คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
บัดนี้เรามาถึงโจทย์และคำถามสำคัญในเรื่องระบบทุนนิยม นั่นคือทำไมถึงเกิดระบบนี้ได้ เงื่อนไขอะไรที่จำเป็นสำหรับการเกิดระบบนี้ และมันจะไปเกิดและโตในทุกสังคมและประเทศในโลกด้วยหรือ
คำตอบของมาร์กซ์ที่ยอมรับกันคือ มันมาจากวิวัฒนาการทางสังคมของระบบการผลิต ไม่ได้คิดเองทางอัตวิสัย เพราะทุกสังคมในอดีตมามีความสัมพันธ์ทางการผลิตอันแน่นอน ระหว่างชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและผู้ทำการผลิตให้
ความสัมพันธ์นี้ไม่เท่าเทียมกัน จากธรรมชาติของมนุษย์ จากนั้นอาศัยอำนาจรัฐและโครงสร้างส่วนบน เช่น กฎหมาย ศาสนาความเชื่อช่วยควบคุมระบบที่เอาเปรียบและกดขี่ขูดรีดคนข้างล่าง จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กัน
ทำให้มาร์กซ์สรุปว่า
“ในการผลิตทางสังคมของการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้น ได้นำให้มนุษย์เข้ามาสู่การมีสัมพันธภาพอันแน่นอนขึ้น ซึ่งเป็นอิสระจากเจตจำนงของเขา กล่าวคือเป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สอดคล้องกับลำดับขั้นในพัฒนาการของพลังการผลิตที่เป็นวัตถุ (หรือสสารธรรม) องค์รวมของความสัมพันธ์ทางการผลิตดังกล่าวนี้ประกอบกันเข้าเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคม เป็นพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งรองรับการก่อรูปขึ้นของโครงสร้างส่วนบนทางกฎหมายและการเมือง และก็สอดคล้องกันกับรูปแบบอันแน่นอนของจิตสำนึกทางสังคม วิถีการผลิตของชีวิตทางวัตถุ กำหนดกระบวนการทั่วไปของชีวิตทางสังคม การเมือง และภูมิปัญญา”
“จิตสำนึกของมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งกำหนดการดำรงอยู่ของตัวเขา หากแต่การดำรงอยู่ทางสังคมของเขาต่างหากที่กำหนดจิตสำนึกของเขา” (คำนำวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง)
ดังได้กล่าวแล้วว่ามาร์กซ์ใช้ประวัติศาสตร์วัตถุนิยมเป็นมโนทัศน์ในการศึกษา เขาจึงสรุปวิวัฒนาการของสังคมจากการทำกิน ว่าเริ่มจากสังคมทาสมาสู่ศักดินาแล้วจึงมาถึงระบบทุน
แต่ทำไมถึงต้องเป็นระบบทุน
คำอธิบายคือเพราะชนชั้นนายทุนก้าวหน้ากว่าชนชั้นอื่นในยุคปลายของระบบศักดินา จึงสามารถโค่นล้มระบบศักดินาลงได้ ทำให้เปลี่ยนมาเป็นระบบทุน
คำอธิบายนี้กลายเป็นสูตรตายตัวของลัทธิมาร์กซ์ต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตไป
แต่ที่ต่อมาเป็นปัญหาคือการเกิดและพัฒนาระบบทุนนิยมในประเทศไม่ใช่ตะวันตกนั้นไม่ค่อยดำเนินไปตามสูตรนี้
กล่าวคือไม่เกิดระบบโรงงานสมัยใหม่ที่พัฒนามาจากระบบหัตถอุตสาหกรรมในประเทศนั้นเอง ทำให้ไม่เกิดชนชั้นนายทุนที่เติบโตมาจากทุนพ่อค้า
ในที่สุดอำนาจรัฐสมัยใหม่ที่เป็นรัฐประชาชาติและเป็นประชาธิปไตยก็ไม่เกิดอย่างเต็มรูป
หากมักเกิดเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่ผสมระหว่างรูปแบบและเนื้อหาของระบบสังคมเก่าก่อนหน้านี้ เช่น ระบบศักดินากับบางลักษณะของระบบทุนสมัยใหม่
ดังตัวอย่างของประเทศสยามไทยจากสมัยรัชกาลที่ห้าถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และการผันแปรมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยและแบบครึ่งใบมาถึง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์เสมือน” เป็นต้น
เช่นนี้แล้วเราจะพูดได้ไหมว่า ทฤษฎีระบบทุนนิยมของมาร์กซ์นั้นล้มเหลวในการปฏิบัติในประเทศนอกตะวันตก
หลังจากได้อ่านข้อเขียนของมาร์กซ์เองให้ละเอียด โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วย “การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม” (Pre-capitalist Economic Formations) ซึ่งอยู่ในหนังสือชื่อ Grundrisse ซึ่งเป็นบันทึกการค้นคว้าเจ็ดเล่มของมาร์กซ์ระหว่างศึกษาเรื่องเศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ที่ผมแปลเป็นไทยว่า การก่อรูปของระบบเศรษฐกิจก่อนทุนนิยม (สมมติ 2561) ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมทฤษฎีการเกิดระบบทุนนิยมถึงไม่ดำเนินไปตามที่เราได้รับการบอกเล่ามา
ประการแรก ว่าด้วยมโนทัศน์และวิธีวิทยา ที่สำคัญคือวิภาษวิธีซึ่งนับแต่วาระแรกที่มาร์กซ์นำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ระบบทุน มันก็สร้างคำวิพากษ์ตอบโต้อย่างแรงจากนักเศรษฐศาสตร์กระฎุมพีและสานุศิษย์ เขาเขียนว่า
“วิธีการของวิภาษวิธียึดกุมทุกรูปแบบทางสังคมที่พัฒนาในทางประวัติศาสตร์ว่าอยู่ในภาวะที่ลื่นไหลเหมือนของเหลว ดังนั้นจึงยึดกุมถึงธรรมชาติอันชั่วคราวของมันได้เช่นเดียวกัน และเนื่องจากวิธีการดังกล่าวนี้ไม่ยอมให้มีสิ่งใดกำหนดเหนือมันได้ มันจึงดำรงอยู่ในแก่นสารัตถะยิ่งของมันที่เป็นการวิพากษ์และการปฎิวัติ” (บทส่งท้ายฉบับพิมพ์ครั้งที่สองภาษาเยอรมัน 1873)
ในที่นี้ผมติดใจคำว่า “อยู่ในภาวะที่ลื่นไหลเหมือนของเหลว” ของระบบสังคมในประวัติศาสตร์ ข้อนี้ฟังดูเหมือนคำเตือนเล็กๆ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ในความคิดของประวัติศาสตร์ ที่เรามักคิดและเชื่อใน “ความจริง” ในอดีตจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หาได้ว่าแน่นอนและเด็ดขาด จนกว่าจะหาหลักฐานใหม่ที่ตีความต่างออกไปได้
จุดยืนของผมต่อความจริงในประวัติศาสตร์คือมันไม่ตายตัวและไม่แน่เสมอไป
หลักฐานที่เราหาได้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของความจริงทางภาวิสัย
ดังนั้น การตีความหรือให้คุณค่าอะไรจึงต้องเปิดรับต่อด้านตรงข้ามเสมอ
เมื่อมาวินิจฉัยกำเนิดของระบบทุนนิยมในประเทศนอกตะวันตก ปรากฏการณ์ที่เห็นคือมันมี “ลักษณะลื่นไหล” ไม่เหมือนกับที่เกิดในยุโรปเลย
กระนั้นก็ตามก็ยังศึกษา “ธรรมชาติอันชั่วคราวของมันได้” นั่นคือการศึกษากำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยมในประเทศโลกที่สามควรกระทำไปโดยอาศัย “ธรรมชาติอันชั่วคราว” ของระบบสังคมศักดินาและทุนนิยมที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การก่อรูประบบใหม่
มาร์กซ์เสนอเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของการเกิดระบบทุนที่เป็นพื้นฐานของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ที่สำคัญได้แก่ รูปแบบกรรมสิทธิ์ในสังคมอดีต ซึ่งเขาแบ่งออกเป็นสามรูปแบบ คือ แบบเอเชีย แบบกรีกโรมัน และแบบเยอรมัน ทำไมกรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สินถึงสำคัญยิ่ง เขาตอบว่าเพราะ “ทรัพย์สินเป็นความสัมพันธ์อย่างมีสำนึกของมนุษย์ที่มีต่อเงื่อนไขของการผลิตที่เป็น ‘ของตนเอง’ มันเป็นสิ่งที่กำหนดความเป็นปัจเจกบุคคลและในที่สุดความเป็นคนอย่างไร (ลองถามคนที่รู้จักว่าทำงานทำไม สะสมเงินทองทำไม)
ข้อคิดจากการศึกษานี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่ารูปแบบกรรมสิทธิ์โบราณนั้นเริ่มจากเป็นของชุมชนไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของเอกชน ต่อมาเป็นของหน้าหมู่หรือส่วนรวมในชุมชน แล้วจากนั้นค่อยๆ แยกออกจากการเป็นของส่วนรวมมาเป็นของปัจเจกบุคคล
ปัญหาคือเมื่อกรรมสิทธิ์แตกกระจาย มันไม่ได้ตกเป็นของคนทุกคนในชุมชนหรือเมือง หากแต่ตกเป็นของคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ ส่วนคนส่วนใหญ่กลายเป็นแรงงานมีพันธะสัญญากลายเป็นไพร่ ทาสกสิกรหรือคนใช้ บ่าวแบบต่างๆ ตามแต่ละธรรมเนียมของสังคมนั้น
ที่ดีหน่อยคือในยุโรปที่เกิดชนชั้นช่างฝีมือและเป็นเจ้าของเครื่องมือการผลิตที่ทำให้มีพลังต่อรองกับเจ้าศักดินาและขุนนางได้
เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เกิดประชาสังคมที่สมาชิกดำรงอยู่ต่างหากแบบที่เป็นเจ้าของส่วนบุคคล ทำให้เขาเป็นทั้งพลเมืองที่มีฐานะเสมอภาค เป็นสมาชิกของชุมชนและการเป็น ‘เจ้าของ’ ตัวเอง
นี่คือพื้นฐานในการต่อรองและอ้างความชอบธรรมในการสร้างรัฐของตนเองขึ้นมาได้เมื่อระบบการผลิตเปลี่ยนมาเป็นระบบทุนนิยม
นี่คือเหตุผลทำไมระบบทุนต้องทำลายระบบแรงงานไพร่ ทาสกสิกร เพราะต้องการแรงงานรับจ้างให้เข้าไปทำงานในระบบโรงงาน ที่สามารถผลิตได้มากและเร็ว
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก คือการบีบบังคับให้แรงงานจากภาคเกษตรแต่ก่อนต้องออกจากที่ดินเพื่อเข้าสู่โรงงานแทบหมด
อีกเหตุผลที่สำคัญไม่น้อยกว่าข้อแรกคือนอกจากเป็นแรงงานรับจ้างให้นายทุนแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคสินค้าจากอุตสาหกรรมอีกด้วย กลายเป็นฐานให้แก่ตลาดภายในประเทศในระยะแรกเกิดของระบบทุนอุตสาหกรรม
กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของฟิวดัลไปเป็นวิถีการผลิตนายทุนในยุโรป สามารถย่นย่อระยะเปลี่ยนผ่านนี้ได้ด้วยการใช้กำลัง มาร์กซ์กล่าวว่าคือ “กำลังอำนาจเป็นหมอตำแยของทุกสังคมเก่าที่ตั้งครรภ์สังคมใหม่ ในตัวมันเองมันเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ” (Force is the midwife of every old society pregnant with a new one. It is itself an economic power.) แต่กระบวนการดังกล่าวในประเทศอาณานิคมก็ใช้กำลัง แต่กลับเป็นการ “กวาดรากฐานทางเศรษฐกิจของอำนาจผู้ปกครองเก่าให้พ้นไป ทำให้การใช้อำนาจของมันเสื่อมทรามลงไปเป็นการใช้อำนาจอย่างประสงค์ร้ายที่ผิดๆ”
ดังที่เกิดในระบบภาษีรายหัว รัชชูปการ ค่าเช่าร้อยแปดชนิด การยึดเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้านและ ฯลฯ ก่อน 2475 ซึ่งกลับไม่ใช่อำนาจทางเศรษฐกิจหากแต่กลายเป็นอำนาจทางการเมืองไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
