bg-single

ประวัติศาสตร์ไบโอเทคยุคใหม่ของจีน (4)

29.12.2025

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

ช่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2020 ตอนที่ทั่วโลกถูกโควิด-19 เล่นงานวัคซีนจากจีนหลายพันล้านโดสถูกบริจาคออกไป นอกจากนี้ยังมีมีชุดตรวจ ยาต้านไวรัส ข้อมูลจีโนม ฯลฯ แม้ฝั่งวัคซีนเชื้อตายจากจีนจะยังด้อยกว่า mRNA vaccine ของตะวันตกแต่ก็เป็นครั้งแรกที่จีนได้เล่นบทบาทผู้นำฝ่าวิกฤตสุขภาพในเวทีนานาชาติและผลิตภัณฑ์ไบโอเทคจากจีนถูกนำไปใช้ในสเกลใหญ่

นอกจากเป็นแหล่งผลิตเคมีภัณฑ์ต้นน้ำ กับรับจ้างวิจัยและพัฒนาแล้ว

อีกจุดเด่นของจีนคือการเป็นสถานที่ทดสอบระดับคลินิก (clinical trials) ของงานไบโอเทคสายการแพทย์ เมื่อเทียบกับชาติตะวันตก ต้นทุนการทดสอบฝั่งจีนถูกกว่า คนไข้เรื่องน้อยกว่า

และที่สำคัญคือระบบโรงพยาบาลที่เชื่อมต่อกันหมด มีการจัดการแบบรวมศูนย์กำกับใกล้ชิดโดยรัฐบาล

ช่วงระหว่างปี 2008 – 2024 สัดส่วนการทำ clinical trial ในจีนพุ่งสูงขึ้นจากที่ต่ำเตี้ยใกล้ 0% มาอยู่ที่ราว 30% ของทั้งโลก ใกล้เคียงกับสัดส่วนของสหรัฐที่ 35%

และแซงหน้ายุโรปไปเรียบร้อยแล้ว

จีนกลายเป็นผู้ส่งออกยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของโลก
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในช่วงไม่กี่มีมานี้ คือการที่บริษัทยาขนาดใหญ่จากโลกตะวันตกเข้าไปช็อบปิ้งซื้อเทคโนโลยีจากจีนมาทำต่อ

เพียงแค่ช่วงครึ่งแรกของปี 2025 มีการดีลการขายเทคโนโลยีด้านไบโอเทค (out licensing) จากบริษัทจีนไปบริษัทอเมริกันถึง 14 ดีล มูลค่ารวมเกือบสองหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัทตะวันตกที่เราคุ้นชื่ออย่าง Pfizer, Novo Nordic, Merck, AstraZeneca, Bristol Myers Squibb ฯลฯ ต่างก็เคยเป็นลูกค้าเทคโนโลยีจีนกันทั้งนั้น

ประมาณกันว่าเกือบสามในสี่ของบริษัทยาในสหรัฐพึ่งพาบริการหรือเทคโนโลยีจากจีนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ปลายปีที่แล้ว (2024) ยาภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับมะเร็งปอดของ Akeso Biopharma จากจีนเอาชนะยาในตระกูลเดียวกันจาก Merck ของสหรัฐในการทดสอบทางคลินิกเฟสสาม

สื่อใหญ่หลายเจ้าจากตะวันตกเรียกว่าเป็น “DeepSeek Moment” ของวงการไบโอเทค

ช่วงกลางปีที่แล้วถึงกลางปีนี้ดัชนีหุ้นกลุ่มไบโอเทคในตลาดหลักทรัพย์ Hang Seng ที่ฮ่องกงมูลค่าพุ่งขึ้นไป 60% ขณะที่กลุ่มไบโอเทคใน S&P 500 ของสหรัฐร่วงลงไป 6.5%

จีนยกฐานะเป็นผู้พัฒนาและขายต่อเทคโนโลยีให้บริษัทยาชั้นนำของตะวันตก
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

สหรัฐมองว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีนเป็นภัยคุกคามและการพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนจะกลายเป็นความเสี่ยงทั้งในแง่การรั่วไหลของข้อมูลที่อ่อนไหว และการที่จีนอาจจะเอาสิ่งนี้เป็นอำนาจต่อรองในเวทีการเมืองระดับประเทศ แบบเดียวกับตอนที่จีนจำกัดการสั่งออกแร่หายาก (หรือตอนที่สหรัฐจำกัดการเข้าถึงชิบคอมพิวเตอร์ขั้นสูง)

ช่วงปลายปี 2022 รัฐบาลของไบเดนเริ่มโครงการ National Biotechnology and Biomanufacturing Initiative ลงทุนขั้นต้น 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตสารออกฤทธิ์สำหรับใช้ในงานเภสัชกรรมให้ได้อย่างน้อย 25% ภายในห้าปี เพื่อลดการพึ่งพาของจากจีน

ส่วนรัฐบาลของทรัมป์ก็มีการผลักดัน BIOSECURE ACT ตามที่ได้เล่ามาข้างต้นเพื่อจูงใจให้นักวิจัยและบริษัทอเมริกาถอนตัวจากการร่วมสังฆกรรมค้าขายหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีกับบริษัทจีน

แต่หนึ่งในจุดแข็งของวงการไบโอเทคสหรัฐที่จีนไม่น่าจะเลียนแบบได้ในอนาคตอันใกล้นี้คือการมีตลาดภายในประเทศขนาดมหึมา มูลค่าตลาดเภสัชกรรมในสหรัฐอยู่ที่ราว 4-5 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 50% ของตลาดเภสัชกรรมทั้งโลก ในขณะที่ตลาดเภสัชกรรมในจีนอยู่ที่ราว 7.5% เท่านั้น

ราคายามียี่ห้อในสหรัฐสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกประมาณสี่เท่า และ 75% กำไรจากการค้ายาทั้งโลกอยู่ในสหรัฐ

นอกจากนี้สหรัฐยังมีมาตรฐานทดสอบยาที่เข้มข้นเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกมายาวนาน

ดังนั้นบริษัทยาและไบโอเทคทั้งหลายรวมทั้งจากจีนด้วยต่างอยากจะให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านมาตรฐานและได้วางขายทำกำไรเยอะๆ ในตลาดสหรัฐ

ในทางกลับกันรัฐบาลจีนคุมเข้มเรื่องราคายาภายในประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนชาวจีนเข้าถึงยาได้ในราคาย่อมเยาไม่ต้องจ่ายแพงลิบลิ่วแบบชาวอเมริกัน

แต่นั่นแปลว่าสัดส่วนกำไรที่บริษัทยาจะได้ก็เหลืออยู่นิดเดียวไม่คุ้มค่าเหนื่อย ค่าเสียเวลา และค่าลงทุนทำวิจัยยาวนาน

โมเดลธุรกิจที่รับได้ก็เลยออกมาในรูปแบบที่บริษัทไบโอเทคจีนลงทุนวิจัยและพัฒนายาในประเทศ อาศัยต้นทุนที่ต่ำ คนคุณภาพ ระบบสนับสนุนพร้อม พอได้เทคโนโลยีมาแล้วก็ out license ขายให้กับบริษัทยาอเมริกันหรือยุโรปที่แบรนด์ดังหน่อยและประสบการณ์เยอะในการนำยาออกสู่ตลาดในสหรัฐ

ตลาดยาภายในประเทศของสหรัฐมีมูลค่าสูงกว่าของจีนเกือบเจ็ดเท่า
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

ถ้าสงครามการค้าและเทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์นี้ขาดลง บริษัทไบโอเทคฝั่งจีนก็จะตกที่นั่งลำบากเพราะหาที่ปล่อยสินค้าในราคาเหมาะสมไม่ได้

บริษัทยาอเมริกันและยุโรปก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเวลาที่ยาวขึ้นมาก

สุดท้ายพอราคายาแพง ยาออกตลาดช้าผู้ป่วยผู้บริโภคชาวอเมริกันและยุโรปก็เดือดร้อนไปด้วย

บทเคราะห์จาก National security commission on emerging biotechnology กล่าวว่า อเมริกามีเวลาเพียงสามปีหลังจากนั้นจะหยุดจีนไม่ได้แล้ว ฉากทัศน์ที่อาจะเกิดขึ้นเป็นได้ทั้งการแยกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ หรือปล่อยข้อยกเว้นบางกรณี หรือในที่สุดก็คือแยกจากกันไม่ได้เพราะจะทำให้ทั้งราคา ระยะเวลา จะสูงไปหมดและโอกาสที่ไบโอเทคจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือมวลมนุษย์ชาติก็จะเสียไป

สงครามไบโอเทคระหว่างสองมหาอำนาจจะลงเอยอย่างไร เราคงต้องรอดูกันยาวๆ ครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย
นักวิชาการแนะ ‘2 ยุทธศาสตร์’ กู้ระเบิดเวลา ศก.ไทย!!
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน