ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ทันทีที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ตัดสินใจ “ยุบสภา”
คนที่แสดงท่าทีมีความสุขที่สุด คือ “อนุทิน”
ทั้งที่การยุบสภาทำให้เขาหมดอำนาจบริหารประเทศ
และกำลังนับถอยหลังในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่าเพราะ “อนุทิน” เชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยจะชนะเลือกตั้ง
และจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
เป็นการนับถอยหลังเพื่อก้าวกระโดดครั้งใหญ่
และครั้งนี้เขาจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
ไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างน้อยเหมือนในวันนี้
และที่สำคัญที่สุด การยุบสภาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากสถานการณ์การเมืองบีบบังคับหรือกดดันจนเขาต้องเลือกแก้ปัญหาด้วยการยุบสภา
แต่เป็นเกมที่ “อนุทิน” กำหนดเอง
เป็นแผนการที่คิดล่วงหน้าไว้แล้ว
เพราะเป็นช่วงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบที่สุดจากกระแสชาตินิยม
การเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการรักษาอำนาจของ ส.ว. ที่ต้องใช้เสียง 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งที่เคยยกมือให้กรรมาธิการเสียงข้างมากที่ให้ตัดอำนาจนี้ออกไป
และวิปรัฐบาลก็ลงมติไปในทางเดียวกัน แต่อยู่ดีๆ พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลก็พลิกมติเปลี่ยนไปโหวตเห็นด้วยกับ ส.ว.
เปลี่ยนกลางคันแบบไม่มีวี่แววมาก่อน
นี่คือ เกมที่พรรคภูมิใจไทยเดินหมากอย่างเหี้ยมเกรียม
หักพรรคประชาชนแบบไม่มีเยื่อใย
เพราะรู้ว่าถ้าหักเรื่องนี้ พรรคประชาชนจะไม่ยอม
และนั่นคือ จังหวะในการยุบสภา
ยิ่ง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลุกขึ้นบอกว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยทำแบบนี้ก็ขอให้คุณอนุทินยุบสภาเลย
เพราะพรรคประชาชนจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เป็น “วรรคทอง” แบบ “ส้มหล่น” ที่ “อนุทิน” ไม่คิดมาก่อน
เพราะเขาสามารถอ้างได้เลยว่าเขายุบสภาเพราะพรรคประชาชนบอกให้ยุบ
“อนุทิน” จึงใช้วรรคทองที่ว่าเขาได้เป็นรัฐบาลเพราะพรรคประชาชน
เมื่อพรรคประชาชนสั่งให้ยุบ
เขาก็ต้องยุบ
ดูหล่อ ดูอ่อนน้อมถ่อมตน
และโยนความรับผิดชอบไปที่พรรคประชาชน
ไม่แปลกที่วันรุ่งขึ้น สื่อส่วนใหญ่จึงออกมาในทางพรรคประชาชนโดนหลอกอีกแล้ว
ขุนพลพรรคเพื่อไทยออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกัน
…กูว่าแล้ว
และมีเอาคลิปที่ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ให้สัมภาษณ์ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” เมื่อครั้งก่อนตอนที่ “ส้ม” หนุน “น้ำเงิน” ไม่เลือก “แดง”
“ณัฐวุฒิ” ฟันธงเลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ
เพราะ “ภูมิใจไทย” ไม่อยากแก้
และ MOA ที่ทำไว้ก็หลวมมาก
เบี้ยวได้ทุกทาง
และจะจบลงด้วยเสียงโหวตคว่ำของ ส.ว.
ผมเชื่อว่าตอนนั้นทุกคนคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีโอกาสที่จะคว่ำในวาระที่ 3
ที่ต้องการเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. 1 ใน 3
ไม่มีใครคิดว่า “ภูมิใจไทย” จะคว่ำตั้งแต่วาระที่ 2
พรรคประชาชนกลายเป็น “ละอ่อน” ทางการเมือง
เจอข้อกล่าวหาว่าไม่ทันเกมการเมือง
โดนหักถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรก โดนพรรคเพื่อไทย ฉีก MOU
ข้ามขั้วไปชวนพรรค “ลุง” ตั้งรัฐบาล
ครั้งที่สอง เจอพรรคภูมิใจไทย หลอกให้หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ก่อนจะหักแบบ “ไร้รอยต่อ”
แล้วยุบสภา
พรรคประชาชนเหมือน “ตัวตลก” ทางการเมืองสำหรับเกมการเมืองแบบไทยๆ
นักการเมืองรุ่นเก่าส่วนใหญ่มองพรรคประชาชนเป็นเหมือน “เด็กน้อย”
มีแต่ความฝัน
ไม่เข้าใจความเป็นจริงทางการเมือง
แต่อีกมุมหนึ่งก็มีมุมมองจาก “คนรุ่นใหม่” สวนกระแสออกมา
เขาตั้งคำถามเรื่องคำจำกัดความของคำว่า “โง่” และ “ฉลาด”
ถ้ามองแบบการเมืองเก่า
“ความฉลาด” คือ การหลอกคนอื่นได้สำเร็จ
ไม่รักษาคำพูด
ไม่รักษาสัญญา
และ “คนโง่” คือ คนที่รักษาสัญญา
รักษาคำพูด
ทำการเมืองแบบตรงไปตรงมา
เขาตั้งคำถามว่าทำไม “โง่-ฉลาด” ในทางการเมืองจึงไม่ตรงกับค่านิยมที่ถูกต้องในสังคมไทย
เราควรจะสอนเด็กแบบไหน
สอนให้เป็น “คนฉลาด” ที่เอาเปรียบคนอื่น
ไม่รักษาคำพูดหรือคำสัญญา
เลี้ยวลดไปเรื่อยๆ แทนที่จะตรงไปตรงมา
แบบนั้นหรือ?
คำถามแบบนี้กระตุกคนหลายคนให้คิดใหม่
จากเดิมที่มองการเมืองแบบเดิมๆ
เหมือนกับที่ชื่นชมนักการเมืองที่ย้ายไปอยู่พรรคไหน
พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล
นักการเมืองคนนั้นกลายเป็น “คนเก่ง”
แทนที่จะตั้งคำถามเรื่องอุดมการณ์การเมือง
ย้ายไปเรื่อยๆ แล้ว “อุดมการณ์” อยู่ที่ไหน
หรือว่าไม่มี
ครับ ถ้ากระแสความคิดแบบนี้เริ่มกระจายออกไปและทำให้คนทั่วไปฉุกคิด
จากคนที่สมน้ำหน้าพรรคประชาชน
จะกลายมาเป็นกระแสความเห็นใจ
แต่ถ้ากระแสนี้ตีไม่ขึ้น
พรรคประชาชนก็กลายเป็น “สิ่งแปลกแยก” ทางการเมือง
และเรียวลงเรื่อยๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
