bg-single

ฝังศพท่านั่ง คือการจำลองท่าของทารกในครรภ์มารดา ก่อนจะนำชีวิตใหม่ไปสถิตไว้ในหิน

12.01.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

โกศ อันเป็นภาชนะที่ใช้บรรจุพระบรมศพของกษัตริย์สยาม และอีกหลายๆ รัฐในอุษาคเนย์ทั้งภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ และภาคหมู่เกาะในสมัยยุคก่อนสมัยใหม่นั้น มักจะสูงราว 1.20 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร

ดังนั้น จึงต้องบรรจุศพในท่า “นั่งคุกเข่า” (อย่างที่มีศัพท์เฉพาะเรียกในวงการโบราณคดีโลกว่า “fetus burial”) เพราะด้วยรูปทรง และความสูงอย่างนี้ ย่อมไม่สามารถใช้บรรจุศพในท่านอนราบ อย่างที่คุ้นชินกันในปัจจุบันแน่

ชาวฝรั่งเศสผู้เป็นนักอ่านจารึก และนักอุษาคเนย์ศึกษาคนสำคัญอย่าง ศ.ยอร์ช เซเดส์ (George Cœdès, พ.ศ.2429-2512) ได้เคยแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทความที่มีชื่อว่า “La destination funéraire des grands monuments khmers” ที่ถูกตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2483 โดยอ้างอิงข้อคิดเห็นในข้อเขียนของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พ.ศ.2406-2490) ที่เขียนลงในวารสารของสมาคมค้นวิชาประเทศไทย ฉบับภาษาไทย เล่มที่ 32 ภาค 2 ตุลาคม พ.ศ.2483 (สอบค้นต้นฉบับไม่พบบทความชิ้นนี้ของเจ้าฟ้านริศฯ โดยเซเดส์ไม่ได้ให้รายละเอียดของชื่อบทความเอาไว้) ที่ระบุว่า

“เป็นการจำลองท่าทางของทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดา”

ในบทความชิ้นเดียวกันนี้เอง เซเดส์ยังได้อ้างถึงข้อคิดเห็นของอดีตผู้ตรวจการ และที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา ในอารักขาของฝรั่งเศสอย่าง อาเดมาร์ เลอแคลร์ (Adhémard Leclère, พ.ศ.2396-2460) ที่เสนอว่า การที่ในพิธีศพของกัมพูชาต้องใช้ผ้าขาวเพื่อห่อศพซ้อนกันถึง 2 ผืนนั้น ก็คือสัญลักษณ์ของเยื่อหุ้มชั้นในของถุงน้ำคร่ำ (amnion) และเยื่อหุ้มรก (chorion, บ้างก็เรียกว่า เยื่อหุ้มชั้นนอกสุดของทารก) อีกด้วย

และถ้าหากข้อสันนิษฐานของเลอแคลร์ ที่เซเดส์อ้างถึงนั้นถูกต้อง ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องการฝังศพ (ก่อนที่จะมีการจัดการอื่นๆ กับศพต่อไปหลังจากฝังไว้ระยะหนึ่ง เช่น นำไปเผา เป็นต้น) ในอุษาคเนย์ว่า เป็นการจำลองท่าทางของทารกที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งก็มีนัยยะว่า ผู้ล่วงลับกำลังกลับไปเกิดใหม่ในอีกโลกหนึ่ง หรือที่มักจะเรียกกันว่า โลกหน้า นั่นเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย (พ.ศ.2426-2486) ได้ทรงตั้งข้อสังเกตสนับสนุนเซเดส์เอาไว้ในบทความที่ชื่อ “ปราสาทหินเขมรสร้างเพื่ออะไร” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมค้นวิชาประเทศไทย ฉบับภาษาไทย เมื่อ พ.ศ.2485 เอาไว้อย่างน่าสนใจด้วยการเชื่อมโยงกับธรรมเนียมโบราณในสยาม ที่จะมีการเก็บสายสะดือของเด็กเอาไว้จนกระทั่งเจ้าของเสียชีวิต จึงค่อยนำออกมาเผาพร้อมกับศพ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เสียชีวิตนั้นจะได้ไปเกิดใหม่

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ก็ยังเป็นการกล่าวถึงอะไรที่เรียกว่า “โลกหน้า” ตามความเชื่อเรื่องวิญญาณ นรก-สวรรค์ และหลักการเวียนว่ายตายเกิด ตามแนวคำสอนของพุทธศาสนา หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อันมีที่มาจากอินเดีย

แต่หลักฐานของการฝังศพในท่าทางอย่างทารกในครรภ์นั้น มีปรากฏอยู่ในอุษาคเนย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่ได้ยอมรับนับถือเอาศาสนา ความเชื่อจากอินเดียเข้ามาแล้ว

ดังนั้น การบรรจุศพด้วยท่าทางแบบเดียวกันในโกศในอุษาคเนย์นี้ ก็ควรจะเป็นไปด้วยความคิดในทำนองของการจำลองท่าทางของทารกในครรภ์มารดาด้วยเช่นกัน เพียงแต่มีรากฐานมาจากความเชื่อในศาสนาผีพื้นเมืองของอุษาคเนย์ต่างหาก

ตัวอย่างสำคัญอย่างหนึ่งของการแบ่งโลกเป็นโลกของคนเป็น กับโลกของคนตาย จนทำให้เกิดเป็นการจำลองท่าทางของทารกในครรภ์ในพิธีการฝังศพก็คือ แผนภูมิจักรวาลของกลุ่มคนที่พูดภาษาไต-ไท ที่แบ่งโลกออกเป็น “เมืองลุ่ม” ของ “คนเป็น” กับ “เมืองฟ้า” ของ “คนตาย”

ตามแผนภูมิจักรวาลแบบนี้ เมื่อคนตายจากโลกของเมืองลุ่มไปแล้ว ก็จะไปเกิดในโลกของเมืองฟ้าอันเป็นที่สิงสถิตของคนตายอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องประกอบพิธีเพื่ออำนวยให้บรรพชนผู้ล่วงลับสามารถไปเกิดในโลกของคนตายได้โดยสะดวก

ความเชื่อทำนองนี้ยังคงเห็นในอุษาคเนย์ได้อยู่แม้กระทั่งในยุคปัจจุบัน โดยมีตัวอย่างสำคัญก็คือพิธีศพของชาวบาจาม (คือกลุ่มชาวจาม ที่ยังไม่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามเหมือนพวกจามกลุ่มใหญ่ และถือตนว่านับถือพราหมณ์ แต่วิถีปฏิบัติมีความเชื่อแบบผีปะปนอยู่มาก) ที่เชื่อว่า มนุษย์เราเมื่อ “เกิด” ขึ้นมานั้น ก็คือได้ “ตาย” ไปจากท้องของแม่ในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่มนุษย์ได้ตายลง เขาก็แค่กลับเข้าไปเกิดอยู่ในท้องแม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงได้จัดพิธีการฝังศพครั้งแรกเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา

ลายเส้นจำลองลักษณะของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระโกศทองใหญ่ ในหนังสือของเคาน์โบวัว เชื่อว่าวาดจากพระราชดำรัสตรัสเล่าโดยรัชกาลที่ 4 เกี่ยวกับพระราชพิธีพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จะเห็นธรรมเนียมการบรรจุพระบรมศพใส่ในพระโกศพร้อมเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ ฉลองพระองค์เต็มยศในท่านั่งยอง ๆ (ภาพจาก ไกรฤกษ์ นานา – สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

ในการฝังศพครั้งแรกพวกจามจะตั้งปะรำพิธีในงานศพ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง (ดังนั้น จะเรียก “ปะรำ” ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะปะรำที่พวกจามสร้างในงานศพมีหลังคาโค้งเหมือนกระดองเต่า หรือท้องของแม่ ไม่ได้เป็นหลังคาเรียบเหมือนปะรำพิธีบ้านเรา) และ “ศพ” ของผู้ตายก็คือ “เด็ก” ที่อยู่ในท้องของแม่

ภายในปะรำพิธีจะประดับไว้ด้วย “ลึงค์” (จามเรียกว่า “ลิงคัม” [lingam]) ที่ทำขึ้นจากไม้ ตั้งเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายของอวัยวะเพศชาย ที่กำลังสอดใส่เข้ามาภายในมดลูกของมารดา ราวกับเป็นการจำลองฉากการร่วมรักของชายกับหญิง โดยเชื่อว่าเป็นการสร้าง “ร่างกาย” ขึ้นในโลกใหม่ให้กับผู้ตาย ภายในท้องของแม่ ซึ่งมีปะรำที่มีหลังคาทรงโค้งเป็นสัญลักษณ์

และก็เป็นเพราะความเชื่ออย่างนี้เอง ที่ทำให้พวกบาจามต้องคอยเซ่นไหว้ผู้ตายด้วยข้าว, เกลือ แล้วก็น้ำ เพราะถือว่าผู้ตายนั้นยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ

ดังนั้น ในกรณีของอุษาคเนย์ การฝังศพในท่วงท่านั่งอย่างเด็กทารกในครรภ์มารดานั้น จึงสัมพันธ์อยู่กับความเชื่อเรื่องการเกิดในโลกหน้าของคนตาย อันเป็นโลกของผีบรรพชนอย่างไม่ต้องสงสัย

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงพิธีกรรมความเชื่อของชาวบาจามซึ่งจะมีการนำศพขึ้นมาเผา หลังจากที่ฝังไปครบปีแล้ว แต่ก่อนหน้าที่จะมีการเผา 2 วัน จะต้องมีการนำเอา “หิน” ที่มีลักษณะกลมเกลี้ยงจากแม่น้ำลำธาร หรืออาจจะจากครัว จำนวน 9 ก้อน มาวางเรียงตั้งสูงขึ้นไปบนฟ้าในที่แจ้งในลักษณะของ “ก้อนหิน 3 เส้า” ที่รองรับเตา หรือภาชนะในครัว โดยมีการอ้างว่า หินแต่ละก้อนเป็นสัญลักษณ์ของเดือนแต่ละเดือน

หิน 9 ก้อนหมายถึง 9 เดือนที่ผู้ตายอยู่ในท้องของแม่ จากนั้นวันที่ 3 จึงค่อยทำลายหินสามเส้าที่ก่อมาจากหิน 9 ก้อนนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการคลอด แล้วจึงขุดเอาศพผู้ตายขึ้นมาเผาได้

เมื่อเผาแล้ว ชาวจามจะเก็บกระดูกหน้าผากของผู้ตายที่เหลือจากการเผา นำมากะเทาะออกเป็น 9 ชิ้น แล้วเก็บรวมกันไว้ในภาชนะที่ใช้เฉพาะในพิธีศพ ซึ่งเรียกด้วยภาษาจามว่า “กลอง” (klong) โดยเชื่อกันว่าการเก็บกระดูกเอาไว้ในภาชนะที่ว่านี้ จะช่วยให้ผู้ตายได้เข้าไปอยู่ร่วมกับบรรพชนของพวกเขาในโลกนิรันดร์ โดยเมื่อเก็บไว้ระยะหนึ่งแล้ว (ระยะเวลานี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสายตระกูลว่าจะเห็นควรเมื่อไร) ก็จะนำเอากะโหลกหน้าผาก อันเป็นชิ้นส่วนร่างกายที่เหลือของบรรพชนในโลกของคนเป็น ประกอบพิธีที่เรียกว่า “กุต”

ส่วนพิธีที่เรียกว่า “กุต” นี้ก็คือ การนำเอา “พลังชีวิต” ของผู้ล่วงลับ เข้าไปสถิตอยู่ในร่างกายใหม่ อันเป็น “หิน” ธรรมชาติ ที่เรียกว่า กุต เช่นเดียวกับชื่อของพิธี ร่วมอยู่กับพลังชีวิตของบรรพชนอื่นๆ ที่สถิตอยู่ในหินกุตมาก่อนแล้ว

การฝังศพในท่านั่งงอเข่า อันเป็นการจำลองท่าทางของเด็กทารกในครรภ์ของมารดา จึงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมความเชื่อในเรื่องของพลังชีวิต และโลกของคนตายคือผีบรรพชน ในศาสนาผีพื้นเมืองนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?