การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
เป็นหนังการ์ตูนญี่ปุ่นเล่าเรื่องนักวิ่ง 100 เมตร หนังมิได้เน้นที่การแข่งขันเช่นการ์ตูนกีฬาอื่นๆ ซึ่งถ้าทำกันจริงๆ การ์ตูนญี่ปุ่นเขียนได้ดีมากเสมอ ฉากไคลแม็กซ์นักกีฬาแทบจะหลุดออกมาจากหน้าหนังสือหรือจอหนัง ลุ้นตัวโก่งใครจะเข้าเส้นชัย
หนังเรื่องนี้เน้นการพูดคุย มีฉากวิ่งแข่งชวนลุ้นแทรกอยู่บ้างแต่ไม่ใช่จุดเด่น เป็นหนังการ์ตูนสองมิติวาดด้วยมือแบบดั้งเดิมสามารถทำให้การวิ่งร้อยเมตรไม่กี่ครั้งนั้นน่าดู น่าตื่นเต้น และน่าชมเชยนักเขียนรวมทั้งผู้กำกับที่ทำให้ดูดีมากได้
หนังมีคำถาม “เราวิ่งร้อยเมตรไปเพื่ออะไร” แทรกอยู่ตลอดเรื่อง

โทงาชิเป็นนักเรียนประถม เขาเป็นนักวิ่งร้อยเมตรประจำโรงเรียนแบบสบายๆ ทิ้งที่สองเข้าเส้นชัยแบบขาดลอยทุกสนาม เขาไม่เพียงเป็นดาวจรัสแสง นิสัยส่วนตัวดีมาก สุภาพ เรียบร้อย จิตใจดี และไม่เคยกร่างหรืออวดตัวแต่อย่างใดเลย
วันหนึ่งมีนักเรียนใหม่เข้ามา หน้าตาเคร่งเครียด แต่งกายมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง โทงาชิเลิกเรียนกลับบ้านเห็นเขากำลังวิ่ง เขาวิ่งช้า ท่าร่างไม่น่าดู ที่สำคัญคือหอบเหนื่อยจนล้มลง “นายเป็นอะไรหรือเปล่า” โทงาชิรุดเข้าไปช่วย “ไม่เป็นไร แค่เหนื่อย”
โทงาชิเห็นรองเท้าของเขาขาดอีกด้วย “นายวิ่งผิดวิธี”
วันต่อมาโทงาชินัดเด็กใหม่มาวิ่งด้วยกัน เขาชื่อโคมิยะ โทงาชิสอนโคมิยะวิ่ง “ให้ถีบเท้าออกไป ไม่ใช่ให้ก้าวเท้า” แต่สารรูปของโคมิยะจะอย่างไรก็ทุลักทุเล โคมิยะวิ่งไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไป งานนี้น่าจะยากเสียแล้ว
“นายวิ่งเพื่ออะไร” โทงาชิอดถามออกไปไม่ได้ในที่สุด
“ทำอะไรที่เจ็บกว่าจะได้เจ็บน้อยลง” โคมิยะเอ่ยขึ้น
“หือ”
“ฉันคบใครไม่เป็น ไม่รู้จะพูดอะไร ฉันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ จึงวิ่งหนีออกมา แล้วฉันก็วิ่งเรื่อยๆ ทำอะไรที่เจ็บกว่าจะได้เจ็บน้อยลง”

เห็นโคมิยะวิ่งแล้วก็เห็นจริงว่าเขาวิ่งด้วยความเหนื่อยยากและเจ็บปวดเหมือนสัตว์บาดเจ็บ
สภาพการณ์คล้ายเด็กหนุ่มสาวที่กรีดข้อมือเมื่อรู้สึกเจ็บปวด ความเจ็บปวดในใจเกินทนทานมีแต่ต้องกรีดแขนให้เลือดออกมากพอหรือลึกพอ จนกระทั่งความเจ็บกายเอาชนะความปวดใจนั้นให้ได้
นั่นเป็นครั้งแรกที่มีตัวละครคนหนึ่งถามว่าเราวิ่งเพื่ออะไร แต่เป็นคำถามของเด็กประถมสองที่ผู้ถามอาจจะมิได้เข้าใจคำถามของตนเองและมิได้คาดหวังคำตอบ แต่คำตอบที่ได้กลับชัดเจนมากที่สุดเมื่อเทียบกับคำตอบอื่นๆ ที่จะได้พบเมื่อดูหนังต่อไป
จากวันนั้น โทงาชิสอนโคมิยะวิ่งให้ถูกต้อง แล้วเย็นวันหนึ่งสองคนประลองฝีมือกันโดยไม่อ่อนข้อ โคมิยะเร่งสปีดในช่วงสุดท้ายทิ้งโทงาชิไปเลย เขาเดินต่อไป โทงาชิเห็นเขาเดินลากเท้าขวาไปตามถนน
เช้าวันรุ่งขึ้นคุณครูเดินเข้าห้องประกาศว่าโคมิยะย้ายบ้านไปเมืองอื่นแล้ว

เวลาผ่านไปโทงาชิยังเป็นนักวิ่งร้อยเมตรดาวเด่นเสมอต้นเสมอปลาย นิตยสารกรีฑานักเรียนขอสัมภาษณ์เขาร่วมกับนักวิ่งยอดเยี่ยมระดับมัธยมชื่อนิงามิ เป็นอีกครั้งที่โทงาชิได้ยินคำถาม “เราวิ่งร้อยเมตรไปเพื่ออะไร” เราใช้เวลาทุกวันซ้อมการวิ่งสิบวินาทีนั้นทำไม ซ้อมทุกวัน วันละหลายเที่ยว ซ้อมคนเดียว ไม่มีคู่แข่งขัน ซ้อมเป็นเวลานาน เพื่อการวิ่งเพียงสิบวินาที
นิงามิเป็นนักวิ่งนิสัยดี ตอบคำถามดูดีมีหลักการแต่โทงาชิเหมือนฟังไม่เข้าใจ คนดูหนังก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน
แล้วนักข่าวขอให้สองนักวิ่งคนละรุ่นวิ่งแข่งกันเพื่อถ่ายภาพ “พวกเธอช้าลงที่ระยะสี่สิบเมตรได้หลังตากล้องจับภาพแล้ว” แต่โทงาชิวิ่งไม่หยุดจนครบร้อยเมตรอยู่คนเดียว
“ทำไมนิงามิหยุดวิ่งก่อน” เสียงกระซิบถามกันในหมู่กองเชียร์
“เขาคงรู้ตัวว่าวิ่งต่อเขาแพ้” คนหนึ่งสันนิษฐาน

เวลาผ่านไปโทงาชิเรียนชั้นมัธยมปลายแล้ว เขาหยุดวิ่ง เรียนหนังสือ แต่ชื่อเสียงของเขายังเป็นที่รู้กัน มีข่าวลือว่าเขาไม่สบายแต่โทงาชิไม่เคยตอบคำถามนี้ วันหนึ่งนักเรียนหญิงอาซาคุสะจำเขาได้และขอเขาวิ่งให้ดู โทงาชินิสัยดีเสมอเขาวิ่งร้อยเมตรให้ดู อาซาคุสะกับเพื่อนสาวถึงอ้าปากค้าง
“มาเข้าชมรมกรีฑากันนะคะ ตอนนี้เรามีสมาชิกแค่สองคน ถ้าไม่ถึงห้าคนจะถูกยุบค่ะ” อาซาคุสะดีใจสุดๆ
“แต่ว่าผมคนเดียวไม่ได้ช่วยให้ไม่ถูกยุบนี่ครับ”
แล้วโทงาชิจึงไปต่อรองกับครูใหญ่ ถ้าพวกเขาวิ่งผลัดสี่คูณสองร้อยเมตรชนะในงานกรีฑานักเรียนประจำปีได้ ขอครูใหญ่ประวิงเวลาการยุบชมรมกรีฑาเป็นกรณีพิเศษให้ด้วย “แล้วเราจะไปหานักวิ่งคนที่สี่ที่ไหน” โทงาชิถาม “มีค่ะ แต่เขาเลิกวิ่งแล้ว” อาซาคุสะตื่นเต้นสุดๆ
โทงาชิและเพื่อนหญิงทั้งสองไปหานักวิ่งคนที่สี่ถึงบ้าน ที่แท้เขาคือนิงามิ! เขาเติบโตขึ้น ร่างกำยำ ไว้ผมยาว และหยุดวิ่งร้อยเมตรแล้ว เขาเจ็บหลังแต่เขาตอบไม่ชัดเจนเพราะอะไรจึงหยุดวิ่ง
คนดูสัมผัสได้ว่าคำถาม “เราวิ่งสิบวินาทีจบเพื่ออะไร” ลอยรอบตัวนักวิ่งดาวเด่นทั้งสอง
แล้วนิงามิขอวิ่งผลัดสุดท้ายคว้าชัยมาให้ทีมสำเร็จทั้งที่ปากว่าเจ็บหลังนั่นเอง
เขาเจ็บหลังจริงแต่คำถามทางปรัชญานั้นเป็นเรื่องสำคัญ

“เราทำงานเพื่ออะไร” นี่เป็นคำถามที่ใช้ได้กับทุกคนมิใช่เฉพาะนักวิ่งร้อยเมตร
“รัฐมนตรีที่เสนอตัวเข้ามาทำงาน ทำงานเพื่ออะไร” เราตั้งคำถามนักการเมืองและเทคโนแครตทุกพรรคได้ คำถามที่ชัดเจนมากกว่าคือ “ท่านมีหน้าที่ทำอะไร” ชัดกว่านั้นคือ “ท่านตื่นมาทุกเช้าท่านมีหน้าที่ทำอะไร”
นี่เป็นคำถามที่ผมใช้ถามเพื่อนร่วมงานเสมอ ตื่นเช้ามาทำงานทำอะไร ทำเพื่ออะไร ความจริงมีวิธีตอบคำถามนี้ง่ายๆ ถ้าเราไม่มาทำงานจะเกิดอะไรขึ้น สมมุติว่าเราไม่มาทำงาน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คำตอบจะชัดเจนขึ้นว่าเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร
คนเป็นหมอและครูได้เปรียบอาชีพอื่นที่ตอบคำถามนี้ได้ง่ายกว่า หมอตื่นเช้ามารักษาผู้ป่วยให้หาย ถ้าผู้ป่วยเป็นโรครักษาไม่หายตายค่อนข้างแน่ เราก็ยังมีคำตอบที่สองคือ หมอตื่นเช้ามาดูแลรักษาให้ผู้ป่วยอยู่กับโรคที่เป็นได้อย่างมีความสุข
ครูเป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่ตอบคำถามนี้ง่าย ครูตื่นเช้าไปสอนหนังสือ แต่พอถึงยุคสมัยใหม่คำถามนี้เริ่มตอบยาก ใช่หรือครูมีหน้าที่ตื่นเช้าไปสอนหนังสือ การศึกษามีแค่สอนหนังสือก็พอหรือ
ยิ่งไปกว่านั้น เรามีคำถามที่สองหมอไม่ไปทำงานจะเกิดอะไรที่โรงพยาบาล คำตอบคือเกิดแน่นอน มีความเสียหายเกิดแก่ผู้ป่วยและหน่วยงานโกลาหลอย่างยิ่ง แล้วถ้าครูไม่ไปทำงานล่ะจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ นักเรียนเสียประโยชน์ไปหนึ่งวัน แต่เสียหายระดับใดตอบยาก ที่บ้านนอก เราได้ยินเรื่องครูไปประชุมทั้งโรงเรียนปล่อยนักเรียนดูแลกันเองเป็นระยะๆ ผู้ดูแลการศึกษาไม่ปฏิรูปอะไรนานสามสิบปี มีความเสียหายมากเท่าไร
ดูหนังการ์ตูนเรื่องนี้ช่วงเลือกตั้งสร้างข้อสงสัยเชิงเปรียบเทียบได้อย่างง่ายดาย นักการเมืองและเทคโนแครตที่เสนอตัวเข้ามาวิ่งร้อยเมตรครั้งนี้ ท่านมีคำตอบหรือไม่ว่าจะทำงานเพื่ออะไร แน่ใจหรือไม่ว่าคำตอบนั้นจริง ไม่เสแสร้ง ชัดเจนเท่าๆ กับคำตอบที่ว่าหมอไปโรงพยาบาลทำไม

โทงาชิจะพบนักกรีฑาอาวุโสอีกสามคนบนเส้นทางชีวิตที่เขาเติบโตและหมดไฟ ปิดท้ายด้วยการบาดเจ็บครั้งใหญ่ สึนาดะ หัวหน้าทีม ซาอิสึ เจ้าของสถิติระดับประเทศ ไคโด ผู้วิ่งได้ที่สองเสมอ โทงาชิจะได้วิ่งร่วมกับสามนักวิ่งจนอายุมากขึ้นเป็นนักกีฬาอาชีพแต่ชื่อเสียงของเขาแผ่วลงทุกทีพร้อมๆ กับคำตอบ “ชีวิตของเราจบในสิบวินาที”
โคมิยะพบซาอิสึในคราวหนึ่ง โคมิยะเติบโตขึ้นมาก หน้าเคร่งเครียดเหมือนเดิม เขาคว้าชัยหลายครั้ง เขาถามซาอิสึว่า เราจะขจัดความกังวลได้อย่างไร
ซาอิสึตอบว่า “ไม่ควรคิดขจัดความกังวล ความกังวลช่วยให้เราพัฒนา ความกังวลไม่ใช่เรื่องไม่ดี ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องดี ชีวิตก็แค่กลุ่มก้อนเซลล์ก้อนหนึ่ง เพื่อเกียรติยศให้ทุ่มเทลงไป”
เมื่อโคมิยะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เขาพบซาอิสึในวันที่ฝ่ายหลังแผ่วลง เขาบอกซาอิสึว่า เขาวิ่งเพื่อทำลายสถิติตนเองเท่านั้น เขาไม่เคยมีคู่แข่ง ซาอิสึว่า ตัวเขาเองทำเช่นนั้นตลอดชีวิต ซ้อมทุกเช้า หนึ่งร้อยเมตร ทุบสถิติตัวเองทุกวัน ในสิบวินาทีนั้น สุดท้ายเหลือตัวคนเดียวมองรอบตัวไม่เห็นใคร เหมือนมองจากที่โหล่เลย แล้วซาอิสึก็วิ่งเป็นครั้งสุดท้าย
ไคโดบอกว่า เขาวิ่งหนีจากความจริง เขาเป็นนักวิ่งไว้เครามีอายุที่ได้ที่สองเสมอ เขาตอบโทงาชิว่า ตอนที่เขาแซงไม่ขึ้นนั่นคือความจริง มีทางเดียวที่เขาจะแซงขึ้นคือวิ่งหนีออกจากความจริง แล้วเขาก็คว้าชัยได้ครั้งแรกก่อนจะเลิกวิ่งอีกเช่นกัน
โทงาชิที่เคยหมดไฟแต่ก็ลุกขึ้นโค่นหัวหน้าทีมสึนาดะสำเร็จ เขาถูกหมอสั่งห้ามวิ่งเพราะกล้ามเนื้อฉีกขาดแต่ฝืนคำสั่งลงสนามประลองกับโคมิยะในตอนจบ โคมิยะนักวิ่งหน้าเครียดผู้เคร่งขรึมเสมอต้นเสมอปลายตลอดชีวิต แม้แต่กับโทงาชิผู้เคยสอนเขาวิ่ง เขารับคำท้าโทงาชิโดยไม่ลังเล จะว่าไปโทงาชิไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลย เขาชัดเจนมากเขาจะทำอะไร
“เราวิ่งร้อยเมตรเพื่ออะไร” เราถามแบบนี้ได้กับทุกอาชีพ
“ท่านตื่นเช้ามาทำอะไร” นี่เป็นคำถามที่ควรถามนักการเมืองและเทคโนแครตมืออาชีพที่เสนอตัวมาเป็นรัฐมนตรียามนี้
“ท่านแน่ชัดเพียงใดว่าจะทำอะไรและทำได้แน่”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
