ประวัติศาสตร์ไบโอเทคยุคใหม่ของจีน (4)
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ช่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2020 ตอนที่ทั่วโลกถูกโควิด-19 เล่นงานวัคซีนจากจีนหลายพันล้านโดสถูกบริจาคออกไป นอกจากนี้ยังมีมีชุดตรวจ ยาต้านไวรัส ข้อมูลจีโนม ฯลฯ แม้ฝั่งวัคซีนเชื้อตายจากจีนจะยังด้อยกว่า mRNA vaccine ของตะวันตกแต่ก็เป็นครั้งแรกที่จีนได้เล่นบทบาทผู้นำฝ่าวิกฤตสุขภาพในเวทีนานาชาติและผลิตภัณฑ์ไบโอเทคจากจีนถูกนำไปใช้ในสเกลใหญ่
นอกจากเป็นแหล่งผลิตเคมีภัณฑ์ต้นน้ำ กับรับจ้างวิจัยและพัฒนาแล้ว
อีกจุดเด่นของจีนคือการเป็นสถานที่ทดสอบระดับคลินิก (clinical trials) ของงานไบโอเทคสายการแพทย์ เมื่อเทียบกับชาติตะวันตก ต้นทุนการทดสอบฝั่งจีนถูกกว่า คนไข้เรื่องน้อยกว่า
และที่สำคัญคือระบบโรงพยาบาลที่เชื่อมต่อกันหมด มีการจัดการแบบรวมศูนย์กำกับใกล้ชิดโดยรัฐบาล
ช่วงระหว่างปี 2008 – 2024 สัดส่วนการทำ clinical trial ในจีนพุ่งสูงขึ้นจากที่ต่ำเตี้ยใกล้ 0% มาอยู่ที่ราว 30% ของทั้งโลก ใกล้เคียงกับสัดส่วนของสหรัฐที่ 35%
และแซงหน้ายุโรปไปเรียบร้อยแล้ว

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในช่วงไม่กี่มีมานี้ คือการที่บริษัทยาขนาดใหญ่จากโลกตะวันตกเข้าไปช็อบปิ้งซื้อเทคโนโลยีจากจีนมาทำต่อ
เพียงแค่ช่วงครึ่งแรกของปี 2025 มีการดีลการขายเทคโนโลยีด้านไบโอเทค (out licensing) จากบริษัทจีนไปบริษัทอเมริกันถึง 14 ดีล มูลค่ารวมเกือบสองหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
บริษัทตะวันตกที่เราคุ้นชื่ออย่าง Pfizer, Novo Nordic, Merck, AstraZeneca, Bristol Myers Squibb ฯลฯ ต่างก็เคยเป็นลูกค้าเทคโนโลยีจีนกันทั้งนั้น
ประมาณกันว่าเกือบสามในสี่ของบริษัทยาในสหรัฐพึ่งพาบริการหรือเทคโนโลยีจากจีนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ปลายปีที่แล้ว (2024) ยาภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับมะเร็งปอดของ Akeso Biopharma จากจีนเอาชนะยาในตระกูลเดียวกันจาก Merck ของสหรัฐในการทดสอบทางคลินิกเฟสสาม
สื่อใหญ่หลายเจ้าจากตะวันตกเรียกว่าเป็น “DeepSeek Moment” ของวงการไบโอเทค
ช่วงกลางปีที่แล้วถึงกลางปีนี้ดัชนีหุ้นกลุ่มไบโอเทคในตลาดหลักทรัพย์ Hang Seng ที่ฮ่องกงมูลค่าพุ่งขึ้นไป 60% ขณะที่กลุ่มไบโอเทคใน S&P 500 ของสหรัฐร่วงลงไป 6.5%

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
สหรัฐมองว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีนเป็นภัยคุกคามและการพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนจะกลายเป็นความเสี่ยงทั้งในแง่การรั่วไหลของข้อมูลที่อ่อนไหว และการที่จีนอาจจะเอาสิ่งนี้เป็นอำนาจต่อรองในเวทีการเมืองระดับประเทศ แบบเดียวกับตอนที่จีนจำกัดการสั่งออกแร่หายาก (หรือตอนที่สหรัฐจำกัดการเข้าถึงชิบคอมพิวเตอร์ขั้นสูง)
ช่วงปลายปี 2022 รัฐบาลของไบเดนเริ่มโครงการ National Biotechnology and Biomanufacturing Initiative ลงทุนขั้นต้น 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตสารออกฤทธิ์สำหรับใช้ในงานเภสัชกรรมให้ได้อย่างน้อย 25% ภายในห้าปี เพื่อลดการพึ่งพาของจากจีน
ส่วนรัฐบาลของทรัมป์ก็มีการผลักดัน BIOSECURE ACT ตามที่ได้เล่ามาข้างต้นเพื่อจูงใจให้นักวิจัยและบริษัทอเมริกาถอนตัวจากการร่วมสังฆกรรมค้าขายหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีกับบริษัทจีน
แต่หนึ่งในจุดแข็งของวงการไบโอเทคสหรัฐที่จีนไม่น่าจะเลียนแบบได้ในอนาคตอันใกล้นี้คือการมีตลาดภายในประเทศขนาดมหึมา มูลค่าตลาดเภสัชกรรมในสหรัฐอยู่ที่ราว 4-5 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 50% ของตลาดเภสัชกรรมทั้งโลก ในขณะที่ตลาดเภสัชกรรมในจีนอยู่ที่ราว 7.5% เท่านั้น
ราคายามียี่ห้อในสหรัฐสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกประมาณสี่เท่า และ 75% กำไรจากการค้ายาทั้งโลกอยู่ในสหรัฐ
นอกจากนี้สหรัฐยังมีมาตรฐานทดสอบยาที่เข้มข้นเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกมายาวนาน
ดังนั้นบริษัทยาและไบโอเทคทั้งหลายรวมทั้งจากจีนด้วยต่างอยากจะให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านมาตรฐานและได้วางขายทำกำไรเยอะๆ ในตลาดสหรัฐ
ในทางกลับกันรัฐบาลจีนคุมเข้มเรื่องราคายาภายในประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนชาวจีนเข้าถึงยาได้ในราคาย่อมเยาไม่ต้องจ่ายแพงลิบลิ่วแบบชาวอเมริกัน
แต่นั่นแปลว่าสัดส่วนกำไรที่บริษัทยาจะได้ก็เหลืออยู่นิดเดียวไม่คุ้มค่าเหนื่อย ค่าเสียเวลา และค่าลงทุนทำวิจัยยาวนาน
โมเดลธุรกิจที่รับได้ก็เลยออกมาในรูปแบบที่บริษัทไบโอเทคจีนลงทุนวิจัยและพัฒนายาในประเทศ อาศัยต้นทุนที่ต่ำ คนคุณภาพ ระบบสนับสนุนพร้อม พอได้เทคโนโลยีมาแล้วก็ out license ขายให้กับบริษัทยาอเมริกันหรือยุโรปที่แบรนด์ดังหน่อยและประสบการณ์เยอะในการนำยาออกสู่ตลาดในสหรัฐ

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
ถ้าสงครามการค้าและเทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์นี้ขาดลง บริษัทไบโอเทคฝั่งจีนก็จะตกที่นั่งลำบากเพราะหาที่ปล่อยสินค้าในราคาเหมาะสมไม่ได้
บริษัทยาอเมริกันและยุโรปก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเวลาที่ยาวขึ้นมาก
สุดท้ายพอราคายาแพง ยาออกตลาดช้าผู้ป่วยผู้บริโภคชาวอเมริกันและยุโรปก็เดือดร้อนไปด้วย
บทเคราะห์จาก National security commission on emerging biotechnology กล่าวว่า อเมริกามีเวลาเพียงสามปีหลังจากนั้นจะหยุดจีนไม่ได้แล้ว ฉากทัศน์ที่อาจะเกิดขึ้นเป็นได้ทั้งการแยกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ หรือปล่อยข้อยกเว้นบางกรณี หรือในที่สุดก็คือแยกจากกันไม่ได้เพราะจะทำให้ทั้งราคา ระยะเวลา จะสูงไปหมดและโอกาสที่ไบโอเทคจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือมวลมนุษย์ชาติก็จะเสียไป
สงครามไบโอเทคระหว่างสองมหาอำนาจจะลงเอยอย่างไร เราคงต้องรอดูกันยาวๆ ครับ
