bg-single

ทำไมถึงเกิดระบบทุนนิยม

03.01.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

บัดนี้เรามาถึงโจทย์และคำถามสำคัญในเรื่องระบบทุนนิยม นั่นคือทำไมถึงเกิดระบบนี้ได้ เงื่อนไขอะไรที่จำเป็นสำหรับการเกิดระบบนี้ และมันจะไปเกิดและโตในทุกสังคมและประเทศในโลกด้วยหรือ

คำตอบของมาร์กซ์ที่ยอมรับกันคือ มันมาจากวิวัฒนาการทางสังคมของระบบการผลิต ไม่ได้คิดเองทางอัตวิสัย เพราะทุกสังคมในอดีตมามีความสัมพันธ์ทางการผลิตอันแน่นอน ระหว่างชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและผู้ทำการผลิตให้

ความสัมพันธ์นี้ไม่เท่าเทียมกัน จากธรรมชาติของมนุษย์ จากนั้นอาศัยอำนาจรัฐและโครงสร้างส่วนบน เช่น กฎหมาย ศาสนาความเชื่อช่วยควบคุมระบบที่เอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดคนข้างล่าง จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กัน

ทำให้มาร์กซ์สรุปว่า

“ในการผลิตทางสังคมของการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้น ได้นำให้มนุษย์เข้ามาสู่การมีสัมพันธภาพอันแน่นอนขึ้น ซึ่งเป็นอิสระจากเจตจำนงของเขา กล่าวคือเป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สอดคล้องกับลำดับขั้นในพัฒนาการของพลังการผลิตที่เป็นวัตถุ (หรือสสารธรรม) องค์รวมของความสัมพันธ์ทางการผลิตดังกล่าวนี้ประกอบกันเข้าเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคม เป็นพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งรองรับการก่อรูปขึ้นของโครงสร้างส่วนบนทางกฎหมายและการเมือง และก็สอดคล้องกันกับรูปแบบอันแน่นอนของจิตสำนึกทางสังคม วิถีการผลิตของชีวิตทางวัตถุ กำหนดกระบวนการทั่วไปของชีวิตทางสังคม การเมือง และภูมิปัญญา”

“จิตสำนึกของมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งกำหนดการดำรงอยู่ของตัวเขา หากแต่การดำรงอยู่ทางสังคมของเขาต่างหากที่กำหนดจิตสำนึกของเขา” (คำนำวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง)

ดังได้กล่าวแล้วว่ามาร์กซ์ใช้ประวัติศาสตร์วัตถุนิยมเป็นมโนทัศน์ในการศึกษา เขาจึงสรุปวิวัฒนาการของสังคมจากการทำกิน ว่าเริ่มจากสังคมทาสมาสู่ศักดินาแล้วจึงมาถึงระบบทุน

แต่ทำไมถึงต้องเป็นระบบทุน

คำอธิบายคือเพราะชนชั้นนายทุนก้าวหน้ากว่าชนชั้นอื่นในยุคปลายของระบบศักดินา จึงสามารถโค่นล้มระบบศักดินาลงได้ ทำให้เปลี่ยนมาเป็นระบบทุน

คำอธิบายนี้กลายเป็นสูตรตายตัวของลัทธิมาร์กซ์ต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตไป

แต่ที่ต่อมาเป็นปัญหาคือการเกิดและพัฒนาระบบทุนนิยมในประเทศไม่ใช่ตะวันตกนั้นไม่ค่อยดำเนินไปตามสูตรนี้

กล่าวคือไม่เกิดระบบโรงงานสมัยใหม่ที่พัฒนามาจากระบบหัตถอุตสาหกรรมในประเทศนั้นเอง ทำให้ไม่เกิดชนชั้นนายทุนที่เติบโตมาจากทุนพ่อค้า

ในที่สุดอำนาจรัฐสมัยใหม่ที่เป็นรัฐประชาชาติและเป็นประชาธิปไตยก็ไม่เกิดอย่างเต็มรูป

หากมักเกิดเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่ผสมระหว่างรูปแบบและเนื้อหาของระบบสังคมเก่าก่อนหน้านี้ เช่น ระบบศักดินากับบางลักษณะของระบบทุนสมัยใหม่

ดังตัวอย่างของประเทศสยามไทยจากสมัยรัชกาลที่ห้าถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และการผันแปรมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยและแบบครึ่งใบมาถึง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์เสมือน” เป็นต้น

เช่นนี้แล้วเราจะพูดได้ไหมว่า ทฤษฎีระบบทุนนิยมของมาร์กซ์นั้นล้มเหลวในการปฏิบัติในประเทศนอกตะวันตก

หลังจากได้อ่านข้อเขียนของมาร์กซ์เองให้ละเอียด โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วย “การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม” (Pre-capitalist Economic Formations) ซึ่งอยู่ในหนังสือชื่อ Grundrisse ซึ่งเป็นบันทึกการค้นคว้าเจ็ดเล่มของมาร์กซ์ระหว่างศึกษาเรื่องเศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ที่ผมแปลเป็นไทยว่า การก่อรูปของระบบเศรษฐกิจก่อนทุนนิยม (สมมติ 2561) ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมทฤษฎีการเกิดระบบทุนนิยมถึงไม่ดำเนินไปตามที่เราได้รับการบอกเล่ามา

ประการแรก ว่าด้วยมโนทัศน์และวิธีวิทยา ที่สำคัญคือวิภาษวิธีซึ่งนับแต่วาระแรกที่มาร์กซ์นำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ระบบทุน มันก็สร้างคำวิพากษ์ตอบโต้อย่างแรงจากนักเศรษฐศาสตร์กระฎุมพีและสานุศิษย์ เขาเขียนว่า

“วิธีการของวิภาษวิธียึดกุมทุกรูปแบบทางสังคมที่พัฒนาในทางประวัติศาสตร์ว่าอยู่ในภาวะที่ลื่นไหลเหมือนของเหลว ดังนั้นจึงยึดกุมถึงธรรมชาติอันชั่วคราวของมันได้เช่นเดียวกัน และเนื่องจากวิธีการดังกล่าวนี้ไม่ยอมให้มีสิ่งใดกำหนดเหนือมันได้ มันจึงดำรงอยู่ในแก่นสารัตถะยิ่งของมันที่เป็นการวิพากษ์และการปฎิวัติ” (บทส่งท้ายฉบับพิมพ์ครั้งที่สองภาษาเยอรมัน 1873)

ในที่นี้ผมติดใจคำว่า “อยู่ในภาวะที่ลื่นไหลเหมือนของเหลว” ของระบบสังคมในประวัติศาสตร์ ข้อนี้ฟังดูเหมือนคำเตือนเล็กๆ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ในความคิดของประวัติศาสตร์ ที่เรามักคิดและเชื่อใน “ความจริง” ในอดีตจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หาได้ว่าแน่นอนและเด็ดขาด จนกว่าจะหาหลักฐานใหม่ที่ตีความต่างออกไปได้

จุดยืนของผมต่อความจริงในประวัติศาสตร์คือมันไม่ตายตัวและไม่แน่เสมอไป

หลักฐานที่เราหาได้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของความจริงทางภาวิสัย

ดังนั้น การตีความหรือให้คุณค่าอะไรจึงต้องเปิดรับต่อด้านตรงข้ามเสมอ

เมื่อมาวินิจฉัยกำเนิดของระบบทุนนิยมในประเทศนอกตะวันตก ปรากฏการณ์ที่เห็นคือมันมี “ลักษณะลื่นไหล” ไม่เหมือนกับที่เกิดในยุโรปเลย

กระนั้นก็ตามก็ยังศึกษา “ธรรมชาติอันชั่วคราวของมันได้” นั่นคือการศึกษากำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยมในประเทศโลกที่สามควรกระทำไปโดยอาศัย “ธรรมชาติอันชั่วคราว” ของระบบสังคมศักดินาและทุนนิยมที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การก่อรูประบบใหม่

มาร์กซ์เสนอเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของการเกิดระบบทุนที่เป็นพื้นฐานของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ที่สำคัญได้แก่ รูปแบบกรรมสิทธิ์ในสังคมอดีต ซึ่งเขาแบ่งออกเป็นสามรูปแบบ คือ แบบเอเชีย แบบกรีกโรมัน และแบบเยอรมัน ทำไมกรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สินถึงสำคัญยิ่ง เขาตอบว่าเพราะ “ทรัพย์สินเป็นความสัมพันธ์อย่างมีสำนึกของมนุษย์ที่มีต่อเงื่อนไขของการผลิตที่เป็น ‘ของตนเอง’ มันเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นปัจเจกบุคคลและในที่สุดความเป็นคนอย่างไร (ลองถามคนที่รู้จักว่าทำงานทำไม สะสมเงินทองทำไม)

ข้อคิดจากการศึกษานี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่ารูปแบบกรรมสิทธิ์โบราณนั้นเริ่มจากเป็นของชุมชนไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของเอกชน ต่อมาเป็นของหน้าหมู่หรือส่วนรวมในชุมชน แล้วจากนั้นค่อยๆ แยกออกจากการเป็นของส่วนรวมมาเป็นของปัจเจกบุคคล

ปัญหาคือเมื่อกรรมสิทธิ์แตกกระจาย มันไม่ได้ตกเป็นของคนทุกคนในชุมชนหรือเมือง หากแต่ตกเป็นของคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ ส่วนคนส่วนใหญ่กลายเป็นแรงงานมีพันธะสัญญากลายเป็นไพร่ ทาสกสิกรหรือคนใช้ บ่าวแบบต่างๆ ตามแต่ละธรรมเนียมของสังคมนั้น

ที่ดีหน่อยคือในยุโรปที่เกิดชนชั้นช่างฝีมือและเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตที่ทำให้มีพลังต่อรองกับเจ้าศักดินาและขุนนางได้

เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เกิดประชาสังคมที่สมาชิกดำรงอยู่ต่างหากแบบที่เป็นเจ้าของส่วนบุคคล ทำให้เขาเป็นทั้งพลเมืองที่มีฐานะเสมอภาค เป็นสมาชิกของชุมชนและการเป็น ‘เจ้าของ’ ตัวเอง

นี่คือพื้นฐานในการต่อรองและอ้างความชอบธรรมในการสร้างรัฐของตนเองขึ้นมาได้เมื่อระบบการผลิตเปลี่ยนมาเป็นระบบทุนนิยม

นี่คือเหตุผลทำไมระบบทุนต้องทำลายระบบแรงงานไพร่ ทาสกสิกร เพราะต้องการแรงงานรับจ้างให้เข้าไปทำงานในระบบโรงงาน ที่สามารถผลิตได้มากและเร็ว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก คือการบีบบังคับให้แรงงานจากภาคเกษตรแต่ก่อนต้องออกจากที่ดินเพื่อเข้าสู่โรงงานแทบหมด

อีกเหตุผลที่สำคัญไม่น้อยกว่าข้อแรกคือนอกจากเป็นแรงงานรับจ้างให้นายทุนแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคสินค้าจากอุตสาหกรรมอีกด้วย กลายเป็นฐานให้แก่ตลาดภายในประเทศในระยะแรกเกิดของระบบทุนอุตสาหกรรม

กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของฟิวดัลไปเป็นวิถีการผลิตนายทุนในยุโรป สามารถย่นย่อระยะเปลี่ยนผ่านนี้ได้ด้วยการใช้กำลัง มาร์กซ์กล่าวว่าคือ “กำลังอำนาจเป็นหมอตำแยของทุกสังคมเก่าที่ตั้งครรภ์สังคมใหม่ ในตัวมันเองมันเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ” (Force is the midwife of every old society pregnant with a new one. It is itself an economic power.) แต่กระบวนการดังกล่าวในประเทศอาณานิคมก็ใช้กำลัง แต่กลับเป็นการ “กวาดรากฐานทางเศรษฐกิจของอำนาจผู้ปกครองเก่าให้พ้นไป ทำให้การใช้อำนาจของมันเสื่อมทรามลงไปเป็นการใช้อำนาจอย่างประสงค์ร้ายที่ผิดๆ”

ดังที่เกิดในระบบภาษีรายหัว รัชชูปการ ค่าเช่าร้อยแปดชนิด การยึดเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้านและ ฯลฯ ก่อน 2475 ซึ่งกลับไม่ใช่อำนาจทางเศรษฐกิจหากแต่กลายเป็นอำนาจทางการเมืองไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน