สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแสดงนิทรรศการ “ไทยแลนด์พาวิลเลียน” ในงานเอ็กซ์โปโอซากา 2025 ประเทศญี่ปุ่น ยังได้ยินอยู่เนืองๆ แม้งานจบไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นไปในทำนองเดียวกันว่า เสียดายเงินงบประมาณเอาไปละเลงเกือบๆ 1 พันล้านบาท แต่ผู้จัดไม่ได้ใช้เวทีนี้โชว์วิสัยทัศน์การออกแบบสังคมไทยในอนาคตเพื่อชีวิตอย่างไร (Designing Future Society for Our Lives) ตามธีมที่เจ้าภาพกำหนดเอาไว้ แต่ทำได้แค่เอาอดีตกับปัจจุบันมาวางอย่างสะเปะสะปะ เด็กระดับชั้นมัธยมยังทำได้ดีกว่า
เอ็กซ์โปโอซากาครั้งนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยรวมถึงผมยอมควักกระเป๋าตัวเองบินไปดูเพราะอยากเห็นประเทศต่างๆ มีแนวคิดการออกแบบเมืองในอนาคตเพื่อให้ผู้คนอยู่กันอย่างไร มีการคิดค้นเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ และการดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมีความก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว
ผมใช้เวลาเกือบ 5 วันเต็มเข้าไปสำรวจดูพาวิลเลียนต่างๆ ที่มีคนยืนเข้าคิวยาวเหยียดอย่าง จีน เยอรมนี หรือแคนาดา สัมผัสได้ทันทีว่า ประเทศต่างๆ เหล่านี้ใช้มืออาชีพในการวางคอนเซ็ปต์เพื่อนำเสนอเรื่องราวชัดเจนให้โลกได้เห็นได้จดจำและเข้าใจทิศทางอนาคต
เยอรมันพาวิลเลียนซึ่งผมเคยนำเสนอในตอนแรกๆ นั้น แค่เอาตัวอักษรคำว่า “Wa! Germany” ตัวโตๆ ไปติดบนอาคารทรงกลมก็สื่อความหมายทันทีว่าหมายถึงอะไร ซึ่งเจ้าภาพงานนี้ก็คือญี่ปุ่น ผู้ชมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์คือชาวญี่ปุ่น
คำว่า Wa ในภาษาญี่ปุ่นคือการหมุนเวียน นั่นหมายความว่าอาคารเยอรมันพาวิลเลียนจัดแสดงเรื่องการหมุนเวียน การดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การนำพลังงานหมุนเวียน วัสดุใช้สอยกลับมาใช้ใหม่ และยังโชว์แนวคิดการออกแบบเมืองไร้ควันพิษ เทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการขนส่งคมนาคม
พาวิลเลียนของจีนก็เช่นกัน ภายนอกออกแบบรูปทรงอาคารสะท้อนความเป็นชาติมหาอำนาจมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน หน้าอาคารเขียนอักขระจีนที่ประดิษฐ์เมื่อ 3 พันปีที่แล้ว สื่อให้รู้ว่า จีนคือชาติแรกๆ ของโลกที่มีวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง นิทรรศการจัดภายในอาคาร ไล่เรียงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของจีนได้แจ่มชัด ว่าจีนเรียนรู้อดีต นำมาพัฒนาประเทศ และวางอนาคตอย่างเป็นระบบ
ระบบชลประทานหรือการวางแผนป้องกันน้ำท่วมโดยไม่ทำร้ายธรรมชาติ จีนทำมานานเป็นพันปี ทุกวันนี้จีนยังคงนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้กับเมืองต่างๆ ในห้องนิทรรศการมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น จอ 3 มิติ ระบบทัชสกรีน หรือจอแอลอีดีขนาดยักษ์มาอธิบายความนำเสนอเรื่องราวการสร้างเมืองอัจฉริยะให้โลกตื่นตาตื่นใจ

เมื่อมาดูไทยพาวิลเลียน เบื้องแรกเห็นอาคารทรงไทยสีเหลืองอร่ามและช้างไม้ขนาดใหญ่ก็รู้ว่า สถาปัตยกรรมไทยโดดเด่นสง่างามสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้เข้าชมโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นได้ไม่น้อย เพราะมีคนยืนเข้าคิวในแต่ละวันมากพอสมควรเมื่อเทียบกับพาวิลเลียนชาติอื่นๆ แต่การจัดโชว์แนวคิดตามธีมของงานภายในพาวิลเลียนทำได้ห่วยมาก
แนวคิดการจัดนิทรรศการ ไทยพาวิลเลียน เอ็กซ์โปโอซากา 2025 สร้างสรรค์ชีวิตเพื่อความสุขอันยิ่งใหญ่ (Thailand Connecting Lives for Greatest Happiness) มุ่งไปที่ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ไทย ผ่านศักยภาพด้านสุขภาพ หวังจะให้โลกรู้ว่า ไทยมีดีที่ “ภูมิ” ทั้งภูมิปัญญาไทย สมุนไพร การแพทย์และวิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ
แนวคิดก็ดูดีแต่ไม่มีจุดเชื่อมต่อระหว่างการสร้างภูมิปัญญา อัตลักษณ์ไทยกับการออกแบบเมืองในอนาคตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผมเข้าอาคารพาวิลเลียนไม่ต้องเข้าคิว แค่ยื่นพาสปอร์ตให้ดูว่าเป็นคนไทย ก็เข้าได้เลย ก่อนเข้าสู่ห้องนิทรรศการที่แสดงภูมิวิถีแบบไทยๆ มีนักศึกษาไทยในญี่ปุ่น แต่งชุดไทย พูดภาษาญี่ปุ่นแนะนำประเทศไทย สร้างบรรยากาศให้คุ้นเคยกับความเป็นไทย และฉายวีดิทัศน์โชว์แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เชื้อเชิญชวนให้พูด สวัสดี สบายๆ ไม่เป็นไร ร้องเพลงช้างๆ
จากนั้นก็เปิดประตูให้เข้าชมห้องนิทรรศการจัดแบ่งเป็นโซนๆ แต่ละโซนมีบอร์ดแสดงข้อมูลมากมายจนรู้สึกงงๆ ต้องการสื่ออะไร อย่างโซนระบบสาธารณสุข มีเรื่องราวของระบบสาธารณสุขนับร้อยเรื่อง
ผมรู้สึกสงสัยทำไมไม่โฟกัสเรื่องใหญ่ๆ ประเด็นชัดๆ ผลงานเยี่ยมสักเรื่องให้คนดูรู้ไปเลยว่าระบบสาธารณสุขไทยเจ๋งขนาดไหน อย่างเช่น การรักษาป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เรามีหมออนามัย มีสมุนไพรยอดเยี่ยมอย่างขมิ้น ฟ้าทะลายโจร มะขามป้อม ทำให้คนไทยเสียชีวิตลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ
หรือโชว์แนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาระบบนิเวศให้ยั่งยืนและไทยมีแผนเตรียมรับมือกับภาวะโลกเดือดอย่างไร หรือมีการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีในการป้องกันภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน
ในโซนโชว์อาหารไทย 4 ภาค ใช้โมเดลจำลองอาหารไทยมาแปะบนถาดรูปแบบเหมือนนิทรรศการนักเรียนชั้นมัธยม โซนโชว์นวดไทยแผนโบราณมีกลิ่นน้ำมันนวดโชยอบอวลไปทั่ว ห้องโชว์ผัดไทยในหม้อสแตนเลส ผัดกะเพรา ส้มตำ และโซนขายสินค้ากางเกงช้าง ดูไม่ต่างกับงานโอท็อปเมืองทองธานี แถมในบางพื้นที่การจัดแสดงดูโล่งว่างคล้ายกับว่า จุดตรงนี้ไม่รู้จะแสดงอะไรดี แถมไม่มีเจ้าหน้าที่แนะนำอธิบายว่าสิ่งที่โชว์อยู่นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

สรุปแล้วการจัดนิทรรศการในไทยพาวิลเลียนในเอ็กซ์โปโอซากา 2025 เชยเอามากๆ ผู้จัดนิทรรศการทำเหมือนขายผ้าเอาหน้ารอดไม่ตรงกับธีมงานที่กำหนดไว้ว่าต้องมีแนวคิดการออกแบบเมืองในอนาคตให้ผู้คนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน มีความสุข สุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพอย่างไรบ้าง ใครไปชมก็รู้แค่ว่าไทยมีสมุนไพรนับร้อยชนิดมีสารพัดอาหารซอง แต่ออกจากพาวิลเลียนแล้ว จำไม่ได้สักชนิด
โชว์นวดไทยที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันอยู่แล้วเพราะร้านนวดไทยในญี่ปุ่นมีเกลื่อนเมือง ก็ไม่รู้เอาไปโชว์เพื่ออะไร จะบอกว่านี่คือซอฟต์เพาเวอร์ ดึงดูดให้มานวดที่เมืองไทยก็ไม่น่าใช่เพราะนักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวทั้งทีต้องคิดมากกว่าเรื่องนวด จุดแรกที่คิดก็คือแหล่งท่องเที่ยวที่สะอาดสวยงามบ้านเมืองที่ปลอดภัย
เมื่อดูจนหมดห้องจัดนิทรรศการแล้ว เดินไปด้านนอกของไทยพาวิลเลียน ที่แบ่งพื้นที่เป็นโซนๆ มีโชว์เอกลักษณ์นวดไทยแผนโบราณเป็นตุ๊กตาดัดตนพร้อมข้อความ มรดกไทยสู่โลก (Thai Heritage To The World) มีชะลอมปั้นใส่โมเดลกล้วย ทุเรียน มะละกอ จานใส่ส่วนผสมทำส้มตำ ปูดอง กระเทียม มะละกอ ถั่วฝักยาว เห็นแล้วขำไม่ออก รูปแบบไม่ต่างจากงานกาชาดซะเท่าไร


งานเอ็กซ์โปถือว่าเป็นงานระดับโลก จัดทุกๆ 5ปี แต่ละครั้งมีนานาชาติและองค์กรใหญ่เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ผ่านนิทรรศการเป็นการโชว์กึ๋นเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ถ้ารัฐบาลไทยไม่คิดให้เป็นระบบไม่นำเสนออย่างเป็นอาชีพ จะเสียเงินมโหฬารแต่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา
ทราบจากผู้รับเหมาก่อสร้างไทยพาวิลเลียน เอ็กซ์โปโอซากาว่า มีเงื่อนไขข้อสัญญาแบบราชการไทยๆ ที่ยุบยิบยุ่งยากคร่ำครึล้าสมัย ผู้รับเหมาจะต้องทำตามข้อสัญญาแป๊ะทุกข้อ อย่างเช่นต้องเอาต้นกล้วยจากเมืองไทยไปโชว์ ถ้าผิดจากนี้ไม่ยอมเซ็นอนุมัติ แต่อากาศในญี่ปุ่นไม่เหมือนบ้านเรา ต้นกล้วยที่เอาไปโชว์ก็เหี่ยวเฉา
ในอีก 5 ปี คือปี 2030 กรุงริยาร์ด ประเทศซาอุดีอาระเบียจะเป็นเจ้าภาพต่อจากโอซากา แนวคิดหลักหรือธีมของงานคือ “มองไปข้างหน้าเพื่อพรุ่งนี้” (Forsight for Tomorrow) เป้าหมายจะดึงชาวโลกร่วมกันใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี รับมือกับประเด็นท้าทาย นั่นคือเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันสุดขั้วกันอย่างไร
รัฐบาลไทยยังมีเวลาปรับปรุงเพราะยังเหลืออีกเกือบๆ 5 ปี แต่ถ้ายังใช้วิธีคิดเหมือนเดิมเหมือนกับไทยแลนด์พาวิลเลียนในงานเอ็กซ์โปโอซากา 2025 บอกได้เลยว่าเป็นวิธีคิดที่โบราณมากติดยึดอยู่กับอดีต เป็นเหมือนงานวัด ถ้าคิดอย่างนั้นอย่าไปจัดเลย อายโลกและเสียดายงบประมาณประเทศที่น่านำไปใช้ในภารกิจยังดีเสียกว่า
