Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
2026 กับ AI ที่ไม่ใช่ Chatbot
สามปีที่ผ่านมาเป็นปีของ Chatbot AI อย่างไม่ต้องสงสัย ใครๆ ก็ใช้ AI ตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึง Baby Boomers ทำให้ Chatbot AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่คนในยุคดิจิทัลขาดไม่ได้ไปแล้ว
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะนึกถึง Chatbot AI เวลาพูดถึงเทคโนโลยี AI แต่มันก็ไม่ได้เป็น AI เพียงอย่างเดียวที่มีบทบาทสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายรูปแบบที่ช่วยทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายและสมาร์ตขึ้น และจะเป็นเทคโนโลยีที่ยังน่าจับตามองว่าจะเป็นตัวกำหนดเทรนด์หลักๆ ในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้
เว็บไซต์ PCMag คัดเลือกเทคโนโลยี AI ตัวเด่นๆ ที่แสงสปอตไลต์ยังส่องมาไม่ถึง แต่จะเก่งและมีบทบาทสำคัญอย่างชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า
อย่างแรกก็คือ เทคโนโลยี AI ที่ใช้กับกล้องและการประมวลผลภาพ
ผู้ใช้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ น่าจะคุ้นเคยกับการที่สมาร์ตโฟนของตัวเองฝังความสามารถของ AI ในการจับและประมวลผลภาพกันมาแล้ว AI ในมือถือของเราช่วยทำให้ภาพที่เราถ่ายด้วยกล้องสมาร์ตโฟนออกมาสวยขึ้น ชัดขึ้น หรือเก็บโมเมนต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดได้อย่างฉับไวมากขึ้น
ที่ผ่านมา สมาร์ตโฟนหลายค่ายสามารถถ่ายภาพด้วย burst mode หรือโหมดการถ่ายแบบกดชัตเตอร์รัวมาหลายๆ ภาพ แล้วนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเป็นภาพที่ออกมาดีที่สุด ซึ่งในตอนนี้เมื่อ AI ถูกนำเข้ามาช่วยในการถ่ายภาพโหมดนี้ก็ทำให้ภาพที่ได้จาก burst mode สวยมากขึ้น มันสามารถเลือกภาพที่ดีที่สุดจากบรรดาภาพถ่ายที่เรากดถ่ายมาโดยดูจากความคมชัดของหน้า หรือคัดสรรให้เลยว่าภาพไหนหน้าของทุกคนในภาพพร้อมทั้งหมดแบบที่ไม่มีใครเผลอกะพริบตาหรืออ้าปาก
นอกจากการคัดสรรภาพที่ดีที่สุดให้แล้ว AI ในโทรศัพท์ก็ยังมีฟีเจอร์ที่ซับซ้อนสำหรับการถ่ายภาพมืออาชีพด้วย อย่างการช่วยวิเคราะห์ให้ในเสี้ยววินาทีนั้นว่าแสงแบบไหนจึงจะทำให้ภาพออกมาสวยที่สุด
สมาร์ตโฟนบางรุ่นมาพร้อมความสามารถที่ AI จะช่วยคำนวณให้ได้ว่าจังหวะที่เราถ่ายภาพนั้น ช่วงไหนที่โทรศัพท์นิ่งและเหมาะที่สุดสำหรับการกดชัตเตอร์ ทำให้ได้ภาพที่ออกมาชัดไม่สั่นไหวอีกต่อไป
สรุปก็คือ ในปีหน้าและปีต่อๆ ไป ถึงแม้ฝีมือการถ่ายภาพของเราจะไม่ได้พัฒนาขึ้น แต่ภาพถ่ายจากสมาร์ตโฟนของเราจะออกมาสวยและมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วยตัวของมันเอง
ต่อไป ตามมาด้วย AI นักแปลภาษาที่จะช่วยให้การทำงานของเราราบรื่นและผิดน้อยลง
ทุกวันนี้ เครื่องมือแปลภาษาถูกพัฒนาให้มีความเก่งกาจขึ้น และมันก็ได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ตามแพลตฟอร์มที่เป็นเครื่องมือในการทำงานของเรา ช่วยให้เราสามารถถอดสคริปต์ แปลภาษา หรือใช้เสียงสั่งพิมพ์ได้ไหลลื่น
ใครประชุมออนไลน์บ่อยๆ เครื่องมือ AI หลายตัวก็มีความสามารถในการทำหน้าที่เป็นเลขา จดและสรุปประเด็นสำคัญให้ได้ ไม่ว่าองค์ประชุมจะคุยกันวุ่นวายแค่ไหน แต่มันก็จะสามารถจับใจความสำคัญให้เราได้อย่างไม่ตกหล่น
ที่ว่าเก่งอยู่แล้วก็จะเก่งขึ้นไปได้อีก เพราะ Google กำลังพัฒนา AI ที่นอกจากจะสามารถสรุปประเด็น จดโน้ตต่างๆ ให้แล้ว มันจะยังบอกได้ด้วยว่าคนในที่ประชุมคนไหนมีโทนน้ำเสียงเป็นยังไง แสดงออกทางอารมณ์แบบไหน หรือบรรยากาศในการประชุมเคร่งเครียดหรือไม่
ความดีงามของเทคโนโลยี AI ที่เป็นเครื่องมือแปลภาษาและถอดสคริปต์แบบนี้ก็คือแทนที่เราจะต้องก้มหน้าพิมพ์จดบันทึกโน้ตประเด็นสำคัญๆ จากการประชุม เราสามารถผลักหน้าที่นี้ให้เป็นของ AI แล้วเราก็จะมีเวลาและสมาธิไปกับการตั้งใจฟังเนื้อหาการประชุมได้จริงๆ
หรือในทางกลับกัน บางคนก็อาจจะบอกว่าถ้า AI มันเก่งขนาดนี้เราก็ไม่จำเป็นต้องฟังเนื้อหาการประชุมแล้วหรือเปล่า ค่อยให้มันสรุปให้ตอนจบทีเดียวก็แล้วแต่สไตล์การทำงานของใครของมัน
เทรนด์ของปีหน้าเทรนด์ถัดมาคือ AI ที่จะอยู่บนดีไวซ์ของเราเอง ประมวลผลจบบนดีไวซ์แบบไม่ต้องส่งออกไปขึ้นคลาวด์ที่ไหน
หากคอมพิวเตอร์มี Neural Processing Units หรือ NPUs บิวต์อินมาแล้วก็จะทำให้การประมวลผลของ AI ทำได้เร็วขึ้น ปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องพึ่งเซิฟเวอร์ภายนอก และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงด้วย
พูดถึงผลกระทบที่ AI มีต่อสิ่งแวดล้อม เราอาจจะเคยได้ยินมาว่า AI data center สวาปามไฟฟ้าปริมาณมหาศาลและทิ้งรอยเท้าทางคาร์บอนเอาไว้มากมาย ดังนั้น NPUs ที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิผลจึงจะเป็นเทรนด์สำคัญที่จะช่วยประหยัดพลังงานได้
นอกจากนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ใช้งานฟังก์ชั่น AI ทั่วไปคือไม่สูบแบตเตอรี่ฮวบๆ จนต้องหาที่เสียบชาร์จกันทั้งวี่ทั้งวันกันอีกแล้ว และจะไม่ทำให้ดีไวซ์ร้อนฉ่าเท่าเดิมด้วย
Chatbot AI ครองหน้าสื่อแทบทุกวันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากเรื่องดีๆ อย่างความสามารถที่เก่งกาจของมันแล้ว เรื่องแย่ๆ เองก็ไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นการขโมยผลงานของคนอื่น อย่างการขโมยลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของนักวาดที่เป็นที่รู้จัก ไปจนถึงการให้ข้อมูลผิดๆ ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
แต่จากการคาดการณ์เทรนด์นี้ก็ทำให้เราเห็นว่ายังมี AI อีกหลายรูปแบบที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่เงียบๆ และเป็นประโยชน์ต่อทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของเราจริงๆ
ดังนั้นในปี 2026 จึงพอจะคาดเดาได้ว่าต่อให้เสียงของ Chatbot AI จะไม่ได้เงียบลงไปขนาดนั้น แต่ความสำคัญของ AI ในรูปแบบอื่นๆ จะเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
โดย AI ในทุกรูปแบบก็จะยังคงครองพื้นที่ในชีวิตของเราต่อไป
มติชนเลือกตั้ง69 #เลือกตั้งเลือกอนาคต #มติชนเลือกตั้ง69เลือกตั้งเลือกอนาคต
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
