ส่องนโยบายแก้หนี้ครู หลังยุบสภา ตั้งสหกรณ์กลาง สกสค. ส่อล่ม…
| การศึกษา
การประกาศ ยุบสภา ไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเกมการเลือกตั้ง หากส่งผลให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะโครงการที่ยังไม่ทันผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)
หนึ่งในโครงการที่ได้รับผลกระทบคือ โครงการสวัสดิการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา 2568 โดยการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)
โครงการดังกล่าว เป็นนโยบายเร่งด่วนที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใช้เป็น “เรือธง” ในการแก้ปัญหาหนี้ครูทั้งระบบ ตั้งเป้ารวมหนี้ครูกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ผ่านกลไกสหกรณ์กลาง โดยมีการเจรจาแหล่งเงินทุนจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่าแสนล้านบาท ในการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เริ่นต้นปีแรก 0% และขยับตามขั้นบันได ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 1% และ 2% แต่จะไปจบที่ไม่เกิน 4.5% พร้อมประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทั้งหมดนี้ เป็นหนึ่งในแพ็กเกจ นโยบายส่งเสริมสวัสดิการและสวัดิภาพครู ซึ่งครูแหม่ม-นฤมล ได้มัดรวม เรื่องที่เร่งดำเนินการทันทีหลังเข้ามารับตำแหน่ง
ไล่ตั้งแต่สานงานต่อนโยบาย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ในเรื่องการลดภาระครู ยกเครื่องวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองโดยเฉพาะ ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร
เพราะการที่ครูมีวิทยฐานะสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจแต่หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่ลดภาระในเรื่องของค่าครองชีพ และแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน มีอยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท
ที่ผ่านมา ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้มีการแก้ปัญหาโดยรวมหนี้ไว้ที่ธนาคารออมสิน แต่ปรากฏว่า ครูก็ไปก่อหนี้เพิ่ม โดยปัจจุบันมีหนี้อยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีทั้งกลุ่มที่ยังเป็นข้าราชการประจำและผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว
นำมาสู่แนวคิดการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค.ให้ครูที่เป็นหนี้จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่สมัครใจจะแก้หนี้ โอนหนี้เข้ามาที่สหกรณ์กลาง ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้น 0% และขยับตามขั้นบันได ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 1 % และ 2% แต่จะไปจบที่ไม่เกิน 4.5% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครู ซึ่งปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.5% โดยมีเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่ไปก่อหนี้ที่ไหนอีก
ขณะเดียวกัน จะต้องเพิ่มสวัสดิการทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภคด้วย มิฉะนั้นไม่ว่าจะแก้หนี้อย่างไรคุณภาพชีวิตครูก็คงไม่ดีขึ้น
โดยคาดว่า จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์กลางได้ภายใน 3 เดือน และเปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียนเพื่อโอนย้ายสหกรณ์ได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา
แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่สามารถเสนอโครงการดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้ทันในรัฐบาลนี้ !!
นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) แสดงความเห็นในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนและครูส่วนใหญ่อยากให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นแนวคิดที่จะหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเข้ามาช่วยลดหนี้ในภาพรวม แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป รัฐบาลประกาศยุบสภา อาจส่งผลให้การจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค.ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
“โครงการนี้ยังไม่ได้เสนอให้ ครม.พิจารณา ส่วนตัวก็รู้สึกเสียดาย เพราะการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค.หากสามารถทำได้จริง จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภาพรวมได้ โดยนางนฤมลระบุว่า มีแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่าแสนล้านบาทในการปล่อยกู้ ซึ่งหากอยากให้ดำเนินการต่อ ศธ.สามารถดำเนินการได้เอง อาทิ หาสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ ที่มีผลประกอบการดี มาตั้งเป็นสหกรณ์กลาง โดยไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งใหม่ หรือเปิดช่องให้สมาชิกสามารถย้ายสหกรณ์ข้ามจังหวัดเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ โดย ศธ.ต้องการันตีการหักเงินชำระหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา” “อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าว เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยไม่ต้องจัดตั้งสหกรณ์ใหม่ เพราะสหกรณ์ทุกแห่งเป็นมืออาชีพ เพียงแต่ต้องไปแก้ไขข้อบังคับ ให้สหกรณ์แต่ละแห่งสามารถรับสมาชิกข้ามจังหวัดได้ การดำเนินการแบบนี้ จะทำให้สหกรณ์แข่งกันลดดอกเบี้ย เพื่อแย่งตัวสมาชิก ตามหลักการทางการตลาดทั่วไป” นายณรินทร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากสหกรณ์กลางสามารถจัดตั้งขึ้นได้จริง ตนก็ยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะมองว่าเป็นแนวคิดที่มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อครูอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของการช่วยลดภาระหนี้และการจัดระบบสวัสดิการให้ดีขึ้น
แต่เนื่องจากมีการยุบสภา เพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงมองว่าอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งนโยบายนี้อาจไม่ได้รับการสานต่อ หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่มีผู้รับช่วงดำเนินการต่อไป
ขณะที่นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค. ระบุความคืบหน้าการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ของสกสค.ว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นคำขอเพื่อจัดตั้งสหกรณ์ไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณารับจดทะเบียนเพื่อจัดตั้ง ซึ่งต้องเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เพราะจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุน และขอรับงบสนับสนุน
“ในส่วนของขั้นตอนการลงทะเบียน สกสค.ได้เตรียมความพร้อมและจัดทำระบบการลงทะเบียน ซึ่งจะมีการสำรวจความประสงค์ของผู้ที่จะเข้าร่วม โดยจะสอบถามข้อมูล เบื้องต้น อาทิ หนี้สิน และวงเงินที่ต้องการกู้ รวมถึงข้อมูลรายได้ เพื่อส่งให้ สกสค.จังหวัดตรวจสอบ ว่าอยู่ในขั้นวิกฤตและมีความจำเป็นต้องใช้วงเงินของสหกรณ์กลาง สกสค.หรือไม่” นายพีระพันธ์กล่าว
หลังจากที่ทางสำนักงาน สกสค.จังหวัดตรวจสอบ ก็จะส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกกลับมายัง สกสค. เพื่อดำเนินการรวมหนี้และเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์กลาง สกสค. ซึ่งรวมไปถึงการนำหนี้จากโครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ส.) เข้ามารวมด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องยินยอม เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรการเงิน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อนำมารายงานผลกับทาง สกสค.ทุกปี เพราะ สกสค.ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะให้กู้เงินเพียงอย่างเดียวแต่ต้องการให้สมาชิก ได้พัฒนาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่กลับไปก่อหนี้ซ้ำอีก
แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่โครงการจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค. ไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้ทันในรัฐบาลนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ใครที่ก่อหนี้ก็ต้องหาทางใช้คืนให้ได้ด้วยตัวเอง…
ปัญหาหนี้สินครู เป็นเรื่องที่แก้ไขไม่มีวันจบสิ้นไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี และจัดมาตรการช่วยเหลือใดๆ มาอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่อาจทำให้ปัญหานี้จบสิ้นลงได้
หากครูหรือใครก็ตามที่เป็นหนี้ ยังคงไม่มีวินัยทางการเงิน ก่อหนี้สินซ้ำซาก สุดท้ายแบกรับไม่ไหว ไม่พ้นร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยอุ้ม โดยใช้คุณภาพการศึกษา และคุณภาพเด็กเป็นตัวประกันเช่นเดิม ….
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
