คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ อาชญากรรมสงครามในยูเครน (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังเฉลิมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่อย่างมีความสุข แต่สถานการณ์ในยูเครนยังคงวิกฤตหนักจากสงคราม ทำให้ผู้คนยังคงเผชิญความยากลำบาก ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่การสู้รบยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อชีวิตพลเรือน วิกฤตมนุษยธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ประชาชนยูเครนต้องเผชิญภัยหนาว การขาดแคลนอาหาร ยา และทรัพยากรจำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวหน้า
ในปี 2026 ยูเครนเผชิญกับความท้าทายด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สงครามเข้าสู่ปีที่ห้า โดยมีสาเหตุมาจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างไม่หยุดยั้ง การพลัดถิ่นครั้งใหญ่ และข้อจำกัดอย่างมากในการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ
“สันติภาพที่เป็นธรรม” จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน แต่ถูกขัดขวางโดยการสู้รบที่ดำเนินอยู่และการจงใจโจมตีชีวิตพลเรือน

สถานการณ์ในยูเครน
ยูเครนรับมือสงครามด้วยการต่อสู้ป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย และพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรตะวันตก ในขณะที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากประเด็นภายใน
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr.Viktor Semenov) ซึ่งมารับตำแหน่งอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน ปี 2024 ชี้แจงถึงสถานการณ์ในยูเครน
“การรุกรานยูเครนทางทหารเต็มรูปแบบของรัสเซียเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 และดำเนินมาถึงปัจจุบันปี 2026 ก้าวขึ้นสู่ปีที่ห้า แม้จะเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง แต่ยูเครนยังคงแสดงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตย โดยใช้การทหารและอาวุธต่อต้านเพื่อแสวงหา “สันติภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน” สะท้อนถึงความเหนียวแน่นทางจิตใจและความหวังที่จะได้รับเอกราชคืนมา แม้ว่าสถานการณ์จะยังคงซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา”
รัสเซียอ้างว่า เป้าหมายของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ในยูเครนคือการ “ปลดปล่อย” ยูเครนจาก “ลัทธินาซีใหม่ (Neo-Nazism)” และเพื่อ “ป้องกันการขยายตัวของ NATO” ซึ่งรัสเซียมองว่า เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของตนเอง โดยเป้าหมายหลักก็เพื่อหยุดยั้งยูเครนไม่ให้เข้าร่วม NATO และปกป้องประชากรในภูมิภาคตะวันออกของยูเครน
“ท่ามกลางสถานการณ์ในแนวหน้าที่ยังคงตึงเครียดตลอดระยะทาง 1,250 กิโลเมตร ผมขอย้ำว่า แม้รัสเซียจะโฆษณาชวนเชื่ออย่างไรก็ตาม รัสเซียไม่ได้เป็นฝ่ายชนะสงครามนี้ และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ใดๆ ได้เลย
ตามรายงานของกองบัญชาการทหารสูงสุดของเรา ณ กลางเดือนธันวาคม รัสเซียสูญเสียทหารไปเกือบ 1.2 ล้านนาย ทุกเดือนมีทหารรัสเซียเสียชีวิตประมาณ 30,000 นาย แต่เครมลินก็ยังคงสังเวยชีวิตผู้คนต่อไปอย่างไม่ลังเล


การสู้รบที่ดุเดือดที่สุดเกิดขึ้นใกล้เมืองโปครอฟสก์ (Pokrovsk) ในภูมิภาคโดเนตสก์ (Donetsk) สถานการณ์ที่นั่นยังคงยากลำบากเนื่องจากฝ่ายศัตรูกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อแนวป้องกันของเรา อย่างไรก็ตาม กองกำลังของเรากำลังทำการโจมตีตอบโต้ทางยุทธวิธีที่ประสบความสำเร็จ
ในเมืองคูเปียนสค์ (Kupiansk) เราได้ล้อมกองทัพรัสเซียไว้ได้แล้ว แม้ว่าปูตินจะอ้างอย่างผิดๆ ว่าเมืองนี้ถูกยึดไปแล้วก็ตาม
เนื่องจากไม่สามารถบรรลุชัยชนะทางทหารได้ รัสเซียจึงใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธ (Weaponizing Winter) และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างเป็นระบบซึ่งได้ทำลายหรือสร้างความเสียหายให้กับกำลังการผลิตพลังงานของประเทศไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์”
การที่รัสเซียใช้ฤดูหนาวเป็นอาวุธ หรือที่เรียกว่า “นายพลฤดูหนาว” (General Winter) เป็นกลยุทธ์ทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยใช้ได้ผล โดยใช้ประโยชน์จากความหนาวเหน็บรุนแรงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการทำให้กองทัพผู้รุกรานอ่อนล้าและพึ่งพิงระบบส่งกำลังบำรุงที่ยากลำบากในสภาพอากาศโหดร้าย
ทั้งนี้ เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน สร้างความยากลำบากในชีวิตประจำวัน กดดันให้ยูเครนต้องเจรจา และชาติตะวันตกให้ยุติการสนับสนุน โดยหวังว่า ฤดูหนาวจะทำให้การป้องกันของยูเครนอ่อนแอลง และทำให้เกิดความไม่พอใจภายในประเทศ
“คณะผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติสรุปว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเหล่านี้ ละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL)

ในเมืองโอเดสซา ประเทศยูเครน ภาพ – Kateryna Lisunova
สถานการณ์วิกฤตในยูเครนที่พลเรือนอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ ครอบครัวที่มีเด็ก และผู้ป่วยในโรงพยาบาลต้องทนทุกข์ทรมานเผชิญความหนาวเย็นสุดขั้วกับอุณหภูมิติดลบโดยไม่มีไฟฟ้าหรือเครื่องทำความร้อน ซึ่งเป็นการโจมตีโดยจงใจออกแบบมาเพื่อทำลายขวัญกำลังใจ
คนงานด้านพลังงานของยูเครนได้กลายเป็นวีรบุรุษของชาติอย่างแท้จริง พวกเขาต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย ภายใต้สภาพอากาศที่หนาวจัดและอันตรายจากความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีซ้ำๆ ในจุดเดิม
การทำงานของพวกเขาสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำให้ประเทศสามารถดำเนินต่อไปได้ และเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความเสียสละของชาวยูเครน
รัสเซียยังคงยึดครองโรงงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 โรงงานแห่งนี้ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ (Blackout) ครั้งใหญ่ทั้งหมด 12 ครั้ง อุปกรณ์ชำรุด และมีการละเมิดกฎความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในเดือนธันวาคม ส่งผลให้ไฟฟ้าดับทั้งหมด สร้างสภาวะอันตรายที่คุกคามความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของมวลมนุษยชาติ


แม้จะเผชิญสงครามหนักหน่วง ยูเครนยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในความมั่นคงอาหารโลก โดยผลิตน้ำมันดอกทานตะวัน (36%) และข้าวโพด (13%+) ส่งออกเลี้ยงโลก โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกกลาง แต่เกษตรกรต้องทำงานท่ามกลางอันตราย ทั้งการระดมยิง ทุ่นระเบิด และโดรน ทำให้การผลิตและส่งออกหยุดชะงัก กระทบราคาอาหารโลกอย่างมาก
ขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญความยากลำบากจากภัยสงคราม แต่โครงการ “ธัญพืชจากยูเครน” (Grain from Ukraine) ภายใต้การริเริ่มของประธานาธิบดีเซเลนสกีก็ได้ส่งออกธัญพืช 320,000 ตันไปยัง 18 ประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ช่วยบรรเทาความหิวโหยให้กับผู้คน 20 ล้านคน และแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางอาหารโลก”
โครงการธัญพืชจากยูเครน เป็นความคิดริเริ่มสำคัญของประธานาธิบดีเซเลนสกี เพื่อส่งออกธัญพืชจากยูเครนที่ติดค้างจากสงครามไปยังประเทศที่ขาดแคลนโดยมีเป้าหมายช่วยบรรเทาความหิวโหยและเสริมสร้างมั่นคงทางอาหารโลก แม้ว่าเกษตรกรจะลำบาก แต่โครงการนี้ก็ช่วยส่งออกธัญพืชได้หลายแสนตัน (ตัวเลขอาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา) เพื่อช่วยเหลือผู้คนนับสิบล้านคน
แสดงให้เห็นถึงความพยายามของยูเครนในการรักษาเสถียรภาพทางอาหารโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสงคราม



“ความแข็งแกร่งทางทหารของยูเครนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ชัยชนะในสนามรบเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างสถานะของประเทศในการเจรจาที่สำคัญกับพันธมิตรระหว่างประเทศอีกด้วย
ขณะที่กระบวนการเจรจาพัฒนาไป ความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างต่อเนื่องยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้เพื่อแสงสว่างนี้ ไม่ว่าจะผ่านโครงการของสหประชาชาติ ความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาล หรือการบริจาคส่วนบุคคลผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น United24
และเมื่อรัสเซียเห็นว่า โลกรวมใจต่อต้านการรุกรานของตน สงครามครั้งนี้ก็จะจบลงเร็วขึ้น
ความมุ่งมั่นของเรายังคงไม่สั่นคลอน ถึงแม้รัสเซียจะโฆษณาชวนเชื่ออย่างไรก็ตาม เราไม่ได้พ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ ประเทศชาติยังคงปกป้องเสรีภาพ คุ้มครองประชาชน และมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านอาหารของโลก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความกล้าหาญและความสามัคคีสามารถต้านทานการรุกรานที่โหดร้ายที่สุดได้”
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตยูเครน เน้นย้ำว่า
“ชาวยูเครนก็เช่นเดียวกับทุกชาติในโลก จะยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องสิทธิในการดำรงชีวิตบนแผ่นดินของตนเองต่อไป”
สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของยูเครนอย่างแท้จริง เป็นการประกาศเจตนารมณ์ว่า ชาวยูเครนจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชีวิตและแผ่นดินเกิดจากภัยรุกรานของรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ความเสียสละ และความสามัคคี ที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังในการยืนหยัดต่อต้าน
จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
