| การศึกษา
ใกล้สิ้นปีงูเล็ก 2568 เข้ามาทุกที ประเทศไทยเรียกว่าแทบจะเข้าสู่อาการโคม่า 50/50 ทั้งสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงแบบตาไม่กะพริบ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม และสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงด้านการศึกษา เด็กต้องหยุดเรียน เลื่อนสอบ ซ้ำเติมคุณภาพให้ตกต่ำลงยิ่งขึ้น
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและวัตกรรม (อว.) นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์ภาพใหญ่ มีการปรับรัฐมนตรี ศธ. ปีเดียว 5 คน ขณะที่ อว. แม้จะน้อยกว่า แต่ก็เรียกว่าได้ปรับเข้าปรับออกกันทุกรอบ
ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ครูแหม่ม-นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ยอมรับว่า แม้จะได้รับคำสั่งให้ปฏืบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ แต่ก็ส่งผลให้การดำเนินการนโยบายต่างๆ ในส่วนที่ต้องใช้การพิจารณาของรัฐสภามีการสะดุดหรือไปต่อไม่ได้
เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาของ ครม. และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำไปบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เมื่อมีการยุบสภาจึงทำให้ขั้นตอนนี้หยุดชะงักและต้องรอการประชุมสภาในวาระหน้าต่อไป
ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่เคยได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานใน ศธ. ได้มีการลงนาม เพื่อนำเรื่องเหล่านั้นเข้าสู่ ครม.ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่ดิฉันได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เป็นที่เรียบร้อยแล้วคือการปรับแก้ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่ทางโรงเรียนเอกชนสะท้อนกลับมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้เมื่อมีการยุบสภา ก็อยู่ที่การตัดสินใจของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวก็เสียใจ ที่ไม่สามารถผลักดันให้แล้วเสร็จ รวมไปถึงเรื่องของโครงการบ้านพักครู และการจัดตั้งสหกรณ์กลางของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่ต้องรอการตัดสินใจของ สลค.ว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.หรือไม่
แต่ส่วนตัวคาดว่าเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของรัฐบาล แม้ว่าจะมีแหล่งเงินทุนจากธนาคารบางส่วน แต่ก็ยังต้องของบประมาณเพื่อมาชดเชยให้กับธนาคารเพิ่มเติม ก็อาจดำเนินการต่อได้ยาก
อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างๆ ภายใน ศธ.ที่สามารถดำเนินการต่อได้ทันทีก็คือ การปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะและการโยกย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ก็จะได้เห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในรูปแบบคู่มือการขอวิทยฐานะที่มีการปรับปรุงแล้ว
ในส่วนของการเยียวยาสถานศึกษาที่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ และประสบปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ถือเป็นเรื่องที่มีงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจาก ครม. แต่กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน เชื่อว่าทาง สลค.จะนำเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับทราบเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ต่อไป
“ตอนนี้ทุกหน่วยงานใน ศธ.ก็ยังสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้ตามปกติ ส่วนอนาคตหลังการเลือกตั้ง ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องกลับมาที่ ศธ. ขอให้ดูผลของการเลือกตั้งว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ซึ่งคงไม่สามารถไปกำหนดล่วงหน้าได้ ว่าจะเลือกอยู่กระทรวงใด” นางนฤมลกล่าว

ขณะที่ นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางประเทศ โดยเฉพาะในมิติของการศึกษา ส่วนตัวเห็นว่าประชาชนควรใช้โอกาสของการเลือกตั้งครั้งนี้ในการพิจารณาเลือกพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการศึกษาอย่างจริงจัง มีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน และสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาการศึกษาในระยะยาว ไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์หรือระยะสั้น
“รวมถึงควรเป็นพรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอรัฐมนตรีที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ ความเข้าใจในระบบการศึกษา มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และเอาใจใส่ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเข้ามาดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ควรให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการศึกษา นำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ ทั้งในด้านนวัตกรรม องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการศึกษาของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” นายสมพงษ์กล่าว
ส่วนคุณสมบัติรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารงานด้านการศึกษานั้น จำเป็นต้องมีความสามารถในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเต็มศักยภาพ ไม่ควรแก้ไขปัญหาในลักษณะเฉพาะหน้าหรือรายวัน รายสัปดาห์ แต่ต้องมีการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาการศึกษาไทยในระยะยาว ทั้งในส่วน ศธ. และ อว. ซึ่งจากสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่าแทบจะไม่มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ส่งผลให้ภาพรวมของการศึกษาในรอบปีที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะที่เลื่อนลอย ขาดทิศทางที่ชัดเจน และไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้
“ผมอยากให้เหตุการณ์และสถานการณ์ด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นในปีนี้ ถูกนำมาใช้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งในครั้งหน้า เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยต้องได้บุคคลที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง เข้ามาบริหารงานทั้งใน ศธ.และ อว. ไม่ใช่นักการเมืองที่เข้ามาดำรงตำแหน่งจากโควต้าทางการเมืองที่เหลืออยู่”
“ทั้งนี้ ประเด็นที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือการมีนโยบายด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง เนื่องจากหลายพื้นที่ในปัจจุบันมีศักยภาพและความพร้อมในการจัดการศึกษาด้วยตนเองแล้ว” นายสมพงษ์กล่าว และว่า
ผู้ที่เข้ามาบริหารจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของกระทรวง ทำหน้าที่ในลักษณะของผู้สนับสนุน ลดขนาดและบทบาทของกระทรวงลง และมุ่งเน้นการทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย จัดสรรทรัพยากร และติดตามกำกับมาตรฐานคุณภาพการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก
ขณะที่การออกแบบหลักสูตรควรเปิดโอกาสให้มีการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่การศึกษาต่างๆ เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีอิสระ และสอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และความแตกต่างของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง
แม้จะเป็นความหวังที่ริบหรี่ แต่ก็ต้องมองไปข้างหน้า และภาวนาว่า นักการเมืองไทยจะเห็นความสำคัญของการศึกษา เลือกคนที่เหมาะสมมาบริหาร ศธ.และ อว.
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
