเป็นบทว่าด้วย “วันทำงาน” (working day) หรือ “กระบวนการสะสมทุนปฐมภูมิ” (primitive accumulation of capital) ซึ่งมีคนแนะนำว่าควรอ่านก่อนบทอื่นๆ เนื่องจากสองบทหลังนี้เล่าประวัติศาสตร์ของการกดขี่ขูดรีดอย่างเป็นรูปธรรมตื่นเต้นเร้าใจและเข้าใจง่าย

ข้อคิดสำคัญที่ได้รับจากการอ่านมาร์กซ์เอง คืออย่าเชื่อในพัฒนาการของระบบทุนว่ามีหนทางเดียวในการสร้าง และต้องดำเนินไปเหมือนๆ กันในทุกที่ จนกลายเป็นแม่แบบของการเกิดระบบทุนไปทั่วโลกนั้น

มาร์กซ์เตือนตลอดเวลาว่าต้องพิจารณาเงื่อนไขในแต่ละสถานที่และภูมิทัศน์ ความสำคัญของประวัติศาสตร์จึงอยู่ที่ตรงนี้ คือพิจารณาสิ่งรูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการประเมินและปฏิบัติที่ผิดพลาดนำไปสู่การถกเถียงกันว่า ระบบทุนของใครถูกต้องและสมบูรณ์กว่ากัน

แม้สมัยที่เขาค้นคว้าระบบเศรษฐกิจทุนในระหว่างกลางศตวรรษที่ 19 มาร์กซ์ก็ยังไม่อาจเขียนว่ามันเป็น “ระบบ” อย่างแท้จริงได้ เขากำลังสังเกตและสังเคราะห์ปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่เท่าที่เคยเห็นมา แต่มาร์กซ์ก็เขียนถึงมันว่าเป็น “ระบบการผลิตของนายทุน” (capitalist production) เท่านั้นคือยังเน้นด้านที่เป็นรูปธรรมของมันมากกว่านามธรรม ในหนังสือ “ทุน” ของเขาจึงไม่มีศัพท์ว่า “ระบบทุนนิยม” (Capitalism) เลยสักครั้งเดียว

ฉบับแปลภาษาไทยผมจึงใส่ว่า “การผลิตแบบนายทุน” แทน “ระบบทุนนิยม” ทั้งเล่ม

ความสำเร็จและผลกระเทือนอันกว้างใหญ่ไพศาลของระบบการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือต่อมาคือระบบทุนนิยมนั้น ไม่อาจเกิดมาได้และดำรงต่อเนื่องมานับศตวรรษได้ หากนายทุนไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าหรือผู้บัญชาการสูงสุดของระบบการผลิตนี้

มาร์กซ์เขียนต่อไปหลังจากเครื่องจักรกลเข้ามาเป็นกำลังหลักในการผลิตแล้ว พร้อมกับการมีอำนาจเหนือแรงงานรับจ้างที่มาทำงานให้และอยู่ภายใต้นายทุน แทนที่การทำงานให้แก่ตัวเอง แต่จากการที่ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับค่าจ้าง (wage laborers) จำนวนมากถูกนำเข้ามาด้วยกันเพื่อร่วมมือกัน การควบคุมของทุนกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินการกระบวนการแรงงาน มันกลายเป็นเงื่อนไขที่ต้องมีก่อนสำหรับการผลิต นั่นคือ “คำสั่งของนายทุนในสนามของการผลิตบัดนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เหมือนกับที่ในสนามรบขาดนายพลไม่ได้”

“แรงงานทั้งหมดที่มีลักษณะของสังคมโดยตรงหรือรวมหมู่ที่ปฏิบัติงานในขนาดใหญ่ต้องการผู้นำผู้ทั้งจัดการประสานสิ่งต่างๆ เพื่อที่การกระทำของแรงงานปัจเจกเติมเต็มซึ่งกันและกัน และดำเนินการในหน้าที่ทั่วไปที่เกิดมาจากการเคลื่อนไหวของระบบการผลิตที่มีชีวิตในองค์รวมโดยทั้งหมด มากกว่าการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่เป็นปัจเจกของมัน นักเล่นไวโอลินคนหนึ่งเป็นวาทยกรให้กับตัวเองได้ แต่วงออร์เคสตราไม่อาจกำกับตัวมันเองได้ มันต้องการคนที่แยกออกไป บทบาทของความเป็นผู้นำนี้ คือการกำกับ การควบคุม และการแก้ไข กลายเป็นภาระหน้าที่หนึ่งของทุนตั้งแต่วินาทีที่แรงงานภายใต้การควบคุมของทุนกลายเป็นการร่วมมือกัน บทบาทของการเป็นผู้นำเปลี่ยนเมื่อมันกลายเป็นหน้าที่เฉพาะของทุน มันรับเอาบุคลิกลักษณะเฉพาะเจาะจงนี้ของมันทันที”

“แรงจูงใจหลักและวัตถุประสงค์ที่กำหนดจุดหมายของการผลิตนายทุน ประการแรกคือการขยายตนเองของทุนที่มากที่สุดเท่าที่ได้ หรือคือการสกัดเอาจำนวนของมูลค่าส่วนเกินที่มากที่สุดเท่าที่จะได้ และจากนั้นคือการขูดรีดกำลังแรงงานในขนาดที่มากที่สุดที่เป็นไปได้ เมื่อจำนวนของผู้ใช้แรงงานที่ถูกใช้ในเวลาเดียวกันเพิ่มมากขึ้น เมื่อนั้นการต่อต้านการครอบงำของทุนก็เกิดขึ้น และการกดดันที่ทุนใช้ในการเอาชนะการต่อต้านนี้ก็จำเป็นที่ต้องเติบใหญ่เช่นกัน บทบาทผู้นำของนายทุนไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่เฉพาะที่เกิดมาหรือเป็นของธรรมชาติของกระบวนการแรงงานทางสังคมเท่านั้น มันยังเป็นหน้าที่ซึ่งกำเนิดมาจากการขูดรีดในกระบวนการแรงงานทางสังคม และจากนั้นก็ฝังรากในความเป็นปฏิปักษ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ระหว่างผู้ขูดรีดกับวัตถุดิบที่ทำงานซึ่งเขาขูดรีด”

“ในทำนองเดียวกัน เมื่อปัจจัยการผลิตถูกทำให้ขยายใหญ่ขึ้น และแรงงานรับจ้างทำงานกับทรัพย์สินที่เป็นของนายทุนในจำนวนที่มากขึ้นเช่นกัน ความจำเป็นในการควบคุมในการใช้ทรัพย์สินนี้เพื่อทำให้แน่ใจว่ามันจะถูกใช้อย่างถูกต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้แรงงานที่ได้รับค่าจ้างร่วมมือกันทำงานก็เพียงเพราะว่ามวลของทุนจ้างพวกเขาให้ทำงานในเวลาเดียวกันทั้งสิ้น ความแน่นเหนียวในหน้าที่ของพวกเขาและเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่เป็นสิ่งมีชีวิตในการผลิตโดยรวม (total productive organism) อาศัยอยู่นอกพวกเขาเหล่านั้นโดยอยู่ภายในทุนที่นำพวกเขาเข้ามาและยึดพวกเขาไว้ด้วยกัน”

จากนั้นผู้ใช้แรงงานต้องเผชิญกับสิทธิอำนาจของนายทุน คืออำนาจของเจตจำนงของคนนอกที่บงการการกระทำของพวกเขาให้ขึ้นต่อจุดหมายของมัน การเป็นผู้นำหรือควบคุมของนายทุนเป็นแบบสองด้าน อันเป็นผลจากลักษณะสองด้านของกระบวนการผลิตที่เขานำอยู่ ซึ่งเป็นทั้งกระบวนการแรงงานทางสังคมซึ่งเป้าหมายของมันคือการผลิตผลผลิต และในเวลาเดียวกัน เป็นกระบวนการสำหรับการขยายตัวของทุน

กล่าวในทางรูปแบบของมัน การนำหรือควบคุมเป็นแบบเผด็จอำนาจ (despotic) ลัทธิเผด็จอำนาจนี้พัฒนารูปแบบเฉพาะของมัน เมื่อการร่วมมือกันทำงานเริ่มขยายขนาดของมันใหญ่ขึ้น …..เช่นเดียวกับการที่กองทัพจำเป็นต้องมีนายทหาร กลุ่มของผู้ใช้แรงงานที่ใหญ่ร่วมมือกันทำงานภายใต้การบัญชาของมวลหนึ่งเดียวของทุน ก็ต้องการนายทหารระดับสูง (ผู้จัดการ) และนายทหารระดับรองๆ ลงมา (หัวหน้าคุมงาน หัวหน้าคนงาน ผู้ดูแล) คนเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้ออกคำสั่งในนามของทุนในขณะที่กระบวนการแรงงานกำลังดำเนินไป งานควบคุมดูแลกลายเป็นงานที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับทั่วไปในฐานะที่เป็นหน้าที่ชำนาญและเฉพาะตัวของพวกนั้น

ตรงข้ามกับการผลิตในระบบฟิวดัลหรือศักดินาเมื่อพิจารณาวิถีการผลิตนายทุน เขากลับทำอะไรที่ตรงกันข้าม เขาปฏิบัติต่อหน้าที่ของการเป็นผู้นำอันเกิดจากธรรมชาติของกระบวนการแรงงานรวมหมู่ ว่าเหมือนกันกับอีกอันที่เกิดจากธรรมชาติของนายทุนและดังนั้นมีความเป็นปฏิปักษ์ของผลประโยชน์ระหว่างนายทุนกับผู้ใช้แรงงาน
นายทุนไม่ได้เป็นนายทุนเพราะเขาเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม หากแต่เขากลายเป็นผู้บัญชาการอุตสาหกรรมเพราะเขาเป็นนายทุน การเป็นผู้นำระดับสูงของอุตสาหกรรมเป็นคุณลักษณะของทุน เหมือนกับในยุคฟิวดัล ตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงในกองทัพและในราชสำนักก็เป็นคุณลักษณะของทรัพย์สินในที่ดิน





เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’