สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
นั่งดูความเป็นไปของบ้านเมืองวันนี้ทั้งเศร้าทั้งเซ็งมองไม่เห็นอนาคตอันใกล้จะมีความสดใสสว่างตา ผู้คนยิ้มเริงร่า เพราะหนทางข้างหน้ามีแต่อุปสรรคปัญหาเต็มไปหมดทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา หรือแม้กระทั่งเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่แก้ไม่จบ สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และแม่โขง ปัญหาเกิดขึ้นเกือบปีแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าใครจะช่วยแก้ไขให้ชาวเหนือหมดทุกข์หมดโศก
ขออนุญาตข้ามไปดูบ้านอื่นเมืองกันดีกว่า ที่ออสเตรเลีย มีคดีสิ่งแวดล้อมในรัฐนิวเซาท์เวลส์ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินให้บริษัทจินดาลี โรด ไวน์ ผู้ผลิตไวน์ขาวรายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียเสียค่าปรับข้อหาขโมยน้ำจากแหล่งน้ำชลประทานเป็นเงินทั้งสิ้น 558,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราวๆ 11 ล้านบาท
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมรัฐนิวเซาท์เวลส์พิพากษาว่าบริษัทจินดาลีฯ และนายเดวิด ลิตโตร์ อดีตผู้จัดการกระทำผิดกฎหมายการจัดการน้ำ (Water Management Act) ฐานต่อท่อน้ำเข้าไปดึงน้ำจากแม่น้ำเมอร์เรย์ตั้งอยู่ในเขตเมอร์เรย์-ดาร์ลิ่ง ป้อนใส่ไร่องุ่นจำนวน 50,000 ต้นครอบคลุมพื้นที่ 7,500 ไร่
หน่วยงานกำกับดูแลการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติหรือเอ็นอาร์เออาร์ (Natural Resources Access Regulator – NRAR) ผู้ยื่นฟ้องคดีชี้ว่า ในช่วงระหว่างปี 2559-2562 บริษัทจินดาลีฯ และพวกใช้อุปกรณ์พิเศษที่ควบคุมวาล์วน้ำให้ผ่านมิเตอร์หรือไม่ผ่านมิเตอร์ของเอ็นอาร์เออาร์ซึ่งติดตั้งกับท่อดึงน้ำจากระบบน้ำชลประทานเวสต์เทิร์น เมอร์เรย์ มายังไร่องุ่นเนื้อที่ 7,500 ไร่
คิดเป็นปริมาณน้ำ 365 เมกะลิตรหรือเทียบเท่า 365 ล้านลิตร หรือคิดมูลค่าราว 900,000 ดอลลาร์ (ราว 18 ล้านบาท)
ผู้พิพากษาศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมเห็นว่า บริษัทจินดาลีฯ และพวกจงใจกระทำผิดกฎหมายและพฤติการณ์นี้ทำให้ชุมชนรู้สึกอับอายขายหน้าและเป็นทุกข์มาก จึงสั่งปรับ 877,500 ดอลลาร์
ต่อมา จำเลยทั้งสองขออุทธรณ์ อ้างว่ารู้สึกสำนึกผิดและเป็นความผิดพลาด ศาลอุทธรณ์ยินยอมลดหย่อนค่าปรับให้จ่ายแค่ 558,000 ดอลลาร์ก็ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์
ข่าวการพิพากษาคดีจินดาลีฯ แพร่สะพัด บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าค่าปรับน้อยเกินไปต้องลงโทษให้สาสมกับการกระทำความผิดโดยห้ามบริษัทฯ ใช้น้ำของชลประทานตลอดไป
สำหรับเอ็นอาร์เออาร์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมบริหารจัดการการใช้น้ำสาธารณะและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ให้เกิดความเป็นธรรมเป็นไปตามระเบียบกฎหมายและนโยบายของรัฐ
เอ็นอาร์เออาร์ยังเป็นผู้พิจารณาใบอนุญาตให้กับเอกชนที่ต้องการใช้น้ำ ที่ดิน หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่มีการละเมิด
ก่อนคดี “จินดาลีฯ” มีคดีการแย่งชิงน้ำและขโมยน้ำจากระบบชลประทานในรัฐนิวเซาท์เวลส์หลายครั้ง และเอ็นอาร์เออาร์โชว์ผลงานเข้าตาชาวเมืองอย่างมาก
อย่างเช่นคดี “ปีเตอร์-เจน แฮร์ริส” ชาวไร่ฝ้ายลักลอบดึงน้ำจากแม่น้ำบาร์วอน-ดาร์ลิ่งไปใช้ในไร่ของตัวเองคิดเป็นปริมาณน้ำเกือบๆ 2,000 ล้านลิตรในช่วงเวลาเพียง 6 วัน
จำเลยมีฟาร์มใกล้กับเมืองเบิร์ก รัฐนิวเซาท์เวลส์ ถือใบอนุญาตการใช้น้ำ 40 ใบ ครอบคลุมพื้นที่สูบน้ำ 112 แห่ง อ้างต่อศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมว่า ไม่ทราบข้อกฎหมายที่ระบุปริมาณน้ำในแม่น้ำดาร์ลิ่งจะต้องไม่ต่ำกว่า 4,894 ล้านลิตรต่อวัน
แต่ศาลเห็นว่า จำเลยฝ่าฝืนข้อกฎหมายการจัดการน้ำของรัฐนิวเซาท์เวลส์จึงสั่งปรับนายปีเตอร์ แฮร์ริส 40,000 ดอลลาร์ (ราว 8 แสนบาท) และนางเจน แฮร์ริส 20,000 ดอลลาร์ (4 แสนบาท)

อีกคดี เกิดขึ้นที่เมืองกริฟฟิท รัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อนายดีน ซัลเวสโตร เจ้าของสถานีเก็บกักน้ำระบายน้ำและเจ้าของไร่องุ่น ไร่ฝ้าย ถูกเอ็นอาร์เออาร์ฟ้อง 5 ข้อหา ฐานฝ่าฝืนกฎหมายการจัดการน้ำ
เอ็นอาร์เออาร์ตรวจสอบพบว่า นายซัลเวสโตรติดตั้งเขื่อนกักเก็บน้ำมากเกินกว่ากฎหมายกำหนดคิดเป็นมูลค่าราว 1.1 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 21 ล้านบาท
ศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมรัฐนิวเซาท์เวลส์ พิพากษานายซัลเวสโตรเสียค่าปรับให้กับเอ็นอาร์เออาร์ 156,250 ดอลลาร์ และสั่งจำเลยลงประกาศคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 2 ฉบับ “The Land”และ “The Irrigator” ให้ชุมชนรับรู้ถึงการกระทำผิดและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม
ผู้พิพากษายังระบุอีกว่า การกระทำของนายซัลเวสโตรก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
จะเห็นได้ว่า เอ็นอาร์เออาร์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติของรัฐนิวเซาท์เวลส์ แม้ว่าจะเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2561 แต่สามารถตรวจสอบไต่สวนคดีลักลอบขโมยน้ำได้มากถึง 38 คดี
“ลิซ่า สต็อกลีย์” ผู้อำนวยการสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายของเอ็นอาร์เออาร์คดีลักลอบขโมยน้ำจะต้องลดน้อยลงเพราะได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนในการแจ้งข่าวสารและทางหน่วยงานเองก็ยกระดับการพัฒนาเครื่องมือให้ตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็วทันสมัยมากขึ้นทั้งยังติดตั้งระบบเซนเซอร์สมาร์ตดาต้า
สต็อกลีย์บอกว่า วัตถุประสงค์ของการบังคับใช้กฎหมายนั้น เอ็นอาร์เออาร์ต้องการหยุดยั้งพฤติกรรม และหวังให้ประชาชนทั่วไปปฎิบัติการกฎหมาย ตระหนักถึงผลของการกระทำผิด
“ผู้ใช้น้ำในชุมชนของเราต้องเข้าใจถึงกฎระเบียบที่เหมาะสมและรับรู้ว่าทรัพยากรน้ำมีจำกัดต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน” สต็อกลีย์บอกผ่านสื่อ
การบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างเข้มข้นเช่นนี้ บ้านเราน่าจะเอามาเป็นเยี่ยงอย่างโดยเฉพาะเรื่องของการควบคุมบริหารจัดการน้ำ เพราะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอย่างรวดเร็วรุนแรงมากขึ้นอย่างเช่นเมื่อเกิดภัยแล้ง มีความเสียหายด้านการเกษตร พืชไร่แห้งตายเพราะไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และนำไปสู่การแย่งชิงน้ำ
แนวโน้มโลกในอนาคตมีความไม่แน่นอน การบริหารจัดการเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวด
บ้านเรามีพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ บังคับใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นกฎหมายกลางในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้วยถือว่าทรัพยากรน้ำสาธารณะเป็นแหล่งน้ำที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำคลอง บึง ทะเลสาบ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงต้องจัดสรรการใช้ การพัฒนา บริหารจัดการ ฟื้นฟูอนุรักษ์ และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ในกฎหมายยังระบุถึงภาวะน้ำแล้ง ภาวะน้ำท่วม ปริมาณการไหลของน้ำ ระดับที่เพิ่มและลดลง มีผังน้ำที่แสดงระบบทางน้ำไหลผ่าน เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงทางออก
มีแผนแม่บทกำหนดบริหารทรัพยากรน้ำ มีหน่วยงานควบคุมกำกับน้ำมากมายตั้งแต่ระดับชาติอย่างคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ระดับลุ่มน้ำ และระดับผู้ใช้น้ำ
คณะกรรมการเหล่านี้ทำหน้าที่ทั้งวิจัย ศึกษาข้อมูลวิเคราะห์ ประเมินผลเพื่อบริหารทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
เมื่อมีวิกฤตน้ำ ตามมาตรา 24 ของกฎหมายฉบับนี้ ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ นายกฯ เป็นผู้บัญชาการ
มาในปี 2567 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ สนทช. เสนอใช้กฎกระทรวงภายใต้กฎหมายน้ำอีก 5 ฉบับเพื่อให้การใช้น้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและคิดวางแผนการใช้น้ำอย่างครอบคลุมทั้งระบบ
คำถามก็คือวันที่เกิดมหาอุทกภัย “หาดใหญ่” สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการสูญเสียผู้คนมากถึง 140 คน หรือกรณีเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่เชียงใหม่ น่าน เป็นนัยสำคัญแสดงให้เห็นว่า กฎหมาย “น้ำ” ฉบับนี้อ่อนแอ ใช่หรือไม่?
การบูรณาการหน่วยงานฝ่ายบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นได้เพียงแค่คำสวยหรูที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายใช่หรือไม่?
หรือเป็นเพราะภาวะการนำของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ในภาวะวิกฤตไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง
หากเป็นประเด็นสุดท้าย เมื่อถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ปีหน้า (ไม่รู้ว่าได้เลือกหรือเปล่า?) ชาวบ้านอย่างเราๆ จะเลือกผู้นำคนนี้เป็นนายกฯ คนต่อไปหรือไม่?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
