| การศึกษา
ผ่านพ้นวัดเด็กแห่งชาติ ปี 2569 ไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานต่างมอบของขวัญ สร้างความสนุกสนานให้กับน้องๆ เยาวชน
และอีกไม่เกิน 2 เดือน เราจะได้เห็นหน้าค่าตาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึงหน้าตาของเสมา 1 ที่ยังคงเป็นความหวังในการพัฒนาการศึกษา
ฟังเสียงน้องๆ เยาวชนแสดงทัศนะถึงปัญหาการศึกษาไทย
และเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข
นายกฤษกร สอนสิงห์ไชย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร ระบุว่า ส่วนตัวมีความตั้งใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้การศึกษาเกิดการพัฒนาในภาพรวมอย่างรอบด้าน และไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป ทั้งด้านกีฬา ดนตรี รวมถึงทักษะต่างๆ ที่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน
“ปัจจุบันระบบการศึกษาของไทยยังคงให้ความสำคัญกับด้านวิชาการเป็นหลัก ส่งผลให้การพัฒนาด้านอื่นๆ ของนักเรียนยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ผมจึงอยากเห็นการสนับสนุนจากภาครัฐที่มีความเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มความสามารถ และสามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเองได้” นายกฤษกรกล่าว
อยากเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งพิจารณาปรับลดเวลาเรียนของนักเรียน เนื่องจากภาระการเรียนในปัจจุบันค่อนข้างหนัก โดยเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการศึกษาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก นักเรียนจำนวนมากต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย จนทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนมีบทบาทและความสำคัญลดลง
และอยากให้หลักสูตรการเรียนการสอนมีความครอบคลุมครบทุกด้าน แต่ควรมีการปรับลดเวลาเรียนลง และพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเรียนในห้องเรียนเป็นหลัก และนักเรียนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษเหมือนในปัจจุบัน
สำหรับคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติหรือสเป๊กตายตัวไว้เป็นพิเศษ แต่เห็นว่าบุคคลที่จะเข้ามาบริหารจัดการด้านการศึกษาควรเป็นผู้ที่มีใจเปิดกว้าง มีความรู้ความเข้าใจด้านการศึกษา รับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และพร้อมให้การสนับสนุนการศึกษาในทุกมิติ
ขณะที่ น.ส.นราพร เรณูรัตน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนลาดชะโดสามัคคี จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวคล้ายกันว่า อยากเห็นการขับเคลื่อนการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียม โดยเฉพาะนักเรียนที่ยังไม่ได้รับโอกาส เนื่องจากโรงเรียนของตนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา
ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลใหม่เห็นความสำคัญ ส่วนคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ ควรเป็นผู้ที่มองเห็นปัญหาด้านการศึกษาอย่างชัดเจน เข้าใจโครงสร้างของระบบ และสามารถพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระบบการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์นักเรียนได้อย่างตรงจุด เพื่อให้เด็กได้รับความรู้และโอกาสอย่างเต็มที่
เช่นเดียวกับนายรัชชานนท์ โพธิ์พะเนาว์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศรีบัวบานวิทยาคม จ.นครพนม ที่อยากเห็นการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ กล้าตั้งคำถาม และสามารถลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่การเรียนเพื่อท่องจำเพียงเพื่อนำไปสอบ แต่เป็นการเรียนรู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียนแต่ละคน
“อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และเกิดความเท่าเทียม โดยคาดหวังให้โรงเรียนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” นายรัชชานนท์กล่าว
อยากเห็นการเปิดพื้นที่ให้เสียงของนักเรียนมีความหมายมากยิ่งขึ้น โดยนักเรียนควรมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น การวางแผน และการตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เนื่องจากเสียงของผู้เรียนถือเป็นมุมมองของผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาจริง และสามารถสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้มีความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
“สำหรับข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ อยากเห็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น ร่วมวางแผน และร่วมตัดสินใจในประเด็นด้านการศึกษา เนื่องจากนักเรียนเป็นผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาจริง และเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง ซึ่งจะช่วยสะท้อนปัญหาและนำไปสู่การปรับปรุงการศึกษาให้มีความเหมาะสมและดียิ่งขึ้น”
“ขณะเดียวกันคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ ผมมองว่าควรเป็นผู้ที่มีความพร้อมในทุกด้าน ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลัก พร้อมรับฟังปัญหา และพร้อมพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น” นายรัชชานนท์กล่าว
ขณะที่ น.ส.ขัตติยา ภิรมย์นิล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพฯ ขอให้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เนื่องจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การศึกษาควรช่วยให้นักเรียนรู้จักตนเอง ค้นพบความถนัดและความสนใจ พร้อมทั้งแนะแนวเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่หลากหลาย อยากให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาอย่างเท่าเทียม รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการจัดการศึกษา มองเห็นปัญหา และพร้อมแก้ไขปัญหาทางการศึกษาอย่างจริงจัง
ขณะที่นายธนพัฒน์ เพชรจำรัส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนปากพยูนพิทยาคาร ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นประธานสภานักเรียน ระดับประเทศ ได้นำเสนอข้อคิดเห็น เพื่อนำเสนอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก ที่อยากขอรับการสนับสนุน ดังนี้
1. การทำความดีเพื่อชาติ : เปลี่ยนอุดมการณ์สู่การปฏิบัติที่จับต้องได้ สภานักเรียนเล็งเห็นว่าเยาวชนในปัจจุบันมองเรื่องความรักชาติเป็นเรื่องเชิงอุดมการณ์ที่จับต้องยาก และมักขาดพื้นที่การมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับวัย จึงเสนอแนวคิด “TSC ทำความดีเพื่อชาติ” เพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองคุณภาพ
2. การทำความดีเพื่อศาสนา : แนวคิด “ฮีลใจ” เชื่อมโยงหลักธรรมสู่ Gen Z เนื่องจากวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ผูกติดกับเทคโนโลยี ทำให้มองว่าศาสนาเป็นเรื่องไกลตัว สภานักเรียนจึงเสนอแนวคิด “TSC ทำความดีเพื่อศาสนา” โดยใช้หลักธรรมมาเป็นเครื่องมือในการ “ฮีลใจ” หรือดูแลเยียวยาความรู้สึกเพื่อให้เยาวชนมีพลังใจที่เข้มแข็ง
3. การทำความดีเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ : น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาตนเอง สภานักเรียนมุ่งส่งเสริมให้เยาวชน Gen Z มีความเข้าใจในบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านประวัติศาสตร์และเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจ โดยเสนอโครงการ “TSC ภักดีด้วยหัวใจ” เพื่อเชื่อมโยงความจงรักภักดีเข้ากับการพัฒนาตนเอง
ทั้งหมดนี้คือเสียงสะท้อนและความคาดหวังจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติ ซึ่งหวังว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ไขปัญหาการศึกษา เพื่ออนาคตประเทศ
