เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ ‘ลานีญา’ และ ‘เฟสเป็นกลาง’ (2)
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
ในบทความตอนแรก ได้เล่าเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO)
ซึ่งหมายถึง เอลนีโญ ลานีญา และเฟสเป็นกลางไปบางส่วนแล้ว
คราวนี้มาดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันต่อ
10 : เอลนีโญและลานีญา เกิดบ่อยแค่ไหน?
ตอบ : โดยทั่วไปแล้ว เอลนีโญหรือลานีญาจะเกิดทุก 2-7 ปี (ประมาณทุก 4 ปี)
และมักจะคงอยู่ต่อเนื่องราว 9-12 เดือน
แต่บางครั้งอาจยาวนานถึง 18 เดือน โดยมีลักษณะการแกว่งสลับเฟสหรือเกิดซ้ำเฟสเดิมผ่านช่วงสภาวะเป็นกลาง
เช่น เอลนีโญ-เฟสเป็นกลาง-ลานีญา
หรือ เอลนีโญ-เฟสเป็นกลาง-เอลนีโญ
หรือ ลานีญา-เฟสเป็นกลาง-ลานีญา
11 : การเกิดปรากฏการณ์ลานีญาต่อเนื่อง 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง เป็นอย่างไร?
ตอบ : ในกรณีที่เกิดลานีญาตามด้วยเฟสปกติแล้วเกิดลานีญาซ้ำอีกครั้ง จะเรียกว่าการเกิดลานีญาแบบสองครั้ง หรือ double-dip La Nina ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นระยะ
อย่างไรก็ตาม มีกรณีพิเศษคือ การเกิดลานีญาต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง เรียกว่า triple-dip La Nina ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี ค.ศ.1973-1976, ช่วงปี ค.ศ.1998-2001 และช่วงเดือนกันยายน ค.ศ.2020 ถึงต้นปี ค.ศ.2023
ทั้งนี้ หากใช้เกณฑ์ของ Bureau of Meteorology (BOM) ซึ่งเป็นสถาบันทางด้านอุตุนิยมวิทยาของประเทศออสเตรเลีย จะมีการนับรวมช่วงปี ค.ศ.1954-1957 ว่าเป็นสภาวะลานีญาต่อเนื่อง 3 ครั้งด้วยเช่นกัน
12 : นักวิทยาศาสตร์สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์เอนโซล่วงหน้าได้หรือไม่?
ตอบ : ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ใช้แนวทางการพยากรณ์แบบบูรณาการ โดยอาศัยเครื่องมือและข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ดังนี้
กลไกและเครื่องมือในการพยากรณ์ ในการคาดการณ์สภาวะบรรยากาศและมหาสมุทร นักวิทยาศาสตร์เลือกใช้แบบจำลองเชื่อมโยงมหาสมุทร-บรรยากาศ (Coupled Ocean-Atmosphere Models) ซึ่งประมวลผลโดยอาศัยสมการฟิสิกส์ที่ซับซ้อนเพื่อจำลองปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองระบบ โดยมีการอัพเดตข้อมูลจากการสังเกตการณ์ล่าสุด เพื่อวิเคราะห์กระบวนการถ่ายเทความร้อนและโมเมนตัมระหว่างผิวน้ำกับชั้นบรรยากาศ ควบคู่ไปกับแบบจำลองเชิงสถิติ (Statistical Models) ที่เน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ของดัชนีภูมิอากาศ เพื่อระบุแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เครือข่ายข้อมูลสังเกตการณ์และดัชนีชี้วัด กระบวนการพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากเครือข่ายสถานีตรวจอากาศและทุ่นลอยในมหาสมุทร เช่น โครงการ TAO/TRITON และข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อตรวจวัดตัวแปรหลักอันประกอบด้วย อุณหภูมิผิวน้ำทะเล (Sea Surface Temperature, SST) ความเร็วและทิศทางของกระแสลมค้า (Trade Winds) รวมถึงความลึกของชั้นเทอร์โมไคลน์ (Thermocline Depth) ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนถึงการสะสมพลังงานความร้อนใต้ผิวมหาสมุทร อันเป็นปัจจัยหลักในการก่อตัวของปรากฏการณ์เอนโซ
ขีดความสามารถและข้อจำกัดด้านเวลา สำหรับการพยากรณ์ล่วงหน้า (Lead Time) โดยทั่วไปสามารถดำเนินการได้ในช่วง 6 ถึง 12 เดือน โดยมีระดับความแม่นยำสูงสุดในช่วง 6 เดือนแรก และความแม่นยำจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อระยะเวลาพยากรณ์นานกว่า 9 ถึง 12 เดือน
นอกจากนี้ การพยากรณ์ยังเผชิญกับข้อจำกัดทางธรรมชาติที่เรียกว่า ‘อุปสรรคในการพยากรณ์ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (Spring Predictability Barrier) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สัญญาณจากปรากฏการณ์มีความผันผวนสูงสุด ส่งผลให้การคาดการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวมีความท้าทายและจำเป็นต้องวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง
13 : การพยากรณ์ปรากฏการณ์เอนโซมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ : การพยากรณ์ปรากฏการณ์เอนโซจัดเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาผลกระทบในมิติต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่เห็นได้ชัดคือ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการวางแผนบรรเทาภัยแล้งและอุทกภัย
นอกจากนี้ มิติด้านเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารก็ได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากการทราบแนวโน้มของเอนโซจะช่วยให้ภาคเกษตรกรรมสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ เข่น เลือกปลูกพืชที่ทนต่อสภาวะขาดแคลนน้ำในปีที่เกิดเอลนีโญ หรือเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคพืชและศัตรูพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะความชื้นสูงในช่วงปีลานีญา
ขณะเดียวกัน การพยากรณ์เอนโซยังครอบคลุมถึงมิติด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม เนื่องจากปรากฏการณ์เอนโซมีบทบาทสำคัญต่อการแพร่กระจายของโรคที่มียุงเป็นพาหะและโรคติดต่อทางน้ำ เช่น โรคไข้เลือดออกหรือโรคทางเดินอาหารที่อุบัติขึ้นพร้อมกับอุทกภัย การพยากรณ์ล่วงหน้าย่อมช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกและจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์เข้าสู่พื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
สุดท้าย มิติด้านความมั่นคงทางพลังงานและระบบเศรษฐกิจก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อการทำความเย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในสภาวะลานีญา แม้ความต้องการพลังงานในบางภูมิภาคอาจลดลงตามอุณหภูมิที่ต่ำลง แต่ย่อมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานจากเหตุอุทกภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม

บน : ธันวาคม-กุมภาพันธ์ ล่าง : มิถุนายน-สิงหาคม
ที่มา : https://www.drishtiias.com/daily-updates/daily-news-analysis/la-nina-impacts-mechanisms-and-predictions
14 : ลานีญาส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร?
ตอบ : ลานีญาส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาวะลมฟ้าอากาศของประเทศไทย โดยทั่วไปมักส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนโดยรวมเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่ออุทกภัยและดินโคลนถล่มในบางพื้นที่ นอกจากนี้ยังอาจทำให้วงจรฤดูกาลเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝนที่อาจเริ่มต้นเร็วกว่าปกติและสิ้นสุดช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้ประเทศไทยมีช่วงเวลาที่ฝนตกชุกยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ลานีญามักส่งเสริมกำลังของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่งผลให้ความชื้นจากอ่าวไทยถูกพัดเข้าสู่บริเวณภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากตามชายฝั่งตะวันออก เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลา ขณะเดียวกันในบางปีสภาวะอากาศในช่วงฤดูหนาวของภาคเหนือและภาคกลางอาจมีฝนหลงฤดูในเดือนธันวาคมและมกราคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรม เช่น การตากผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงทำให้การลดความชื้นในผลผลิตกระทำได้ยากขึ้น
ในด้านการบริหารจัดการน้ำ ปริมาณฝนที่มากขึ้นจากลานีญาถือเป็นปัจจัยบวกต่อการเพิ่มน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลักทั่วประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการชลประทานและการอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่มากกว่าปกติย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในวงกว้างหากการบริหารจัดการขาดประสิทธิภาพที่เพียงพอ
เมื่อพิจารณาปัจจัยความเปราะบางทางภูมิศาสตร์ พบว่าภาคเหนือที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล มักเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังยาวนาน และหากระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ในระดับสูงจนเกิดสภาวะน้ำหนุน ก็จะยิ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการระบายน้ำ ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำสาขามีสภาพเป็นพื้นที่รับน้ำนองเป็นเวลาหลายเดือน
สำหรับภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มักได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนกรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากอาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงพร้อมกันหลายด้าน ได้แก่ มวลน้ำเหนือที่ไหลลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ที่เกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำ และสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบจึงสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับผลกระทบจากลานีญา
15 : ผลกระทบของลานีญาต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเป็นอย่างไร?
ตอบ : เมื่อมองภาพรวมระยะยาว ผลกระทบของลานีญาแต่ละครั้งอาจจะไม่เหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้าในทุกแง่มุม ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของเหตุการณ์ ช่วงระยะเวลาในปีที่เกิดเหตุการณ์ รวมทั้งผลกระทบร่วมที่เกิดจากรูปแบบทางภูมิอากาศแบบอื่นๆ
อย่างไรก็ดี มีแผนภาพซึ่งแสดงผลกระทบของลานีญาต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของโลกในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ (ตรงกับฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ) ส่วนอีกแผนภาพแสดงผลกระทบในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม (ตรงกับฤดูร้อนในซีกโลกเหนือ) ดูภาพประกอบ
การตีความแผนภาพทั้งสองนี้ต้องเข้าใจคำที่แสดงสภาพอากาศพื้นฐาน 2 คู่ก่อน ดังนี้
คู่แรก : คำว่า Cool หมายถึง อากาศเย็นกว่าปกติ ส่วนคำว่า Warm หมายถึง อากาศร้อนกว่าปกติ
คู่ที่สอง : คำว่า Wet หมายถึง มีฝน (หรือหยาดน้ำฟ้า) มากกว่าปกติ ส่วนคำว่า Dry หมายถึง มีฝน (หรือหยาดน้ำฟ้า) น้อยกว่าปกติ
เมื่อนำคำจากคู่แรกมาผสมกับคู่ที่สอง ก็จะได้สภาพภูมิอากาศอีก 4 แบบ ดังนี้
Cool + Wet, Cool + Dry, Warm + Wet และ Warm + Dry
รวมแล้วจึงมีสภาพภูมิอากาศทั้งหมด 8 แบบ ดังแสดงด้วยสี 8 สีในแผนภาพ
นอกจากนี้ พึงระวังเรื่องขอบเขตที่ให้ไว้ในแผนภาพ เพราะขอบเขตนี้สามารถขยับได้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของลานีญา
ตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ลานีญาอาจทำให้บางพื้นที่มีอากาศร้อนและแล้งกว่าปกติ (เช่น เม็กซิโกและบางส่วนทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา) ส่วนบางพื้นที่หนาวเย็นกว่าปกติ (เช่น ญี่ปุ่น) แต่ในขณะเดียวกัน บางพื้นที่มีฝนตกลงมามากกว่าปกติ (เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ภาคใต้ของไทย และแถบตอนเหนือของออสเตรเลีย)
ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ลานีญาจะส่งผลกระทบแตกต่างออกไป ดังที่ระบุไว้ในภาพ
หากสนใจผลกระทบของเอลนีโญต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลก อ่านได้จากบทความ ‘7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเอลนีโญ’ ที่ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_679145
16 : ผลกระทบของลานีญาต่อสภาพทางกายภาพของทะเลและสิ่งมีชีวิตในทะเลเป็นอย่างไร?
ตอบ : เนื่องจากลานีญาเป็นปรากฏการณ์ที่สภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนลดต่ำกว่าปกติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในพื้นที่แถบชายฝั่ง เช่น เปรูและเอกวาดอร์
กระบวนการลอยตัว (upwelling) ซึ่งตามปกติจะนำเอาน้ำทะเลเย็นจากระดับลึกที่อุดมไปด้วยสารอาหารขึ้นมาสู่ผิวน้ำ จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงกว่าปกติในช่วงลานีญา ทำให้ไฟโตแพลงก์ตอนซึ่งเป็นผู้ผลิตปฐมภูมิมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาบางชนิดมีอาหารอุดมสมบูรณ์ทำให้จำนวนประชากรปลาเพิ่มสูงขึ้น ภาคการประมงจึงมักมีผลผลิตสูงในช่วงนี้ โดยเฉพาะปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาแอนโชวี่ (anchovies)
อย่างไรก็ตาม สภาวะที่น้ำทะเลเย็นผิดปกติในบางพื้นที่ก็อาจสร้างความเครียดต่อสิ่งมีชีวิตบางชนิดได้เช่นกัน เช่น ปะการังบางชนิดซึ่งปรับตัวกับอุณหภูมิที่ค่อนข้างคงที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำเย็นจัด ทำให้การเจริญเติบโตชะลอลง และระบบนิเวศที่พึ่งพาปะการังก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องตามไปด้วย
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและอุณหภูมิยังอาจทำให้สัตว์ทะเลบางชนิด เช่น ปลาทูน่า หรือสัตว์ทะเลกลุ่มอพยพ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนที่เพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
กล่าวโดยสรุป ลานีญาส่งผลให้พื้นที่ทะเลบางแห่งมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นจากการลอยตัวที่เข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็อาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่น้ำอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างผิดปกติได้
บรรยายภาพ
ภาพผลกระทบของเอลนีโญต่อสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของโลก
บน : ธันวาคม-กุมภาพันธ์ ล่าง : มิถุนายน-สิงหาคม
