คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
“ความคิด” (mind) ในที่นี้ ผมหมายความอย่างกว้างถึงการแสดงออกในอารมณ์ความรู้สึกจนกลายเป็นชุดความเชื่อของคนจำนวนมากในภาคใต้ที่มีต่อวิถีชีวิต สถาบันสังคม ศาสนา และความสัมพันธ์ของความเชื่อทั้งหมดต่อสังคม เกิดเป็นระบบความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม รวมศาสนาด้วย รวมเรียกว่า “อารยธรรมภาคใต้” (Southern Civilization)
ในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาอเมริกัน นักประวัติศาสตร์และอื่นๆ มักเสนอแต่ของปัญญาชนนักคิดนักเขียนในภาคเหนือ แทบไม่มีใครรู้หรือสนใจคนเหล่านี้ในภาคใต้
เชื่อกันว่า ภาคใต้ไม่มีปัญญาชนนักคิดที่แท้จริง ดังนั้น จึงไม่มีภูมิปัญญาภาคใต้
ที่เป็นเช่นนี้เพราะภาคใต้ตั้งแต่กำเนิดในอาณานิคมทางใต้โดยผู้อพยพอังกฤษ
เวอร์จิเนียเป็นอาณานิคมแรกที่รับเอาแรงงานผิวดำมาเป็นผู้ใช้แรงงานหลักในการเพาะปลูกทำไร่ จนขยายเป็นไร่ขนาดใหญ่ที่ส่งสินค้าสำคัญเข้าตลาดโลกคือยาสูบ น้ำตาล คราม ข้าว และที่มีผลสูงยิ่งคือ ฝ้ายสำหรับโรงงานทอผ้าในระยะแรกของอุตสาหกรรมอังกฤษ
ทำให้ภาคใต้กลายเป็นสังคมครองทาสและมีระบอบการเมืองแบบทาสที่อยู่ในมหาชนรัฐประชาธิปไตยร่วมกับภาคเหนือ
อิทธิพลของระบบทาสต่อชนชั้นนายทาสมีมากมาย อันหนึ่งคือ ชะลอความเติบโตและก้าวหน้าของความรู้และภูมิปัญญาสมัยใหม่
ดังเห็นได้จากการก่อตั้งวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมีชื่อในสหรัฐทั้งหมดที่เรียกว่า “ไอวี่ลีก” (Ivy League) หรือสถาบันเก่าแก่ เช่น ฮาร์วาร์ด เยล พรินซ์ตัน โคลัมเบีย และคอร์เนลนั้นล้วนอยู่ในภาคเหนือทั้งสิ้น
บรรดาทายาทของชนชั้นเจ้าของทาสใหญ่ๆ ต้องส่งลูกหลานขึ้นไปเรียนอุดมศึกษาในภาคเหนือทั้งนั้น เหมือนกับลูกหลานเจ้านายและเจ้าสัวในอุษาคเนย์เช่นกัน
หลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมือง นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่จึงพบว่า ภาคใต้เก่า (คือ 11 มลรัฐในภาคใต้ก่อนสงครามกลางเมืองที่สนับสนุนระบบทาส) ก็มี “ความคิด” ด้วยเหมือนกัน

และความคิดทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจถูกยกระดับขึ้นไปเป็นอุดมการณ์ของชนชั้นปกครองในภาคใต้ในช่วงสามทศวรรษก่อนสงครามกลางเมือง
อันเป็นผลมาจากการต่อสู้กับการโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์ระบบทาสในภาคใต้โดยขบวนการเลิกทาสในภาคเหนือ นำโดยวิลเลียม ลอยด์ แกริสัน ปัญญาชนภาคเหนือ นักหนังสือพิมพ์ปากกล้าที่โจมตีระบบทาสอย่างไม่ปรานีปราศรัย ถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐทางเหนือเลิกอยู่ร่วมกับรัฐทางใต้
หลังจากเห็นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อหลายปีก่อนโน้นในการโจมตีระบอบทักษิณอย่างรุนแรงและไม่ปรานีปราศรัย ทำให้ผมคิดใหม่ถึงบทบาทและฐานะของขบวนการเลิกทาสโดยแกริสันว่าเหมือนกับ พธม.อย่างยิ่งในทางอุดมการณ์ที่อาศัยศาสนาคริสต์และสถาบันหลัก (รัฐธรรมนูญ) เพื่อโค่นล้มระบอบตรงข้าม
ผมจึงว่า ขบวนการเลิกทาสในอเมริกาน่าจะเป็นขบวนการประชาสังคมแห่งแรกในโลกที่ตั้งใจโค่นล้มระบอบรัฐที่เป็นเป้าของการโจมตี
ในที่นี้ ประเด็นผมคือ ปัจจัยสำคัญและเป็นฐานให้แก่ชนชั้นปกครองนายทาสภาคใต้เก่าสามารถปลุกระดมและผลักดันให้รัฐภาคใต้เก่าประกาศแยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกาหลังจากลิงคอล์นได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ซึ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายได้นั้น มาจากการมี “ความคิดของภาคใต้” (the mind of the South) ที่ครองอำนาจนำเหนือความคิดและอุดมการณ์อื่นๆ
ความคิดนี้ได้ยกระดับเป็นตัวแทนของโลกทัศน์ชนชั้นนายทาส เพราะมันได้กลายเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐไปท่ามกลางการขับเคี่ยวกับอุดมการณ์เสรีนิยมในภาคเหนือ
เช่นนี้ที่ความพยายามประนีประนอมกันหลายครั้งระหว่างอำนาจการเมืองภาคเหนือกับใต้จากการประนีประนอมมิสซูรีปี 1820 ถึงการประนีประนอมใหญ่ปี 1850 ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะความคิดของคนทั้งเหนือและใต้ต่างมีโลกทัศน์อันเป็นของตนเองที่แตกต่างกันเสียแล้ว
ที่ผ่านมาเรามักคุ้นเคยกับโลกทัศน์และอุดมการณ์ภาคเหนือ เช่น เสรีนิยม รัฐธรรมนูญ อิสรภาพ เสรีภาพของปัจเจกบุคคลและทรัพย์สินส่วนตัว เรียกรวมๆ ว่า ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม
หากภาคใต้มี “ความคิด” ของเขาเอง มันมีหน้าตาบุคลิกอย่างไร ผมประมวลสรุปออกมาและแปลกใจที่นักคิดภาคใต้ก็เติบโตและหล่อเลี้ยงภูมิปัญญาด้วยกรอบวิธีคิดและประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตกเหมือนกับภาคเหนือ
พูดได้ว่า ทั้งสองภาคมีภูมิหลังอันเดียวกัน แต่ตอนนี้ขัดแย้งและกำลังแตกแยกกันเป็นสองส่วน ด้วยปัญหาระบบแรงงานหลักในการผลิตภายใต้ระบบทุนนิยมระหว่างแรงงานเสรีกับทาส
แนวคิดสำคัญที่ดำรงอยู่ในความคิดภาคใต้จึงประกอบไปด้วยคำหลักเหมือนกัน เช่น อิสรภาพเสรีภาพ (freedom) ความก้าวหน้า (progress) ปัจเจกชน (individual) และทรัพย์สินส่วนตัว (private property)
แต่ที่ต่างกันอย่างแรงคือ สัมพันธภาพระหว่างปัจเจกชนกับรัฐ ระหว่างศาสนากับรัฐ ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง
ในขณะที่ภาคเหนือให้ความสำคัญแก่ปัจเจกชนเหนือรัฐ และรัฐเหนือศาสนา เอกชนเหนือชุมชน
ส่วนภาคใต้ให้ความสำคัญแก่รัฐเหนือปัจเจกชน ศาสนาเหนือรัฐหรือชุมชน และชุมชนเหนือเอกชน
ผู้นำการเมืองคนสำคัญ เช่น จอห์น ซี. แคลฮูน แห่งรัฐเซาท์แคโรไลนา จึงตอบโต้ “คำประกาศเอกราช” ของบิดาผู้สร้างมหาชนรัฐที่ประกาศว่าคนเราเกิดมาเท่าเทียมกัน ด้วยการเปิดวรรคทองของเขาใน Disposition on Government ว่า “คนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน”
จุดหมายของสังคมคือการที่คนทั้งหมดอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข แต่การสร้างสังคมสันตินั้นไม่ใช่ให้คนทั้งหมดทำ
ในความจริงต้องทำโดยคนส่วนน้อยที่มีความสามารถ นานไปผลสำเร็จในสังคมก็ค่อยแจกจ่ายลงไปยังคนส่วนใหญ่ ให้เอกชนทำกันเองก็จะเกิดความขัดแย้งทะเลาะกัน หากแต่ต้องให้รัฐกำกับและนำทางให้ จึงจะเกิดความสมานฉันท์และสามัคคี
ระบบทาสภาคใต้จึงมีนักประวัติศาสตร์เสนอว่าก็คือระบอบปิตาธิปไตย (paternalism) ที่นายทาสเลี้ยงดูค้ำจุนทาสที่ทำงานให้เขาด้วยความปรานี
ตรงข้ามกับที่นวนิยายชื่อดัง “กระท่อมน้อยของลุงทอม” (Uncle Tom’s Cabin) ที่เขียนโดยนักต่อต้านทาสภาคเหนือ (แฮเรียต บีชเชอร์ สโตว์) ที่กล่าวหาว่านายทาสกระทำทารุณต่อทาสและครอบครัวอย่างน่ารันทด
การประลองกำลังทางภูมิปัญญาระหว่างเหนือกับใต้ ในระยะการก่อรูปของความขัดแย้งระหว่างสองภาคจึงนำไปสู่การสร้างทฤษฎีใหม่เรียกว่า “ลัทธิประจักษ์นิยมของระบบทาส” (Slavery in the Abstract) ที่นักคิดปัญญาชนภาคใต้เก่าพากันออกมาปกป้องและสดุดีระบบทาส ในที่นี้ ทาสไม่ใช่เรื่องของสีผิวหรือเชื้อชาติ หากแต่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าทุกหนทุกแห่งในอดีตถึงปัจจุบัน
การใช้แรงงานที่ไม่เสรีนั้นเป็นรูปแบบหลักและทั่วไป ไม่ใช่เรื่องประหลาดหรือผิดศีลธรรมอะไร
มีแต่ในยุคแสงสว่างทางปัญญาในยุโรปเท่านั้นที่พวกนักคิดนักปรัชญาเริ่มหาเรื่องโจมตีแรงงานทาสว่าผิดศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง
ความคิดของภาคใต้เก่าจึงมองว่า พวกเขาคือคนที่ยึดมั่นในศีลธรรม ความก้าวหน้า และป้องกันความก้าวหน้าของมนุษยชาติให้รอดพ้นจากหายนะ อันเกิดจากปรัชญาแสงสว่างและการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสที่นำความปั่นป่วนและแตกระส่ำระสายมาสู่สังคม
พวกเขายอมรับความคิดว่า เสรีภาพนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และทางจริยธรรม เพียงแต่ต้องอยู่ใต้การดูแลของผู้ใหญ่
ความเคลื่อนไหวและความคิดเชิงอนุรักษนิยมของพวกเขามุ่งในการต่อต้านการขยายตัวของความคิดรุนแรงที่มากับระบบทุนนิยม เช่น การประท้วงของกรรมกร การต่อต้านรัฐบาล และการปลดปล่อยปัจเจกชนให้เป็นเสรี
ทั้งหมดนี้ความคิดภาคใต้เก่ามองว่า คือการทำลายระเบียบสังคมและสมานฉันท์ภายใต้การอุปถัมภ์ดูแลของผู้ปกครองที่ทำทุกอย่างตามคำสอนของพระเจ้า
เขียนมายืดยาวเพื่อจะบอกว่า ผมกำลังมองหาว่า “ความคิด” ของโดนัลด์ ทรัมป์ และขบวนการสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกนั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน ใครเป็นปัญญาชนนักคิดสำคัญของมาก้า
กระทั่งวันนี้ผมยังหาไม่เจอ ที่ผมเทียบเคียงความคิดทรัมป์กับภาคใต้เก่า เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า มี “ร่องรอย” ของสองขบวนการนี้ที่ใกล้เคียงกันมาก
กล่าวคือ ลัทธิทรัมป์มุ่งโจมตีปราการและรากฐานหลักของแนวความคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างรุนแรง และเอาจริงเอาจังมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เช่น การถล่มวิพากษ์วิจารณ์แล้วตัดงบและออกกฎเพื่อควบคุมการเรียนการสอนและวิจัยของมหาวิทยาลัย “ไอวี่ลีก” อย่างไม่อาจคาดคิดได้
ยกเลิกหน่วยงานองค์กรที่ทำงานด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน
ยกเลิกและห้ามการเรียนและทำกิจกรรมด้าน Diversity Equity Inclusive-DEI คือความหลากหลาย เท่าเทียมและร่วมกันของคนหลากหลายลงไป
ควบคุมการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่แสดงออกอย่างเสรีและเปิดกว้าง
นำกำลังทหารลงไปควบคุมพฤติกรรมชาวบ้านในรัฐที่เป็นเสรีนิยมและเชื่อพรรคเดโมแครต จนถึงใช้กำลังทหารและกลยุทธ์แบบ “นายทาส” ในการจัดการกับปัญหาระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ หวาดกลัวและเกลียดลัทธิเสรีนิยมยิ่งกว่าลัทธิและหัวหน้าคอมมิวนิสต์เช่นประธานาธิบดีปูตินและสี จิ้นผิง เสียอีก
มองอย่างประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต เหมือนกับว่าลัทธิทรัมป์กำลังแก้แค้นเหตุการณ์และผลในประวัติศาสตร์ยุคสงครามกลางเมืองที่ภาคใต้เก่าพ่ายแพ้ และ “ความคิดภาคใต้” และอดีตอันรุ่งโรจน์ของชนชั้นและ “อารยธรรมภาคใต้” ที่เป็นระบบทาสถูกทำให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนอเมริกัน ไม่ต้องพูดถึงคนนอกประเทศอเมริกาทั้งโลกซึ่งยิ่งไม่รู้เรื่องตื้นลึกหนาบางในประวัติศาสตร์อันเป็นโศกนาฏกรรมนี้แต่อย่างใด
ทุกวันนี้ ทุกคนต่างถามกันจ้าละหวั่นว่า ระบอบทรัมป์และรัฐบาลนี้คิดอะไร และจะทำอะไร เพื่ออะไร แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้อย่างมั่นใจว่าทรัมป์ทำเพื่ออะไร
