ประวัติศาสตร์ไบโอเทคยุคใหม่ของจีน (3)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ระหว่างที่ทั่วโลกกำลังจับตามองสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ VS จีน” ที่พ่วงด้วยสงครามเทคโนโลยี ตั้งแต่สารสนเทศ ควอนตัม อวกาศ ถึงคอมพิวเตอร์ชิพ และปัญญาประดิษฐ์ การแข่งขันกันขึ้นเป็นเจ้าแห่งวงการไบโอเทคก็ดุเดือดไม่แพ้กันแม้จะไม่ค่อยเป็นข่าวใหญ่มากนักตามสื่อกระแสหลัก นี่คือฐานเทคโนโลยีที่ผูกแนบแน่นอยู่กับความเป็นความตายของมนุษย์เราทั้งอาหาร สิ่งแวดล้อม เภสัชกรรมและการแพทย์ ศึกนี้จะเป็นตัวบอกว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมอนาคตของยามะเร็งตัวใหม่ วัคซีนสำหรับโรคระบาดใหญ่ครั้งหน้า หรือเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้เลี้ยงประชากรโลกหลายพันล้านคน
กฎหมายความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพ BIOSECURE ACT ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่งผ่านสภาสูงของสหรัฐหลังจากผ่านขั้นตอนทางกฎหมายมาปีกว่า
สาระสำคัญของกฎหมายนี้คือการห้ามหน่วยงานหรือบริษัทที่ได้ทุนสนับสนุนจากรัฐใช้สินค้า บริการหรือทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อความความมั่นคงด้านชีวภาพ
ร่างเวอร์ชั่นก่อนของกฎหมายนี้ประกาศชื่อชัดๆ ไปเลยว่าเป็นบริษัทไบโอเทคเจ้าใหญ่จากจีนอย่าง WuXi AppTec และ BGI Group

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
บทความตอนก่อนเล่าเรื่องยุคมืดแห่งวงการวิทยาศาสตร์สมัยการก้าวกระโดดครั้งใหญ่และการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมา เจ๋อตุง ในปลายทศวรรษ 1950 ถึงปลายทศวรรษ 1970
การกลับมาของจีนให้สมัยเติ้ง เสี่ยวผิง เปิดประเทศและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และไล่กวดโลกตะวันตกที่ล้ำหน้าไปไกลก่อนหน้านั้นในฝั่งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
ด้วยขนาดประชากรที่มหาศาลจีนเริ่มจากวางตัวเองเป็นโรงงานของโลก ตลาดใหญ่ ค่าแรงต่ำทำงานอึด ผลิตของถูกของก๊อบทุกเกรดสากกะเบือยันเรือรบซึ่งรวมไปถึงเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวกับวงการไบโอเทคด้วย
บทความตอนนี้จะเล่าเหตุการณ์สำคัญหลังจากนั้นจนมาถึงปัจจุบันการก้าวขึ้นมาของจีนจากชาติที่ล้าหลังจนมาเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี
ที่แม้แต่เบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐต้องหวั่นเกรงและหาทางสกัดกั้น

Cr. ณฤภรณ์ โสดา
ในทศวรรษ 1990 นอกจากบทบาทในฐานะผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ต้นน้ำราคาถูกสำหรับวงการไบโอเทคและเภสัชกรรมแล้ว จีนยังเริ่มวางรากฐานและแสดงศักยภาพในการเป็นก้าวเข้าสู่งานไบโอเทคขั้นสูง
ช่วงต้นทศวรรษมีการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับงานเภสัชกรรม
การเปิดตัวเป็นประเทศแรกที่ยอมให้อนุญาตให้ปลูกพืชปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อการค้า (ต้นยาสูบ GMO สายพันธุ์ต้านไวรัส)
ปลายทศวรรษมีการก่อตั้งสถาบันจีโนมแห่งปักกิ่ง (Beijing Genomic Institute, BGI) โดยทีมนักวิจัยชาวจีนที่เพิ่งกลับมาจากสหรัฐและยุโรปเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศในโครงการถอดรหัสจีโนมมนุษย์ (Human Genome Projects)
แม้จะมีส่วนร่วมแค่ประมาณ 1% ของจีโนมทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวจีนในวงการไบโอเทคบนเวทีนานาชาติ
พอถึงทศวรรษ 2000 วงการไบโอเทคของจีนก็ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ตอนปี 2001 กระตุ้นให้จีนยกเครื่องระบบการทำธุรกรรม กฎหมาย การผลิตให้สอดคล้องกับการเป็นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก
รัฐบาลจีนยังได้ริเริ่มโครงการชื่อ Thousand Talents Plan ให้เงินจูงใจก้อนโตกับนักวิจัยจีนในต่างแดนให้กลับมาตั้งแล็บวิจัยในจีน
นักวิจัยกลุ่มนี้ได้สมญานามเป็นภาษาจีนว่า Haigui หรือ “เต่าทะเล” ที่ต้องเดินทางไกลข้ามมหาสมุทรเพื่อกลับบ้าน
คนเหล่านี้ไม่ได้นำมาแค่ความความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่ยังมาพร้อมกับความเข้าใจในระบบนิเวศอุตสาหกรรมไบโอเทคของโลกตะวันตก

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
“เต่าทะเล” คืนถิ่นเหล่านี้ ในทศวรรษนี้ได้มาร่วมก่อตั้งและทำงานในหลายบริษัทสัญชาติจีนที่จะเข้ามีบทบาทสำคัญในวงการไบโอเทคโลกจนถึงปัจจุบัน เช่น WuXi AppTec บริษัทรับจ้างวิจัยและพัฒนาให้กับบริษัทยาใหญ่ๆ จากโลกตะวันตก, Sinovac บริษัทพัฒนาวัคซีน, Genscript บริษัทรับสังเคราะห์ดีเอ็นเอและบริการงานวิจัยชีวโมเลกุล ฯลฯ
ส่วน BGI เองหลังจากโชว์ผลงานระดับโลกรัวๆ ตั้งแต่ถอดรหัสจีโนมข้าว (นับเป็นจีโนมพืชเกษตรชนิดแรกที่ถูกถอดรหัสสำเร็จ) จีโนมไวรัส SARS จีโนมมนุษย์เชื้อชาติเอเชีย ก็ปรับโครงสร้างให้กลายมาเป็นบริษัทเอกชนเต็มตัวด้วยในทศวรรษนี้เอง
ด้วยทั้งเงินอัดฉีดจากรัฐบาลและเงินลงทุนฝั่งเอกชนที่เริ่มเห็นศักยภาพ พอเข้าสู่ทศวรรษ 2010 บริษัทไบโอเทคสัญชาติจีนเหล่านี้ก็เริ่มสยายปีกออกสู่ต่างแดนไปปักหลักขยายสาขาและฮุบกิจการฝั่งสหรัฐและยุโรปบ้างจนเริ่มสร้างความกังวลกับโลกตะวันตก
BGI ที่เริ่มต้นไม่กี่ปีก่อนในฐานะศูนย์วิจัยจีโนมหน้าใหม่เติบโตอย่างรวดเร็วมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Illumina บริษัทขายเครื่องอ่านลำดับเบส (DNA sequencer) เจ้าตลาดสัญชาติอเมริกันในขณะนั้น
ข่าวใหญ่ช่วงต้นทศวรรษออกมาตอนที่ BGI สั่งซื้อ DNA Sequencer รวดเดียวร้อยกว่าเครื่อง กระโดดขึ้นมาเป็นศูนย์ถอดรหัสจีโนมเบอร์หนึ่งของโลก
หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีดีลประวัติศาสตร์เข้าซื้อกิจการของ Complete Genomics สตาร์ตอัพด้านเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมในราคาร้อยกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะมีกระแสต่อต้านจากฝั่งตะวันตกว่าฝั่งจีนจะกินรวบเป็นผู้นำด้านงานจีโนมตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำเสียเอง BGI ยังได้ขยายกิจการไปยังสหรัฐ ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งพัฒนาเครื่อง DNA sequencer เวอร์ชั่นของตัวเองออกมาแย่งตลาดจาก Illumina อย่างที่หลายคนคาดไว้
ฝั่งไบโอเทคการเกษตรก็มีอีกดีลครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ SinoChem เข้าซื้อกิจการ Syngenta หนึ่งในบริษัทการเกษตรไบโอเทครายใหญ่รุ่นบุกเบิกจากสวิตเซอร์แลนด์มูลค่ากว่าสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนก็เลยกลายมาเป็นหนึ่งในผู้นำของวงการนี้ด้วย
ผลิตภาพด้านงานวิจัยของจีนพุ่งขึ้นในทศวรรษนี้แทบทุกตัวชี้วัดทั้งจำนวนเปเปอร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ จำนวนสิทธิบัตร จำนวนนักวิจัย จำนวนสตาร์ตอัพเกิดใหม่ ฯลฯ ภายในช่วงเวลาเพียงสิบกว่าปีจีนเปลี่ยนตำแหน่งตัวเองจากผู้รับจ้างผลิต มาเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีเพื่อผลิต
และกลายมาเป็นผู้สร้างและส่งออกเทคโนโลยีในที่สุด
