bg-single

แนวรบไทย-กัมพูชายืดเยื้อ แนวรบภาษีทรัมป์ไม่เปลี่ยนแปลง ศุภจี ยืนยันย้ำเดินหน้าเจรจาสหรัฐ

22.12.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

แนวรบไทย-กัมพูชายืดเยื้อ

แนวรบภาษีทรัมป์ไม่เปลี่ยนแปลง

ศุภจี ยืนยันย้ำเดินหน้าเจรจาสหรัฐ

การปะทะกันด้วยกำลังทหารรอบใหม่บริเวณแนวชายแดนระหว่างประเทศไทย กับกัมพูชา ที่ปะทุขึ้นมาในคืนวันที่ 7 ธันวาคมจนกระทั่งถึงปัจจุบัน นอกจากจะสร้างความสูญเสียให้กับชีวิตทหาร พลเรือน และทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายแล้ว

ยังมีความเกี่ยวเนื่องไปถึงการเมืองระดับภูมิภาค เมื่อการปะทะกันครั้งนี้ถูกแทรกแซงโดยประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งต่างก็มีความพยายามที่จะธำรงอิทธิพลของตนไว้ในภูมิภาคนี้ จากกรณีที่ตั้งของทั้ง 2 ประเทศเป็นจุดสำคัญทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การปะทะกันรอบนี้เกิดขึ้นเกือบตลอดแนวพรมแดนไทยกับกัมพูชาที่ยาวมากกว่า 790 กิโลเมตร

ผลของการปะทะกันจากรายงานข่าวอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏทหารกัมพูชาเสียชีวิต 205 นาย (8-14 ธันวาคม) ขณะที่ทหารไทยเสียชีวิตไปแล้ว 16 นาย บาดเจ็บอีก 327 นาย และยังมีประชาชนเสียชีวิตอีก 3 ราย

มีทรัพย์สินฝั่งกัมพูชาเกิดความเสียหายจากการทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานที่ตั้งทางทหาร การทำลายเส้นทางคมนาคม ก่อให้เกิดผู้อพยพหนีจากการปะทะเฉพาะ 4 จังหวัดอีสานใต้ของไทยมากกว่า 300,000 คน

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจการค้าขายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิงและกำลังจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสกัดกั้นการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยผ่านทางทะเลและด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี อีกด้วย

แน่นอนว่า ผลของการปะทะกันรอบนี้ถือเป็นการ “ฉีก” ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา (Kuala Lumpur Peace Accord) หรือถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา (ฮุน มาเนต) ที่ได้ลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในฐานะพยาน

ปฏิญญาฉบับนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา ในช่วงการปะทะกันสั้นๆ ในรอบแรก (24-31 กรกฎาคม) จะได้รับการปฏิบัติตามอย่างสมบูรณ์ อันเป็นการลดความตึงเครียดจากการอ้างสิทธิ์แนวอาณาเขตที่ยังตกลงกันไม่ได้ในอดีตจนเกิดการปะทะกันขึ้นและเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศให้กลับมาสู่ภาวะปกติ

ทว่า หลังจากลงนามในปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ตามแนวชายแดนระหว่าง 2 ประเทศกลับมีการดำเนินการไปสู่ความเลวร้าย

ในห้วงของการปะทะกัน 5 วันแรก (8-12 ธันวาคม) ดูเหมือน “โลก” ยังตกตะลึงกับการสู้รบที่ใช้ความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการโจมตีด้วยอาวุธจรวดหลายลำกล้อง (BM-21)ของฝ่ายกัมพูชา โดยโจมตีทั้งที่ตั้งทางทหารและพลเรือน

ขณะที่ฝ่ายไทยทำการตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทิ้งระเบิดที่ตั้งทางทหาร เส้นทางคมนาคม ลึกเข้าไปในแผ่นดินกัมพูชามากกว่า 40 ก.ม. จนเกิดความกังวลว่า จะขยายวงออกจากบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ

ขณะที่ “พยาน” ผู้เกี่ยวข้องในการลงนามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชาทั้งสองคน ได้แก่ ประธานาธิบดีทรัมป์ กับนายอันวาร์ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยฝ่ายแรกในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันทีและกลับไปยึดมั่นในข้อตกลงเดิมที่ลงนามกันไว้ (Kuala Lumpur Peace Accord)

โดยอ้างการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ กับนายอนุทิน ในวันที่ 12 ธันวาคม โดยภายหลังการหารือเสร็จสิ้น นายอนุทินกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีความเป็นห่วงในสถานการณ์และอยากจะให้ทุกอย่างกลับไปที่ปฏิญญา (Joint Declaration) ที่ได้ลงนามกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย

ขณะที่นายอนุทินยืนยันกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ละเมิดทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ไทย “จำเป็น” ที่จะต้องตอบโต้เพื่อป้องกันอธิปไตย ดินแดน ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนชาวไทย

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ กับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบว่า “ใคร” เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน แต่กัมพูชาก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและส่งสัญญาณผ่านที่ปรึกษาว่า “พนมเปญพร้อมที่จะเจรจาได้ทุกเมื่อ”

ทว่า หลังเวลา 22.00 น.ของวันที่ 13 ธันวาคม ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่มีการหยุดยิงและดูเหมือนว่าการปะทะกันจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก สวนทางกับข้อเสนอของทั้งทรัมป์และอันวาร์ที่ว่า หลัง 22.00 น.ทั้งสองฝ่ายจะต้องยุติการยั่วยุใดๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้แถลงเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการที่จะใช้ในการหยุดยิงสำหรับการปะทะกันรอบนี้ โดย

1. ฝ่ายกัมพูชาจะต้องประกาศหยุดยิงก่อน

2. การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและจะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และ 3. ฝ่ายกัมพูชาต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจังและจริงใจ

แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอทั้ง 3 ข้อข้างต้นยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จากฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยเองก็เริ่มมีความกังวลมากขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์เพื่อ “ไกล่เกลี่ย” ไทยกับกัมพูชาให้หยุดยิงและกลับไปปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทั้งนี้ ทรัมป์ “ยอมรับ” ว่า การข่มขู่โดยใช้มาตรการภาษีนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ พร้อมกล่าวในลักษณะที่ว่า ถ้า (ไทย-กัมพูชา) ยังทำสงครามต่อกัน ไม่เพียงสหรัฐจะยกเลิกข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้ แต่สหรัฐพร้อมจะใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาจัดการด้วย

ในขณะที่ข้อเท็จจริงก็คือ กัมพูชาได้ลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนไปสหรัฐแล้วในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยข้อตกลงฉบับนี้สหรัฐจะคงอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากกัมพูชา ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากเดิม 36% และสหรัฐจะ “ยกเว้น” ภาษีเป็น 0% สำหรับสินค้าบางรายการภายใต้คำสั่งพิเศษ

ขณะที่ประเทศไทย ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากสำนักงานผู้แทนทางการค้าสหรัฐ (USTR) ขอ “ระงับ” การเจรจากรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐเป็นการชั่วคราว มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ “ระงับ” การดำเนินการตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชามาก่อนหน้านี้ และยังไม่มีทีท่าว่าสหรัฐจะกลับมาเจรจาข้อตกลงภาษีที่ “คาราคาซัง” กับรัฐบาลไทยแบบเต็มคณะอีก

เรื่องนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐว่า ยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจากที่หารือกันครั้งสุดท้ายที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐแจ้งว่า “ให้ฝ่ายเทคนิคคุยกัน ซึ่งก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่” และยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากผู้แทนการค้าสหรัฐ

ส่วนท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ล่าสุดที่ว่า อาจจะใช้มาตรการภาษี “กดดัน” ประเทศไทยและกัมพูชาให้ยุติการปะทะกันนั้น นางศุภจีกล่าวว่า “ขณะนี้เรื่องยังไม่มาที่ตน เห็นตามข่าว แต่ได้อธิบายไปตามสิ่งที่ควรจะเป็นแล้ว”

กลายมาเป็นความกังวลของภาคเอกชนไทยที่ว่า การไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ โดยมีสถานการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ จะกลายเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นและสร้างความไม่แน่นอนในการเจรจาเรื่องภาษี โดยจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในหลายๆ กลุ่ม การหาทางออกในการลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้น และความไม่แน่นอนในเรื่องของวิธีปฏิบัติกรณีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าร้อยละ 19

สิ่งเหล่านี้จะตอกย้ำถึงความสำคัญที่รัฐบาลนายอนุทินจะต้องชิงหาทางออกด้วยการหารือกับรัฐบาลฮุน มาเนต เพื่อยุติปัญหาการปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างระหว่างไทยกับกัมพูชา

ดีกว่าที่จะให้สหรัฐใช้มาตรการภาษีเข้ามาแทรกแซงเพื่อบีบบังคับให้สองฝ่ายยุติสถานการณ์สู้รบในที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร