ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ตอนนี้ผมมีเกมประจำตัวอยู่เกมหนึ่ง
ทำงานอะไรก็จะเล่นเกมนี้เป็นประจำ
ผมตั้งชื่อเกมว่า “เกมขอบคุณ”
ถือเป็น KPI ในการทำงานที่สูงกว่าปกติ
ตามปกติเวลาจัดงาน แค่คนชอบหรือประทับใจก็ถือว่าดีแล้ว
แต่ถ้าเราไม่หยุดความพึงพอใจอยู่แค่นี้
ใส่รายละเอียดเข้าไปอีกนิด
“ความสุข” จะขยับเกินระดับ “ความคาดหวัง”
เหมือน “น้ำ” ที่ล้น “เขื่อน”
ถ้าเขื่อนสูง 10 เมตร น้ำไต่ระดับมาจน 9.90 เมตร
แต่ก็อยู่ในระดับ “ความคาดหวัง”
ถ้าเราลงรายละเอียดอีกนิด มันจะเพิ่มระดับน้ำอีกแค่ 20 ซ.ม.
น้อยกว่า 9.90 เมตรมาก
แต่น้ำจะล้นเขื่อน “ความคาดหวัง”
ถึงจุดนี้เมื่อไร คนจะปลื้มปริ่มมาก
และเดินมา “ขอบคุณ”
ในมุมของ “คนทำงาน” ความรู้สึกที่มีคนเดินมา “ขอบคุณ” นั้นดีมากเลยครับ
คิดดูสิครับ เราทำงานที่เขาต้องซื้อบัตร หรือจ่ายเงิน
ไปเอาเงินจากกระเป๋าของเขา
แต่เขาเดินมาขอบคุณเรา
นี่คือ KPI แห่ง “ความสุข” ของคนทำงาน
ผมได้รับความรู้สึกนี้ครั้งแรก ตอนทำงาน Happy Book Day ตะลอนทัวร์ของสำนักพิมพ์มติชน
เป็นงานตระเวนขายหนังสือ พร้อมกับเวทีเสวนา “นักเขียน” และดนตรี
จัดตามมหาวิทยาลัยทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด
เมื่อ 20 กว่าปีก่อน สมัยที่ธุรกิจหนังสือยังเฟื่องฟู
ยุคนั้น “คนอ่าน” มีโอกาสได้เจอ “นักเขียน” น้อยมาก
พอเราจัดงาน Happy Book Day ตะลอนทัวร์ พา “นักเขียน” ไปหา “คนอ่าน”
ใน กทม.ยังไม่เท่าไร
เพราะมีงานสัปดาห์หนังสือและมหกรรมหนังสือที่จะได้เจอ “นักเขียน”
แต่ในต่างจังหวัด เขามีโอกาสเจอ “นักเขียน” น้อยมาก
บางคนตามอ่านหนังสือมาเป็นสิบๆ ปี
งาน Happy Book Day ตะลอนทัวร์ ทำให้เขาได้เจอ “นักเขียน” ในดวงใจ
ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีแฟนหนังสือบางคนมางานเกือบทุกวัน
นอกจากเดินดูหนังสือ นั่งฟังเสวนา คุยกับนักเขียนแล้ว
เขาจะเดินมาถามผมทุกวัน
ขายดีไหม
วันนี้ขายได้เท่าไร
รู้ไหมครับว่าทำไม
เขากลัวสำนักพิมพ์ขายหนังสือได้น้อย ขาดทุน
ปีหน้าจะไม่มาอีก
และเมื่อจบงาน เขาเดินมาขอบคุณผมที่จัดงานนี้ขึ้นมา
สำหรับหนอนหนังสือ มันเป็นงานที่เขาใฝ่ฝันมานาน
ได้ซื้อหนังสือราคาถูก
และได้เจอนักเขียนตัวเป็นๆ
ความรู้สึกจากที่ได้รับ “คำขอบคุณ” ครั้งนั้น
กลายเป็นความประทับใจที่ไม่เคยลืม
ผมตระเวนไปทุกจังหวัด ก็ได้รับคำขอบคุณแบบนี้เรื่อยมา
จนวันหนึ่งไปทำหลักสูตร ABC กับ “โจ้” ธนา เธียรอัจฉริยะ
และ “พี่เน่ง” ดร.รัชนีพร พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม
เราใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ติดต่อวิทยากรมาบรรยาย หรืองานปาร์ตี้ตอนกลางคืน
แต่ทำ ABC เป็นเหมือนการเดินทางของประสบการณ์ใหม่ๆ
บริหาร “มวลอารมณ์” ของนักเรียนตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย
เก็บรายละเอียดทุกเม็ด
ทำจนนักเรียนที่ล้วนแต่เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงสงสัยว่าทำแบบนี้มีกำไรหรือ
เพราะใส่เต็มทุกเรื่อง
วันจบจะมีคนเดินมาขอบคุณผม โจ้ และพี่เน่งทุกรุ่น
แบบนี้ถือว่าผ่าน KPI ส่วนตัว
พอมาทำหลักสูตร V.A.I.P. ที่สอนเรื่อง AI ให้ “ผู้ใหญ่”
ผมโง่มากเรื่อง AI แต่รู้จักคน Gen X และ Baby Boomer ดีมาก
ส่วนอาจารย์อ้น” เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง AI แต่เขาไม่เข้าใจจังหวะของ “รุ่นใหญ่”
“ผู้ใหญ่” ยุคนี้ยังแสวงหาความรู้ใหม่ๆ
เพียงแต่เขาต้องการหลักสูตรที่สอดคล้องกับจังหวะของตัวเอง
หลักสูตร AI ทั่วไปจะสอนเร็ว
แต่ V.A.I.P. เป็นการสอนแบบช้าๆ
ส่วนมหาวิทยาลัยศรีปทุมนอกจากมีความพร้อมเรื่องสถานที่
เขายังมีกองทัพนักศึกษาจำนวนมาก
เราจึงมีน้อง TA 20 คน คอยช่วยเหลือ
เก็บรายละเอียดทุกอย่าง
เข้าใจว่า “รุ่นใหญ่” ต้องการอะไร
เพิ่มน้ำอีก 20 ซ.ม.
“ความพอใจ” ก็จะล้นเกินเขื่อน “ความคาดหวัง”
จบคอร์สจึงมีคนเดินมา “ขอบคุณ” เช่นเดิม
Wednesday Song คอนเสิร์ตคืนวันพุธที่เรียบง่ายแต่มีดีไซน์ก็เช่นกัน
พอเจาะหาคนที่อยากดูคอนเสิร์ตแบบง่ายๆ
และมี “เรื่องเล่า” ในช่วงเพลย์ลิสต์ที่มากกว่าการฟังเพลงทั่วไป
เก็บรายละเอียดเล็กๆ สร้างบรรยากาศที่ทำให้เกิด Magic Moment ขึ้นมา
หรือมีร้านอาหารอร่อยๆ ขายหน้างาน
กินแบบง่ายๆ ก่อนดูคอนเสิร์ต
เพราะรู้ว่าเดินทางตอนเย็น รถติด ยังไม่ได้กินข้าวกัน
ดูคอนเสิร์ตตอนท้องหิว
ฟังเพลงอย่างไรก็ไม่เพราะ
ครับ มีคนเดินมา “ขอบคุณ” เยอะมาก
Wednesday Song ครั้งสุดท้ายของปี มีคนเดินมาคุยและบอกว่าให้จัดอีก
อย่าเพิ่งเลิกนะ
ล่าสุด ผมไปช่วย “สุพจน์” เพื่อนผมจัดงาน Sunday Lunch & Live ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง แจ้งวัฒนะ
คอนเสิร์ตกลางวันวันอาทิตย์
ฉีกจากกฎเดิมๆ ของการจัดคอนเสิร์ต ด้วยความเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากไปดูคอนเสิร์ตตอนดึก
งานนี้ได้กินอาหารอร่อยๆ และดูศิลปินที่ชอบ
เหมือนเดิมครับ
เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ตอนกินอาหาร ไม่เปิดเพลงดังๆ
เพราะผมคิดว่าครอบครัว หรือเพื่อนเก่าที่นัดกันมาคงอยากคุยกัน
ไม่อยากให้มีเสียงเพลงดังๆ มารบกวน
คนที่มางานชอบกันมาก โดยเฉพาะ “รุ่นใหญ่” ที่หัวใจยังชอบดูคอนเสิร์ตอยู่
ครั้งล่าสุด ผมเติมเรื่อง “ช่างภาพ” เข้าไป
เรามีช่างภาพมืออาชีพ พร้อมกล้องใหญ่ไปถ่ายรูปตามโต๊ะต่างๆ
พอจบงานก็ให้ทุกคนสแกนคิวอาร์โค้ด เข้าไปที่คลังภาพ
แต่ไม่ได้เห็นทุกภาพ เพราะรักษาความเป็นส่วนตัวของคนอื่น
ให้สแกนหน้าตัวเองในแอพพ์ ก็จะได้รูปสวยๆ ของตัวเองและเพื่อนในโต๊ะ
ถือเป็น 1 ใน “ความทรงจำ” ที่งดงาม
เหมือนเดิมครับ คนชอบงานนี้มาก
มี “ผู้ใหญ่” หลายคนเดินมา “ขอบคุณ” ที่จัดงานนี้ขึ้นมา
แต่มีคนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก
ผมถามท่านว่าชอบอะไรในงานนี้มากที่สุด
เขาบอกว่าชอบช่วงเวลาที่กินข้าว และไม่เปิดเพลง
เพราะนานๆ จะได้กินข้าวกับลูกหลาน
อยากคุยกันนานๆ
“ชอบช่วงเวลานี้มากที่สุด”
ตอนที่คิดเรื่องนี้ก็ “คาดหวัง” ประมาณนี้
แต่พอเจอประโยคนี้เข้าไป
เหมือนน้ำ 20 ซ.ม.ที่ล้นเขื่อนเลยครับ
เกิน “ความคาดหวัง” ที่คิดไว้
เป็นรายละเอียดยิ่งกว่ารายละเอียด
