‘พระนางพญา’ เบญจภาคี จากพิษณุโลกถึงสุโขทัย ‘กรุโรงทอ-เสน่ห์จันทร์’
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
จ.พิษณุโลก เป็นเมืองโบราณเก่าแก่สืบต่อกันมายาวนาน วัดเก่าแก่มีอยู่มากมายและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยถึงกรุงศรีอยุธยา
พระเครื่องเก่าแก่มีอยู่หลายกรุหลายวัด และมีชื่อเสียงมาก คือ พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก
เป็นพระที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพระกรุที่มีชื่อว่า พระนางพญา และได้รับการจัดให้มาอยู่ในพระชุดเบญจภาคี
มีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ พระที่มีชื่อว่าพระนางพญาก็มีอยู่หลายกรุ
หนึ่งในนั้นคือ พระนางพญากรุวัดโพธิ์ หรือที่ปัจจุบันมักเรียกว่า “กรุโรงทอ”

วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ใต้โรงทอผ้าไทยลงมาเล็กน้อย ตรงข้ามกับบริเวณที่ตั้งของกรมทหาร โบราณสถานของวัดนี้ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ซากฐานของพระเจดีย์เป็นกองอิฐ ซึ่งบางแห่งเป็นเนินอิฐที่มีแต่พงหญ้าและเถาวัลย์ปกคลุม แทบมองไม่ออกว่าเป็นฐานเจดีย์ สิ่งที่เห็นเรียบร้อยเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง
พระเครื่องของกรุวัดโพธิ์ (โรงทอ) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ก็เมื่อทางการได้สร้างโรงทอผ้าไทย มีการปรับพื้นที่บริเวณวัดโพธิ์ ได้มีการขุดพบพระเครื่องที่บริเวณนี้ เช่น พระนางพญาเนื้อดินเผา พุทธลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายคลึงกับพระนางพญา กรุวัดนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ พระนางพญากรุโรงทอ มีอยู่สองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู
จากการพบพระเครื่อง เนื่องในการสร้างโรงทอผ้าไทยนี้เองจึงมีคนที่เรียกชื่อพระกรุนี้ว่า “กรุโรงทอ” และในปัจจุบันมักเรียกพระกรุนี้ว่า “กรุโรงทอ” เป็นส่วนใหญ่
พระนางพญากรุโรงทอ เป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งเนื้อดินละเอียดและเนื้อหยาบ (แก่กรวด) จากพุทธลักษณะ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในยุคเดียวกันกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือ สร้างในยุคกรุงศรีอยุธยา พุทธคุณเฉกเช่นเดียวกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือดีทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดและโภคทรัพย์
ปัจจุบันพระนางพญา กรุโรงทอนี้ค่อนข้างหาแท้ยากเช่นกัน โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่มีหู เรื่องของปลอมเลียนแบบมีมานานแล้ว ทั้งพิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู

ขอกล่าวถึงพระนางพญาอีกสกุลหนึ่ง คือ “พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ จ.สุโขทัย” ซึ่งเป็นพระกรุที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พระนางพญาเสน่ห์จันทร์เป็นพระที่มีพุทธลักษณะสวยงามแบบศิลปะสุโขทัย
ถูกขุดพบโดยบังเอิญ เนื่องจากกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 เรื่อยมา จนถึงปลายปี พ.ศ.2502 เมื่อขุดแต่งบริเวณฐานขององค์พระเจดีย์วัดต้นจันทร์หรือวัดราวต้นจันทร์ พบพระเครื่องนางพญาเสน่ห์จันทร์ และพบอีกที่วัดตาเถรขึงหนัง หรือวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม ซึ่งทั้ง 2 วัดมีอาณาเขตติดต่อกัน
ทั้ง 2 วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ก่อนที่จะพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ ในปี พ.ศ.2499 กรมศิลปากรขุดพบหลักศิลาจารึกหลักหนึ่ง ฝังจมดินอยู่บริเวณวัดตาเถรขึงหนัง
ศิลาจารึกหลักนี้ เป็นหินชนวนสีเขียวชำรุดหักครึ่ง โดยเหลือแต่เพียงท่อนบนเท่านั้น จารึกเป็นภาษามคธและภาษาไทย ข้อความที่ศิลาจารึกก็พอแปลความสรุปได้ว่า วัดนี้ในสมัยสุโขทัย มีนามว่า “วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” สร้างเมื่อ พ.ศ.1943 ตรงกับสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไทย) และพระราชชนนีศรีธรรมราชมารดา เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น โดยโปรดให้ไปอาราธนาสมเด็จพระมหาศรีกิตติ ซึ่งเป็นพระสังฆราชจากเมืองกำแพงเพชร เพื่อเป็นประธานในการสร้าง
พระอาวาสอาสน์อันดีมีชื่อ “ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” ตามนามพระสังฆราชพระองค์นั้น
การขุดพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ในครั้งนั้น พบที่วัดต้นจันทร์ก่อน ขณะที่ทางการขุดลงไปในองค์พระเจดีย์และเปิดกรุที่บรรจุพระเครื่องต่างก็พากันตะลึงงัน เนื่องจากคนที่ลงไปในกรุเล่าว่า รู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ รู้สึกชุ่มชื่นอย่างประหลาด เพราะภายในกรุ่นไปด้วยกลิ่นแป้งร่ำกระแจะจันทน์
จึงอาจสันนิษฐานว่าสมัยนั้น เมื่อสร้างเสร็จแล้วนำมาบรรจุกรุพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ คงถูกประพรมด้วยของหอมนานาชนิดไว้อย่างมากมาย เหตุนี้จึงมีกลิ่นหอมอบอวลดังกล่าว คงจะมาจากเรื่องราวของการเปิดกรุที่มีกลิ่นหอม ทางการจึงตั้งชื่อว่านางพญาเสน่ห์จันทร์
ต่อมา มีการเปิดกรุเจดีย์ของวัดตาเถรขึงหนังอีก ก็ยังพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์บรรจุอยู่ในกรุนี้ด้วยปะปนกับพระเครื่องชนิดอื่นๆ มากมาย
ภายในกรุแบ่งออกเป็นห้องๆ มี 8 ห้อง มีพระเครื่องนางพญาเสน่ห์จันทร์เป็นพื้น
พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ของทั้งสองกรุมีพุทธลักษณะคล้ายกันมาก ที่สังเกตง่ายๆ คือ ของกรุวัดต้นจันทร์จะมีเส้นคล้ายเส้นจีวร อยู่ที่ใต้แขนด้านซ้ายมือขององค์พระ ตั้งแต่ข้อมือซ้ายยาวขนานกับท่อนแขนเลยข้อศอกซ้ายเล็กน้อย
ส่วนพระของกรุวัดตาเถรขึงหนังจะไม่มีเส้นนี้ พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ที่พบจะเป็นพระเนื้อดินเผา เนื้อละเอียดแต่ตัวเนื้อจะไม่ค่อยแน่นสักเท่าไร พระทั้งสองกรุจะปรากฏคราบกรุเป็นฝ้าบางๆ สีนวลจับอยู่เกือบทั้งองค์พระ โดยเฉพาะตามซอกแขน คราบกรุนี้จะจับฝังแน่นกับผิวของพระ
ในปี พ.ศ.2503 กรมศิลปากรได้นำพระนางพญาเสน่ห์จันทร์มาให้ประชาชนเช่าบูชา เนื่องจากพระที่พบมีจำนวนมากทั้งสองกรุ และเพื่อนำเงินไปเป็นปัจจัยในการบูรณะโบราณสถานต่อไป
อีกทั้งพุทธคุณที่ปรากฏ จึงทำให้พระนางพญาเสน่ห์จันทร์หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน สนนราคาค่อนข้างสูง และของปลอมเลียนแบบก็มีมากตามมาเช่นกัน
