แนวรบไทย-กัมพูชายืดเยื้อ แนวรบภาษีทรัมป์ไม่เปลี่ยนแปลง ศุภจี ยืนยันย้ำเดินหน้าเจรจาสหรัฐ
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
แนวรบไทย-กัมพูชายืดเยื้อ
แนวรบภาษีทรัมป์ไม่เปลี่ยนแปลง
ศุภจี ยืนยันย้ำเดินหน้าเจรจาสหรัฐ
การปะทะกันด้วยกำลังทหารรอบใหม่บริเวณแนวชายแดนระหว่างประเทศไทย กับกัมพูชา ที่ปะทุขึ้นมาในคืนวันที่ 7 ธันวาคมจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นอกจากจะสร้างความสูญเสียให้กับชีวิตทหาร พลเรือน และทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายแล้ว
ยังมีความเกี่ยวเนื่องไปถึงการเมืองระดับภูมิภาค เมื่อการปะทะกันครั้งนี้ถูกแทรกแซงโดยประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งต่างก็มีความพยายามที่จะธำรงอิทธิพลของตนไว้ในภูมิภาคนี้ จากกรณีที่ตั้งของทั้ง 2 ประเทศเป็นจุดสำคัญทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การปะทะกันรอบนี้เกิดขึ้นเกือบตลอดแนวพรมแดนไทยกับกัมพูชาที่ยาวมากกว่า 790 กิโลเมตร
ผลของการปะทะกันจากรายงานข่าวอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏทหารกัมพูชาเสียชีวิต 205 นาย (8-14 ธันวาคม) ขณะที่ทหารไทยเสียชีวิตไปแล้ว 16 นาย บาดเจ็บอีก 327 นาย และยังมีประชาชนเสียชีวิตอีก 3 ราย
มีทรัพย์สินฝั่งกัมพูชาเกิดความเสียหายจากการทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานที่ตั้งทางทหาร การทำลายเส้นทางคมนาคม ก่อให้เกิดผู้อพยพหนีจากการปะทะเฉพาะ 4 จังหวัดอีสานใต้ของไทยมากกว่า 300,000 คน
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจการค้าขายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงและกำลังจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสกัดกั้นการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยผ่านทางทะเลและด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี อีกด้วย
แน่นอนว่า ผลของการปะทะกันรอบนี้ถือเป็นการ “ฉีก” ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา (Kuala Lumpur Peace Accord) หรือถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ฮุน มาเนต) ที่ได้ลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในฐานะพยาน
ปฏิญญาฉบับนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา ในช่วงการปะทะกันสั้นๆ ในรอบแรก (24-31 กรกฎาคม) จะได้รับการปฏิบัติตามอย่างสมบูรณ์ อันเป็นการลดความตึงเครียดจากการอ้างสิทธิ์แนวอาณาเขตที่ยังตกลงกันไม่ได้ในอดีตจนเกิดการปะทะกันขึ้นและเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศให้กลับมาสู่ภาวะปกติ
ทว่า หลังจากลงนามในปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ตามแนวชายแดนระหว่าง 2 ประเทศกลับมีการดำเนินการไปสู่ความเลวร้าย
ในห้วงของการปะทะกัน 5 วันแรก (8-12 ธันวาคม) ดูเหมือน “โลก” ยังตกตะลึงกับการสู้รบที่ใช้ความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการโจมตีด้วยอาวุธจรวดหลายลำกล้อง (BM-21)ของฝ่ายกัมพูชา โดยโจมตีทั้งที่ตั้งทางทหารและพลเรือน
ขณะที่ฝ่ายไทยทำการตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทิ้งระเบิดที่ตั้งทางทหาร เส้นทางคมนาคม ลึกเข้าไปในแผ่นดินกัมพูชามากกว่า 40 ก.ม. จนเกิดความกังวลว่า จะขยายวงออกจากบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ
ขณะที่ “พยาน” ผู้เกี่ยวข้องในการลงนามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาทั้งสองคน ได้แก่ ประธานาธิบดีทรัมป์ กับนายอันวาร์ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยฝ่ายแรกในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันทีและกลับไปยึดมั่นในข้อตกลงเดิมที่ลงนามกันไว้ (Kuala Lumpur Peace Accord)
โดยอ้างการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ กับนายอนุทิน ในวันที่ 12 ธันวาคม โดยภายหลังการหารือเสร็จสิ้น นายอนุทินกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีความเป็นห่วงในสถานการณ์และอยากจะให้ทุกอย่างกลับไปที่ปฏิญญา (Joint Declaration) ที่ได้ลงนามกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย
ขณะที่นายอนุทินยืนยันกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ละเมิดทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ไทย “จำเป็น” ที่จะต้องตอบโต้เพื่อป้องกันอธิปไตย ดินแดน ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนชาวไทย
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ กับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบว่า “ใคร” เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน แต่กัมพูชาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและส่งสัญญาณผ่านที่ปรึกษาว่า “พนมเปญพร้อมที่จะเจรจาได้ทุกเมื่อ”
ทว่า หลังเวลา 22.00 น.ของวันที่ 13 ธันวาคม ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่มีการหยุดยิงและดูเหมือนว่าการปะทะกันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก สวนทางกับข้อเสนอของทั้งทรัมป์และอันวาร์ที่ว่า หลัง 22.00 น.ทั้งสองฝ่ายจะต้องยุติการยั่วยุใดๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้แถลงเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการที่จะใช้ในการหยุดยิงสำหรับการปะทะกันรอบนี้ โดย
1. ฝ่ายกัมพูชาจะต้องประกาศหยุดยิงก่อน
2. การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและจะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และ 3. ฝ่ายกัมพูชาต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจังและจริงใจ
แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอทั้ง 3 ข้อข้างต้นยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จากฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยเองก็เริ่มมีความกังวลมากขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์เพื่อ “ไกล่เกลี่ย” ไทยกับกัมพูชาให้หยุดยิงและกลับไปปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ไม่ประสบผลสำเร็จ
ทั้งนี้ ทรัมป์ “ยอมรับ” ว่า การข่มขู่โดยใช้มาตรการภาษีนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ พร้อมกล่าวในลักษณะที่ว่า ถ้า (ไทย-กัมพูชา) ยังทำสงครามต่อกัน ไม่เพียงสหรัฐจะยกเลิกข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้ แต่สหรัฐพร้อมจะใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาจัดการด้วย
ในขณะที่ข้อเท็จจริงก็คือ กัมพูชาได้ลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนไปสหรัฐแล้วในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยข้อตกลงฉบับนี้สหรัฐจะคงอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากกัมพูชา ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากเดิม 36% และสหรัฐจะ “ยกเว้น” ภาษีเป็น 0% สำหรับสินค้าบางรายการภายใต้คำสั่งพิเศษ
ขณะที่ประเทศไทย ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากสำนักงานผู้แทนทางการค้าสหรัฐ (USTR) ขอ “ระงับ” การเจรจากรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐเป็นการชั่วคราว มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ “ระงับ” การดำเนินการตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชามาก่อนหน้านี้ และยังไม่มีทีท่าว่าสหรัฐจะกลับมาเจรจาข้อตกลงภาษีที่ “คาราคาซัง” กับรัฐบาลไทยแบบเต็มคณะอีก
เรื่องนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากที่หารือกันครั้งสุดท้ายที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐแจ้งว่า “ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่” และยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐ
ส่วนท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ล่าสุดที่ว่า อาจจะใช้มาตรการภาษี “กดดัน” ประเทศไทยและกัมพูชาให้ยุติการปะทะกันนั้น นางศุภจีกล่าวว่า “ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตน เห็นตามข่าว แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็นแล้ว”
กลายมาเป็นความกังวลของภาคเอกชนไทยที่ว่า การไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ โดยมีสถานการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ จะกลายเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นและสร้างความไม่แน่นอนในการเจรจาเรื่องภาษี โดยจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในหลายๆ กลุ่ม การหาทางออกในการลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้น และความไม่แน่นอนในเรื่องของวิธีปฏิบัติกรณีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าร้อยละ 19
สิ่งเหล่านี้จะตอกย้ำถึงความสำคัญที่รัฐบาลนายอนุทินจะต้องชิงหาทางออกด้วยการหารือกับรัฐบาลฮุน มาเนต เพื่อยุติปัญหาการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างระหว่างไทยกับกัมพูชา
ดีกว่าที่จะให้สหรัฐใช้มาตรการภาษีเข้ามาแทรกแซงเพื่อบีบบังคับให้สองฝ่ายยุติสถานการณ์สู้รบในที่สุด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
