| การศึกษา
เริ่มต้นศักราชใหม่ 2569 อย่างเป็นทางการ ภาพรวมการศึกษาไทย เรียกได้ว่า ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งส่งผลมาจากปัจจัยทางการเมือง ที่ขาดเสถียรภาพ เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อย นโยบายขาดความต่อเรื่อง
รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม และสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความสูญเสียให้กับคนไทยไม่น้อย
กระทบกันเป็นโดมิโน ทั้งเศรฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงด้านการศึกษา เด็กต้องหยุดเรียน เลื่อนสอบ ซ้ำเติมคุณภาพให้ตกต่ำลงยิ่งขึ้น
ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดงาน “Executive Forum for Fostering Excellence in Education” (การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ) ในรูปแบบการประชุมโต๊ะกลม เพื่อระดมความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาส่งท้ายปลายปียิ่งชี้ชัด
โดยรายงานผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของสถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) ปี 2568 ภาพรวมของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ซึ่งเป็นการลดลง 5 อันดับจากปีก่อน
โดย IMD ได้สะท้อน 5 ช่องว่างหลักของระบบการศึกษาไทย คือ
1. การศึกษากับตลาดแรงงานไม่ตรงกัน
2. นโยบายไม่ต่อเนื่อง-สมรรถนะรัฐไม่พอ
3. ข้อมูลการศึกษาไม่พร้อมแข่งขันโลก
4. ทักษะวัยแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอ่อน
5. ระบบนวัตกรรม-งานวิจัยยังไม่หนุนการศึกษา
ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สกศ. ระบุว่า สาธารณสุขและการศึกษาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ แม้ตัวชี้วัดนี้ภาพรวมของไทยไม่ได้เป็นอันดับสุดท้าย แต่อยู่ในอันดับที่ 30 หรือรองลำดับสุดท้าย โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขและการศึกษา ในตัวชี้วัดของโครงสร้างพื้นฐานก็ยังถือว่ามีคะแนนที่น้อย
ในระยะยาวประเทศไทยอาจจะพัฒนาด้านนี้ได้ไม่ดีมากพอ
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าสนใจคือตลอดสามปีที่ผ่านมาอันดับ ภาพรวมด้านการศึกษาของประเทศไทยมีระดับต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลจะพบว่า อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ในระดับมัธยมศึกษายังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ชี้ให้เห็นว่าจะต้องมุ่งเน้นในการพัฒนาระดับมัธยม อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยมีประชาชนที่รู้หนังสือน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้การพัฒนาประเทศเป็นไปได้ยาก จึงต้องมุ่งเน้นพัฒนาการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องพัฒนาคือ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการปรับปรุงข้อมูลทางการศึกษาให้ถูกต้อง และทันสมัยในระบบฐานข้อมูลทางการศึกษาในระดับนานาชาติ
ฐานข้อมูลสำคัญที่ IMD ให้เป็นข้อมูลหลักในการจัดอันดับทางการศึกษาของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ฐานข้อมูล UIS ขององค์การยูเนสโก และฐานข้อมูล INES ขององค์การ OECD โดยฐานข้อมูล UIS ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการจัดเก็บ ข้อมูลให้มีความครบถ้วนและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลสถิติทางการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น
“ยอมรับว่า ภาคเอกชนยังไม่ยอมรับคุณภาพการศึกษาไทย แม้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจะมีความร่วมมือและโครงการพัฒนาการศึกษากับภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก แต่มุมมองของภาคเอกชนที่มีต่อระบบการศึกษาไทยก็ยังไม่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนที่มีต่อระบบการศึกษาไทย ที่ทุกตัวชี้วัดมีค่าคะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี” “ดังนั้น การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาการศึกษาจึงต้องเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับร่วมให้ความเห็นและร่วมดำเนินการ มาสู่การร่วมกำหนดนโยบายและร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา” นายวีระพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลคะแนนรวมด้านการศึกษาของประเทศไทย จะมีคะแนนรวมอยู่ที่ 37.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลคะแนนในปี 2025 จะพบว่า ประเทศที่มีอันดับต่ำกว่าประเทศไทย อาทิ นามิเบีย (36.5 คะแนน อันดับ 56) มองโกเลีย (35.7 คะแนน อันดับ 57) เปรู (33.5 คะแนน อันดับ 58) มีคะแนนตามหลังประเทศไทยอยู่เพียงเล็กน้อยประมาณ 1-4 คะแนนหากไม่เร่งพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ มีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศเหล่านั้นจะมีอันดับที่ดีกว่าประเทศไทยในปีถัดไป
หากพิจารณาประเทศที่มีอันดับดีกว่าประเทศไทย อาทิ ตุรกี (39.2 คะแนน อันดับ 54) บอตสวานา (39.3 คะแนน อันดับ 53) จอร์แดน (40.9 คะแนน อันดับ 52) ชิลี (41.6 คะแนน อันดับ 51) และบัลแกเลีย (41.9 คะแนน อันดับ 50) ก็มีคะแนนรวมมากกว่าไทยเพียง 1 – 4 คะแนน เป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะมีอันดับที่ดีกว่าประเทศเหล่านั้นเช่นเดียวกัน
ขึ้นอยู่กับแนวทางในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นระบบ…
ขณะที่ภาคเอกชน อย่างนายกิตติ สุขุตมตันติ ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม มองว่า ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นลูกค้าของผลผลิตจากการศึกษาของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมองว่า บุคลากรที่ผลิตขึ้นมายังขาดทักษะที่ต้องใช้ในชีวิตอยู่หลายเรื่อง เช่น การเงิน จริยธรรม การขับรถ เป็นต้น
หลักสูตรที่ใช้เรียนอยู่ในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น หน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องควรจะเพิ่มหลักสูตรที่ทำให้เด็กมีทักษะในการทำงานติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียน ไม่ใช่มาเรียนรู้ในตอนที่ทำงาน และทักษะที่เรียนมาแทบไม่มีประโยชน์ในการทำงาน
“อีกเรื่องที่สำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรมมีการนำข้อมูลของตำแหน่งงานที่ต้องการส่งให้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน อยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระทรวงแรงงานควรจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปส่งต่อให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อให้หน่วยงานการศึกษานำข้อมูลเหล่านี้ส่งต่อให้เด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กกำหนดอนาคตของตนเองได้ดีขึ้น และเห็นว่าถ้าเรียนจบด้านไหนจะมีงานทำ ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมในเรื่องของการได้รับบุคลากรที่ตอบโจทย์ด้วยเช่นกัน” นายกิตติกล่าว
จากข้อมูล ถือเป็นภาพสะท้อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสปีด และคงจะดีไม่น้อย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ดึงอนาคตการศึกษา อนาคตประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เลือกคนเก่ง คนดี มานั่งบริหาร ศธ. และ อว.
