bg-single

‘พระนางพญา’ เบญจภาคี จากพิษณุโลกถึงสุโขทัย ‘กรุโรงทอ-เสน่ห์จันทร์’

11.01.2026

โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ

[email protected]

จ.พิษณุโลก เป็นเมืองโบราณเก่าแก่สืบต่อกันมายาวนาน วัดเก่าแก่มีอยู่มากมายและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยถึงกรุงศรีอยุธยา

พระเครื่องเก่าแก่มีอยู่หลายกรุหลายวัด และมีชื่อเสียงมาก คือ พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

เป็นพระที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพระกรุที่มีชื่อว่า พระนางพญา และได้รับการจัดให้มาอยู่ในพระชุดเบญจภาคี

มีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ พระที่มีชื่อว่าพระนางพญาก็มีอยู่หลายกรุ

หนึ่งในนั้นคือ พระนางพญากรุวัดโพธิ์ หรือที่ปัจจุบันมักเรียกว่า “กรุโรงทอ”

พระนางพญากรุโรงทอ

วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ใต้โรงทอผ้าไทยลงมาเล็กน้อย ตรงข้ามกับบริเวณที่ตั้งของกรมทหาร โบราณสถานของวัดนี้ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ซากฐานของพระเจดีย์เป็นกองอิฐ ซึ่งบางแห่งเป็นเนินอิฐที่มีแต่พงหญ้าและเถาวัลย์ปกคลุม แทบมองไม่ออกว่าเป็นฐานเจดีย์ สิ่งที่เห็นเรียบร้อยเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง

พระเครื่องของกรุวัดโพธิ์ (โรงทอ) เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ก็เมื่อทางการได้สร้างโรงทอผ้าไทย มีการปรับพื้นที่บริเวณวัดโพธิ์ ได้มีการขุดพบพระเครื่องที่บริเวณนี้ เช่น พระนางพญาเนื้อดินเผา พุทธลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายคลึงกับพระนางพญา กรุวัดนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ พระนางพญากรุโรงทอ มีอยู่สองพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู

จากการพบพระเครื่อง เนื่องในการสร้างโรงทอผ้าไทยนี้เองจึงมีคนที่เรียกชื่อพระกรุนี้ว่า “กรุโรงทอ” และในปัจจุบันมักเรียกพระกรุนี้ว่า “กรุโรงทอ” เป็นส่วนใหญ่

พระนางพญากรุโรงทอ เป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งเนื้อดินละเอียดและเนื้อหยาบ (แก่กรวด) จากพุทธลักษณะ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในยุคเดียวกันกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือ สร้างในยุคกรุงศรีอยุธยา พุทธคุณเฉกเช่นเดียวกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา คือดีทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดและโภคทรัพย์

ปัจจุบันพระนางพญา กรุโรงทอนี้ค่อนข้างหาแท้ยากเช่นกัน โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่มีหู เรื่องของปลอมเลียนแบบมีมานานแล้ว ทั้งพิมพ์ใหญ่มีหู และพิมพ์เล็กไม่มีหู

พระนางพญาเสน่ห์จันทร์

ขอกล่าวถึงพระนางพญาอีกสกุลหนึ่ง คือ “พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ จ.สุโขทัย” ซึ่งเป็นพระกรุที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พระนางพญาเสน่ห์จันทร์เป็นพระที่มีพุทธลักษณะสวยงามแบบศิลปะสุโขทัย

ถูกขุดพบโดยบังเอิญ เนื่องจากกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2496 เรื่อยมา จนถึงปลายปี พ.ศ.2502 เมื่อขุดแต่งบริเวณฐานขององค์พระเจดีย์วัดต้นจันทร์หรือวัดราวต้นจันทร์ พบพระเครื่องนางพญาเสน่ห์จันทร์ และพบอีกที่วัดตาเถรขึงหนัง หรือวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม ซึ่งทั้ง 2 วัดมีอาณาเขตติดต่อกัน

ทั้ง 2 วัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ก่อนที่จะพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ ในปี พ.ศ.2499 กรมศิลปากรขุดพบหลักศิลาจารึกหลักหนึ่ง ฝังจมดินอยู่บริเวณวัดตาเถรขึงหนัง

ศิลาจารึกหลักนี้ เป็นหินชนวนสีเขียวชำรุดหักครึ่ง โดยเหลือแต่เพียงท่อนบนเท่านั้น จารึกเป็นภาษามคธและภาษาไทย ข้อความที่ศิลาจารึกก็พอแปลความสรุปได้ว่า วัดนี้ในสมัยสุโขทัย มีนามว่า “วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” สร้างเมื่อ พ.ศ.1943 ตรงกับสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสยลือไทย) และพระราชชนนีศรีธรรมราชมารดา เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น โดยโปรดให้ไปอาราธนาสมเด็จพระมหาศรีกิตติ ซึ่งเป็นพระสังฆราชจากเมืองกำแพงเพชร เพื่อเป็นประธานในการสร้าง

พระอาวาสอาสน์อันดีมีชื่อ “ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” ตามนามพระสังฆราชพระองค์นั้น

การขุดพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ในครั้งนั้น พบที่วัดต้นจันทร์ก่อน ขณะที่ทางการขุดลงไปในองค์พระเจดีย์และเปิดกรุที่บรรจุพระเครื่องต่างก็พากันตะลึงงัน เนื่องจากคนที่ลงไปในกรุเล่าว่า รู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ รู้สึกชุ่มชื่นอย่างประหลาด เพราะภายในกรุ่นไปด้วยกลิ่นแป้งร่ำกระแจะจันทน์

จึงอาจสันนิษฐานว่าสมัยนั้น เมื่อสร้างเสร็จแล้วนำมาบรรจุกรุพระนางพญาเสน่ห์จันทร์ คงถูกประพรมด้วยของหอมนานาชนิดไว้อย่างมากมาย เหตุนี้จึงมีกลิ่นหอมอบอวลดังกล่าว คงจะมาจากเรื่องราวของการเปิดกรุที่มีกลิ่นหอม ทางการจึงตั้งชื่อว่านางพญาเสน่ห์จันทร์

ต่อมา มีการเปิดกรุเจดีย์ของวัดตาเถรขึงหนังอีก ก็ยังพบพระนางพญาเสน่ห์จันทร์บรรจุอยู่ในกรุนี้ด้วยปะปนกับพระเครื่องชนิดอื่นๆ มากมาย

ภายในกรุแบ่งออกเป็นห้องๆ มี 8 ห้อง มีพระเครื่องนางพญาเสน่ห์จันทร์เป็นพื้น

พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ของทั้งสองกรุมีพุทธลักษณะคล้ายกันมาก ที่สังเกตง่ายๆ คือ ของกรุวัดต้นจันทร์จะมีเส้นคล้ายเส้นจีวร อยู่ที่ใต้แขนด้านซ้ายมือขององค์พระ ตั้งแต่ข้อมือซ้ายยาวขนานกับท่อนแขนเลยข้อศอกซ้ายเล็กน้อย

ส่วนพระของกรุวัดตาเถรขึงหนังจะไม่มีเส้นนี้ พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ที่พบจะเป็นพระเนื้อดินเผา เนื้อละเอียดแต่ตัวเนื้อจะไม่ค่อยแน่นสักเท่าไร พระทั้งสองกรุจะปรากฏคราบกรุเป็นฝ้าบางๆ สีนวลจับอยู่เกือบทั้งองค์พระ โดยเฉพาะตามซอกแขน คราบกรุนี้จะจับฝังแน่นกับผิวของพระ

ในปี พ.ศ.2503 กรมศิลปากรได้นำพระนางพญาเสน่ห์จันทร์มาให้ประชาชนเช่าบูชา เนื่องจากพระที่พบมีจำนวนมากทั้งสองกรุ และเพื่อนำเงินไปเป็นปัจจัยในการบูรณะโบราณสถานต่อไป

อีกทั้งพุทธคุณที่ปรากฏ จึงทำให้พระนางพญาเสน่ห์จันทร์หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน สนนราคาค่อนข้างสูง และของปลอมเลียนแบบก็มีมากตามมาเช่นกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน