bg-single

‘ภู กระดาษ’ ไม่เข็ด โดดเข้า 1 ใน 100 ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. ‘ผมมีเป้าหมายใหญ่’

29.12.2025

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

‘ภู กระดาษ’ ไม่เข็ด

โดดเข้า 1 ใน 100 ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน.

‘ผมมีเป้าหมายใหญ่’

ถนัด ธรรมแก้ว คือหนึ่งใน 100 ชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.)

อ่านแล้วอาจไม่คุ้นตา ฟังแล้วอาจไม่คุ้นหู แต่หากเอ่ยนาม ‘ภู กระดาษ’ มวลมหาประชาชนคนคอวรรณกรรมต้องร้องอ๋ออออแบบยาวๆ โดยเป็นที่รู้จักจาก ‘เนรเทศ’ (Exile) หนึ่งในนวนิยายที่ได้รับรางวัล ENGLISH PEN AWARD หนึ่งในองค์กรสิทธิมนุษยชนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการปรากฏกายในฐานะผู้อาสาพัฒนาผ่านการเมืองในระบบรัฐสภา ย้อนหลังไปไม่ไกล ในสนาม ส.ว. เมื่อปี 2567 ภู กระดาษ เคยปรากฏกายโชว์วิสัยทัศน์ วาดหวังนั่งเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา ทว่า ผลออกมาไม่เป็นดังใจหวัง

ก่อนเป็นที่ฮือฮาอีกครั้งในฐานะ ว่าที่ผู้สมัคร ‘หน้าใหม่’

ยืนยัน ไม่เข็ด ไม่หลาบ

ในวัยแตะเลข 5 หมาดๆ ‘ภู กระดาษ’ นักเขียนนวนิยายสะท้อนสังคมและการเมืองชาวศรีสะเกษ ไม่ยอมเนรเทศตัวเองออกจากความคิดที่จะมุ่งสู่ถนนสายการเมืองที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ซ้ำยังมากมายด้วยดราม่าที่อบอวลในบรรยากาศ โดยในทันทีที่ ปชน.ปล่อยโพยรายชื่อว่าที่ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ เนื่องด้วยบางรายนามเคยมีวีรกรรมที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมควรค่าแก่การเป็นตัวแทนประชาชน ทำเอาบางรายถึงขนาด ‘ถอนตัว’ ขณะที่ในปีกแรงงาน ก็มีเสียงวิพากษ์สนั่น เพราะรายหนึ่งเคยเป็นอดีตผู้บริหารแพลตฟอร์มดัง อย่างไลน์แมน ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการคุ้มครองไรเดอร์ ก่อนไม่ผ่านไพรมารีโหวตที่ชลบุรี

จากรอบ ชิง ส.ว. ที่เจ้าตัวย้ำว่า ไม่แข่งยิ่งแพ้ สู่การเลือกตั้ง 2569 ที่เจ้าตัวย้ำว่า พร้อมลุยเต็มที่ เพราะมีเป้าหมายใหญ่ ยังไงก็ ‘ไม่เข็ด’ พร้อมเปิดใจคุยถึงศึกครั้งใหม่นอกสังเวียนน้ำหมึก

: อะไรดลบันดาลให้มุ่งมั่นในสนามการเมืองขนาดนี้?

ประเด็นที่ 1 การเมืองไม่ควรเป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ในการทำให้สังคมพัฒนา การเมืองมันคือพื้นฐานของการพัฒนาประเทศไปสู่สิ่งที่เรามุ่งหวัง เราอยากเป็นแบบไหน ประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้ว มันเริ่มต้นที่การเมืองนี่แหละ

เพราะฉะนั้น ผมตั้งใจเสมอว่าถ้ามีโอกาส อย่าลังเลที่จะเข้าไปช่วยกัน

สิ่งสำคัญที่สุดอีกอันหนึ่งก็คือ อย่าลืมสร้างพื้นที่ สร้างโอกาสให้คนที่เข้าไปไม่ได้

: เรียกได้ว่าไม่เข็ดจากตอน ส.ว. ที่เคยพลาดหวัง?

ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา มีสมหวัง มีผิดหวัง มันคือประสบการณ์ คือบทเรียน คือสิ่งที่เราต้องทบทวนว่าเราพลาดตรงไหน ขาดตรงไหน ต้องเติมอะไร เมื่อเรามีเป้าหมายอยู่แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น เป็นประเทศสำหรับทุกคน การพลาดพลั้ง การแพ้ การชนะ เป็นเรื่องปกติในการลงแข่ง เรามีเป้าหมายใหญ่ ฉะนั้น เลยไม่เข็ด

: พูดได้ไหมว่า ‘ภู กระดาษ’ เป็นตัวแทนหมู่บ้านสายงานวรรณกรรมที่มีผู้ค่อนขอดว่ามักเป็นคอนเซอร์เวทีฟหรือไม่ก็อิกนอแรนซ์ แล้วถ้าได้เป็น ส.ส.นั่งในสภา ลุกอภิปราย ประเด็นไหนที่เตรียมผลักดันเป็นพิเศษ?

(หัวเราะ) ก็ต้องผลักดันด้านหนังสือนี่แหละครับ ทั้งอุตสาหกรรมหนังสือ และภาควัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เรื่องการไม่เป็นแอ๊กทีฟซิติเซน โดยสภาพการณ์มันเป็นแบบนั้น แต่เราจะสร้างมันต่อไปได้อย่างไร ฝั่งอนุรักษนิยมก็เข้มแข็งแหละ เขามีส่วนได้ส่วนเสีย และเล่นการเมืองเป็น แต่ฝั่งเราเองไม่พยายามที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่ ความ Solidarity ไม่ค่อยมี นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมอยากเข้ามาเป็นตัวแทน โดยเสนอตัวเข้าไปในปาร์ตี้ลิสต์ด้วย 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ วัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วงเล็บ หนังสือและการอ่าน อีกประเด็นหนึ่งที่สนใจส่วนตัวคือภาคการเกษตร อาหาร และชนบทของประเทศนี้ เพราะผมทำมาหากินอยู่ในอุตสาหกรรมเกษตรมาตลอดชีวิต และอยู่ในชนบทมาตลอดด้วย มันก็เป็นแรงผลักดัน ผมไม่ได้มีชื่อเสียงด้านนี้ แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจหัวใจของเรื่องนี้

: อุตสาหกรรมหนังสือและสถานการณ์การอ่านของประเทศนี้ยังขาดอะไร และต้องแก้ไขสิ่งใดแบบด่วนๆ?

ตรงๆ เลยก็คือ คนไทยอ่านไหม อ่านแหละ อ่านแน่ๆ แต่อ่านแบบไหน ผมว่าไม่ได้จริงจังและเข้มข้น อุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์ไทยเจอปัญหาคนอ่านหนังสือน้อยลง เพราะมีโซเชียลมีเดีย มีแพลตฟอร์มต่างๆ เข้ามาแย่งเวลาไป

ผมมีแนวนโยบายที่ทำโดยลิสต์ปัญหาไว้ คือ

1. วัฒนธรรมการอ่านที่ยังไม่ลงหลักปักฐาน และไม่หลากหลายด้วย ถ้าเราดูตามงานหนังสือ หมวดหมู่ที่ขายดีคือนิยาย มังงะ ธรรมะ ให้กำลังใจ ฮาวทู มันไม่หลากหลาย

2. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือของคนไทย มันเห็นชัด คนกรุงเทพฯ ที่มีหนังสือ 3 เล่มในครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ 64 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนอีสาน คนเหนือ คนใต้ มีแค่ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ครอบครัวสามารถหาหนังสือให้อ่านได้ 3 เล่ม

พอเหลื่อมล้ำปุ๊บ จึงส่งผลต่อทุกอย่าง สุดท้ายอุตสาหกรรมหนังสือไทยจึงตกต่ำ จากที่เคยมีมูลค่าประมาณ 25,000 ล้าน หรือ 30,000 ล้าน ซึ่งก็น้อยมากๆ ถ้าเทียบกับจำนานประชากร ปัจจุบันเหลือเพียง 17,000 ล้าน ถ้าเทียบกับเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากรน้อยกว่าเราประมาณ 15 ล้านคน แต่มีมูลค่าในอุตสาหกรรมหนังสือประมาณ 170,000 ล้านบาท ห่างกับเราได้อย่างไรถึง 10 เท่า ทั้งที่เขามีประชากรน้อยกว่า นี่ยังไม่ได้เทียบไปถึงญี่ปุ่นที่มีมูลค่าด้านนี้กว่า 230,000 ล้าน แต่ประชากรเขาเยอะกว่าเรา

: ที่บอกว่า อุตสาหกรรมหนังสือตกต่ำลง แต่มหกรรมหนังสือครั้งล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทุบสถิติคนเข้าทะลุ 1.5 ล้าน Gen Z เยอะสุด ช้อปคนละพัน จากปีที่แล้ว 600 ข้อมูลตรงนี้ย้อนแย้งกันไหม?

ต้องดูว่าเพิ่มขึ้นจากอะไรก่อน จากปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกัน การที่เพิ่มแน่ หรือลดแน่ มันไม่ได้บอกอะไรเลย ไม่ได้บอกว่าตกต่ำ หรือดีขึ้น มันบอกแค่ว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้น ที่บอกว่าคนเข้างานวันละเป็นแสน ยอดขาย 474 ล้าน มันไม่ได้บอกอะไร แต่เป็นสัญญาณที่ดีว่าต้องต่อยอดให้ได้

อย่างที่บอกว่า ถ้าเทียบเกาหลีใต้ เรามีศักยภาพจากจำนวนผู้บริโภค คือประชากรที่มากกว่า สามารถขยายออกไปได้อีก แต่ทำไมยังอยู่แค่นี้

: แล้วจะแก้ไขอย่างไรดี ขอวิสัยทัศน์ว่าที่ผู้สมัคร?

ผมกำหนดนโยบายที่จะทำออกมา 3 ด้าน คือ

1. ด้านโครงสร้าง วางรากฐานให้คนรักการอ่าน สร้างระบบและวัฒนธรรมการอ่าน ยังไงก็ต้องตั้ง ‘สำนักหนังสือ’ บริหารในรูปแบบการเลือกแต่ละสาขาอาชีพเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดบริหาร มีวาระแน่นอน สมมุติว่าผมเป็นนักเขียน ก็ลงทะเบียนเป็นนักเขียนในสำนักนี้ มี 1 สิทธิ์ 1 เสียงเหมือนทุกคน แล้วรณรงค์นักเขียนด้วยกันให้เลือกผมเข้าไปเป็นผู้บริหารสำนัก

สำนักนี้มีหน้าที่กำหนด ผลักดันและดำเนินนโยบาย ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ดีกว่าการเอา Stakeholder มานั่งบริหารเหมือนบริษัทเอกชน

2. การทำห้องสมุด ซึ่งต้องมีดีมานด์ ถึงจะเกิดซัพพลาย และจะเป็นช่องทางที่ทำให้คนเข้าถึงหนังสือได้ด้วย ถามว่าจะออกแบบอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ สำนักหนังสือที่มีบอร์ดบริหารนี่แหละ ต้องมากำหนดนโยบาย ว่าจะทำอย่างไรให้มันไม่เป็นห้องสมุดร้าง ให้มีประสิทธิภาพแบบต่างประเทศ อาจจะกำหนดเป็น Co-Working Space เป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะ หรือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้เด็ก ให้พ่อแม่มาใช้บริการ

3. ด้านธุรกิจ สนับสนุน อุดหนุนการจัดพิมพ์ การให้ทุน ให้คูปองกับเด็กในการซื้อหนังสือ ส่วนด้านกฎหมาย ก็ทำ พ.ร.บ.ในการจัดตั้งสำนักหนังสือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับห้องสมุด

: ขอย้อนไปตอนคัดสรร คิดว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองผ่านมาถึง 1 ใน 100 รายชื่อที่ได้ข่าวว่ารอบนี้พรรคประชาชนคัดคนเข้มมาก?

ระบบของพรรคประชาชนรัดกุมขึ้นมากๆ หลังจากเคยผ่านดราม่าต่างๆ นานา ต้องขอบคุณพรรคที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเดินเข้าไปสมัคร คุณไม่ต้องมีอะไรเลย เอาแค่ความสามารถเข้าไปเท่านั้นพอ ขณะที่พรรคอื่น นอกจากความสามารถ อาจต้องบวกปัจจัยอื่นๆ ต้องมีโปรไฟล์ดี มีชื่อเสียง มีเงินทุน มีอะไรต่อมิอะไร แต่ผมเป็นคนธรรมดาที่อาจพอมีชื่อเสียงนิดๆ หน่อยๆ มีความสามารถจากการต่อสู้ดิ้นรนในชีวิต ไม่ใช่ทายาทรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 ของใคร ได้เข้าไปตามระบบ ไปสมัครสมาชิก ไปอบรมหลักสูตรต่างๆ

ผมคิดว่าตัวเองทำเต็มที่ ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะติด 1 ใน 100 แต่เมื่อมีช่องทางเปิดโอกาสให้แล้ว ต้องทำเต็มที่ ไม่ใช่ว่าผมเก่งที่สุด แต่คิดว่าตัวเองเป็น ‘กระบวนกร’ เป็นตัวเชื่อม เป็นผู้อำนวยความสะดวก สามารถเอาคนที่มีความรู้เฉพาะทาง มาร่วมกันทำให้บรรลุเป้าหมายได้

: ตอนทำเฟรมเวิร์กไปเสนอ ได้หารือคนในวงการบ้างไหม?

มีครับ ผมจัดโฟกัสกรุ๊ปเล็กๆ ส่งข้อความหาแต่ละคนในแวดวงที่ผมรู้จัก สนิทสนม และอยากผลักดันด้วยกัน เชิญตัวแทนสำนักพิมพ์ทั้งใหญ่และเล็กมาคุย ห้องสมุด ร้านหนังสือ ผมก็เชิญมาคุย นักเขียนก็เชิญ อุทิศ เหมะมูล เชิญใครต่อใครสิบกว่าคน น้องๆ รุ่นใหม่ กราฟิกดีไซเนอร์ พิสูจน์อักษร บรรณาธิการ เชิญมาหมด โรงพิมพ์ก็เชิญ เราช่วยกันคิด ว่าอยากเห็นอะไร และมีวิธีการอย่างไร คนนอกอุตสาหกรรมผมก็คุย ว่าเขามองเข้ามาอย่างไร

: แวะเรื่องดราม่านิด รอบนี้เปิดรายชื่อปั๊บ ดราม่าปุ๊บ จนมีคนตั้งคำถามเชิงเห็นใจว่า ทำไมโดนพรรคเดียว มองประเด็นนี้อย่างไร?

เฉยๆ มันเป็นเรื่องปกติ ผมคิดว่าพรรคมีระบบ มีวิธีทำงานดีแล้วในแง่ที่มีระบบการคัดกรอง ก็ทำอย่างเต็มที่ที่สุดตามระบบที่วางไว้ การตรวจสอบเป็นหลักพื้นฐานของการทำงานการเมือง ซึ่งพรรคประชาชนก็ยึดหลักนี้อยู่แล้ว เมื่อคุณเสนอสิ่งใดมา เสนอใครมา ย่อมถูกตรวจสอบ ย่อมถูกตั้งคำถาม ย่อมต้องมีการรับผิดชอบ พรรคไม่ได้ซี้ซั้วทำ เขามีกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แบบไม่มีที่ติ มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำคัญที่สุดคือเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร หรือจะรับผิดชอบกันอย่างไร ก็ต้องให้กำลังใจกัน ฝ่าฟันไปด้วยกัน คนที่ถูกดราม่า เขาก็ต้องทบทวน อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้ไปเทียบกับพรรคอื่น ไม่อยากให้คิดว่าทำไมโดนแต่พรรคเรา พรรคอื่นทำไมไม่โดน

: ถ้าสุดท้ายแล้วลำดับที่ได้ มาไม่ถึงชื่อ ‘นายถนัด ธรรมแก้ว’ จะยังไปต่อหรือพอแค่นี้ บนถนนสายการเมือง?

ตราบใดที่ไม่เกิดรัฐประหารก่อน ก็เลือกตั้งกันไปอีก 100 ปีมั้ง จนผมตาย (หัวเราะ) เรามีวาระของตัวเองที่อยากผลักดัน สมมุติว่าลำดับไม่ดี ไม่ได้เข้าไปเป็น ส.ส. ก็ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว และจะค่อยๆ สั่งสม ทำงานในด้านที่ถนัดต่อไป เพราะผมอยากเห็น 2 อย่าง คือ 1. การอ่าน เป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในประเทศไทย คนไทยอ่านหนังสือได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา อยากอ่านก็อ่าน ไม่อยากอ่านก็ไม่ต้องอ่าน แต่มันเป็นวิถีชีวิต เหมือนกินข้าว 2. ผมฝันว่าอุตสาหกรรมหนังสือของไทยจะใหญ่ขึ้น เพราะเป็นพื้นฐานไปสู่การเป็นหนัง เป็นละคร เป็นอะไรต่อมิอะไร

แม้กระทั่งเป็นตัวต่อยอดไปสู่การกำหนดทิศทางของประเทศเมื่อคนมีความคิดจากการเรียนรู้ผ่านหนังสือ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี