bg-single

งูใหญ่ ศัตรูของเทพเจ้า ในวัฒนธรรมโบราณ

30.01.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

คําว่า “อัมดูอัต” (Amduat) ในภาษาอียิปต์โบราณนั้น แปลตรงตัวว่า “ข้อความ หรือหนังสือ ที่ซ่อนอยู่ยมโลก หรือโลกของคนตาย” เป็นชื่อที่ใช้สำหรับเรียกบทสวดที่ว่าด้วยพิธีศพ ที่เกือบจะถูกสงวนไว้สำหรับฟาโรห์เท่านั้น อย่างเป็นการเฉพาะเจาะจง (แปลว่า บางครั้งก็จะถูกนำไปใช้กับใครที่ไม่ใช่ฟาโรห์อยู่บ้างด้วยเช่นกัน)

ดังนั้น บทสวดที่ว่านี้จึงถูกเขียนเอาไว้ในสุสานของฟาโรห์เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเป็นที่นิยมในช่วงราชอาณาจักรใหม่ของอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะช่วงต้นอย่างในสมัยราชวงศ์ที่ 18 (ราว 3,550-3,292 ปีที่แล้ว)

ส่วนการที่บทสวดอัมดูอัตได้ถูกสงวนไว้ใช้กับฟาโรห์นั้น ก็อาจจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก เมื่อพิจารณาจากหลักใหญ่ใจความของเนื้อหาภายในบทสวด อันเป็นปรัมปราคติที่เล่าถึงเรื่องราววัฏจักรในแต่ละวันของ “รา” (Ra) เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์

อันเป็นเทพเจ้าที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่ง ตามความเชื่อของพวกไอยคุปต์โบราณ

ชาวอียิปต์โบราณนั้นเชื่อว่านอกจากที่ “ดวงอาทิตย์” จะขึ้นทางทิศตะวันออก และเดินทางไปจนตกลงทางทิศตะวันตกในแต่ละวันแล้ว ก็ยังจะต้องเดินทางผ่านใต้พิภพ ผ่านดินแดนของคนตาย ที่เรียกว่า “ดูอัต” (Duat) จากทิศตะวันตก ไปจนตกลงทางทิศตะวันออกในทุกๆ วันด้วยเหมือนกัน

ลักษณะอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงภาพของ “ความตาย” และ “การเกิดใหม่” อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดตามความเชื่อของอียิปต์โบราณ เนื่องจากดวงอาทิตย์ “ดับ” เมื่อตกลงทางทิศตะวันตกในทุกวัน และผ่านการทดสอบของการเกิดใหม่ในโลกใต้พิภพ ดวงอาทิตย์จึง “เกิดใหม่” อีกครั้งในตอนเริ่มต้นของวันใหม่ ทางด้านทิศตะวันออก

ที่สำคัญคือ “ฟาโรห์” ผู้ล่วงลับ จะเดินทางผ่านโลกใต้พิภพด้วยพาหนะสำคัญฮย่าง “เรือสุริยะ” เช่นเดียวกันนี้ จนในที่สุดก็จะเกิดใหม่ และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้า “รา” และสถิตอยู่เช่นนั้นตลอดไป (ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีการฝังเรือขนาดใหญ่เอาไว้ที่ข้างๆ ของมหาพีระมิด แห่งเมืองกิซา ถึงแม้ว่ามหาพีระมิดเหล่านี้จะมีอายุสมัยที่เก่าแก่กว่าบทสวดอัมดูอัตถึงพันกว่าปีก็เถอะ)

โดยมีเทพเจ้าหลายองค์คอยช่วยเหลือทั้งรา และฟาโรห์ผู้ล่วงลับ ในการเดินทางดังกล่าว ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าแห่งอรุณรุ่งที่มีนามว่า เคปรี (Khepri), เทพีไอซิส (Isis) ผู้เป็นมารดาแห่งเหล่าทวยเทพ หรือเทพบดีของโลกหลังความตายอย่าง โอซิริส (Osiris)

อนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าหลายองค์ที่ไม่ได้ระบุชื่อหรือไม่ทราบชื่อ ที่ถูกอ้างถึงในข้อความของอัมดูอัตอีกด้วย

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในที่นี้มากกว่าก็คือ ปีศาจ หรือสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ตนหนึ่งที่มีชื่อว่า อโพฟิส (Apophis) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคู่ปรับสำคัญของเทพรา และบรรดาเทพเจ้า กับฟาโรห์ผู้ล่วงลับผู้ร่วมเดินทางไปกับเรือสุริยะของเทพเจ้ารา ด้วยเช่นกัน

อะไรที่ชาวอียิปต์โบราณเรียกว่า “อโพฟิส” นั้น มีรูปร่างเป็น “งูใหญ่” เป็นศัตรูตนสำคัญของรา (ไม่อย่างนั้นจะมาคอยขัดขวางเรือของสุริยเทพราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไปทำไมกัน) ดังนั้น เราจึงสามารถเห็นภาพของอโพฟิสได้อยู่บ่อยครั้ง ในสุสานของฟาโรห์ ที่เขียนภาพเรื่องราวในบทสวดอัมดูอัตเอาไว้นั่นเอง

ปรัมปราคติของไอยคุปต์ชนโบราณอ้างเอาไว้ว่า อโพฟิสนั้นเป็นเจ้าแห่งความมืด และความโกลาหล ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่เจ้างูใหญ่ยักษ์ตนนี้จะเป็นศัตรูโดยธรรมชาติกับเทพเจ้าผู้นำมาซึ่งแสงสว่างอย่างสุริยเทพรา กับเทพีแห่งระเบียบจักรวาล กฎหมาย ความยุติธรรม ความจริงแท้ อย่างเทพีมาอัต (Maat)

อโพฟิสยังถูกขนานนามว่าเป็น อสรพิษแห่งแม่น้ำไนล์ หรือบางทีก็ถูกเรียกว่า มังกรปีศาจ มีลำตัวยาวถึง 16 หลา และมีหัวที่แข็งแกร่งประดุจหินเหล็กไฟ (flint) บางตำนานอ้างว่า มันก็คือสายรกเมื่อคราวกำเนิดของเทพเจ้ารา แต่บางตำนานก็ระบุว่า มันผุดมาจากน้ำลายของเทพีดึกดำบรรพ์อย่างเทพีเนธ (Neith) ผู้เป็นเทพีแห่งสงคราม การล่าสัตว์ บางทีก็ถูกนับถือในฐานะมารดาของสุริยเทพรา หรือเทพีผู้สร้างโลก

เทวตำนานเรื่องหลังสุดนี้มีรายละเอียดว่า เมื่อครั้งที่เทพีเนธยังคงสถิตอยู่ในน้ำบรรพกาล (primeval water, ตามปรัมปราคติของอียิปต์ เมื่อคราวที่โลกกำเนิดขึ้นนั้น มีเพียงแค่น้ำบรรพกาลแห่งความโกลาหลที่เรียกว่า ‘นู’ [Nu] บางทีเรียก ‘นัน’ [Nun] โดยมีบุคลาธิษฐานเป็นเทพชื่อเดียวกัน ที่ท่วมทับแผ่นดินอยู่) น้ำลายของไท้เธอได้ให้กำเนิดเป็นงูยักษ์ขนาดใหญ่ที่ยาวถึง 120 หลา ซึ่งก็คือ อโพฟิส นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วมักกล่าวกันว่า เจ้างูตัวยักษ์เบิ้มที่เรียกว่าอโพฟิสนั้น มักจะวางตัวเองอยู่ที่ใต้เส้นขอบฟ้า อันเป็นสถานที่ซึ่งพระอาทิตย์ตกดิน และขึ้นมาอีกครั้งในทุกเช้าตรู่ ดังนั้น อโพฟิสจึงเป็นส่วนหนึ่งของโลกของคนตาย ไม่ได้อยู่ในโลกคนเป็นของมนุษย์

แต่บางแห่งก็ระบุว่า อโพฟิสจะซุ่มรอสุริยเทพราอยู่ที่หุบเขาทางด้านทิศตะวันตก ที่ชื่อว่า “มานู” (Manu) อันเป็นพื้นที่ที่พระอาทิตย์จะตกลงแล้วเคลื่อนตัวจากโลกของคนเป็น ไปยังโลกของคนตาย ในขณะที่บางตำราระบุว่ามันจะซุ่มรอเทพเจ้าราอยู่ในเขตแดนที่เรือสุริยะจะเคลื่อนตัวเข้าไปในช่วงชั่วโมงที่ 10 ในโลกของคนตาย

เอาเข้าจริงแล้วในบทสวดเรื่องเล่าต่างๆ ของชาวไอยคุปต์โบราณจึงไม่ได้ระบุถึงนิวาสสถานของงูยักษ์ตนนี้เอาไว้ต้องตรงกันนัก แต่การที่งูใหญ่ตนนี้มีสถานที่พำนักอยู่ในสถานต่างๆ กันไปจึงทำให้มันถูกเรียกว่าเป็นงูใหญ่ที่ขนดร่างกายโอบล้อมโลกเอาไว้

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากอย่างหนึ่งก็คือ การที่มีข้อมูลบางส่วนระบุว่า อโพฟิสนั้นเคยเป็นเทพเจ้าที่มีอำนาจสูงที่สุดมาก่อน แต่ประพฤติตนชั่วร้ายจึงได้ถูกสุริยเทพราโค่นล้มลง พร้อมกับได้จองจำเอาไว้ ซึ่งก็ชวนให้นึกถึงชะตากรรมของเทพเจ้าผู้เคยยิ่งใหญ่ แต่ถูกจับยัดตำแหน่งผู้ร้ายให้ เมื่อศาสนาหรือความเชื่อใหม่เกิดขึ้นในสังคมอยู่อีกหลายรายเลยทีเดียว

น่าสังเกตด้วยว่า ความเชื่อในทำนองที่ “งูใหญ่” เป็นสัญลักษณ์ของความมืด หรือความชั่วร้าย และเป็นศัตรูโดยธรรมชาติกับเทพเจ้าที่นำพามาซึ่งแสงสว่างนั้น ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในศาสนาและความเชื่อของชนชาวอียิปต์โบราณเท่านั้น

อีกศาสนาความเชื่อหนึ่งที่มีลักษณะในทำนองเดียวกันนี้ ก็คือศาสนาของชนชาวเปอร์เซียโบราณ (ปัจจุบันคือพื้นที่ประเทศอิหร่าน) ที่เรียกกันว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ซึ่งนับถือ “อาหุระ มาสดา” (Ahura Mazda) เป็นพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียว โดยพระเป็นเจ้าองค์นี้เป็นเทพแห่งปัญญา และแสงสว่าง

ส่วนศัตรูคู่อาฆาตของพระองค์ ที่เป็นเจ้าแห่งขั้วตรงข้ามของเทพเจ้าอาหุระ มาสดานั้น มีชื่อว่า “อังครา เมนยู” (Angra Mainyu) แต่จอมปีศาจตนนี้ก็ไม่ได้เป็นงูใหญ่หรอก ลูกชายของเขา ซึ่งก็ถือว่าเป็นศัตรูโดยธรรมชาติของจอมเทพแห่งแสงสว่างและปัญญา ที่มีชื่อว่า “อาซิ ดาฮากา” (Azi Dahaka) ต่างหากที่มีรูปร่างเป็นงูใหญ่ หรือมังกร

ในคัมภีร์อเวสตะ ซึ่งเปรียบได้กับพระไตรปิฎก หรือไบเบิลของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ซึ่งเรียบเรียงขึ้นเมื่อราว 4,000 ปีที่แล้วนั้น ระบุว่า “ดาฮากา” เป็นงูใหญ่ หรือมังกรอสูร ที่มี 3 หัว 6 ตา และมี 3 ปาก มีสติปัญญาเจ้าเล่ห์ ชั่วร้าย และแข็งแกร่งเหมือนปีศาจ

ส่วนที่บอกว่าเป็นงูใหญ่นั้น ก็เพราะคำว่า “azi” แปลว่า “งูใหญ่” หรือ “มังกร” โดยเป็นที่ยอมรับกันดีว่า คัมภีร์อเวสตะนั้นมีอิทธิพลต่อคัมภีร์ฤคเวท ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เรียบเรียงขึ้นเมื่อระหว่าง 4,000-3,500 ปีที่แล้ว เป็นอย่างสูง

โดยคำว่า “azi” นี้ก็ส่งทอดให้เป็นคำว่า “อหิ” ซึ่งแปลว่า “งูใหญ่” หรือ “พญานาค” ในคัมภีร์ฤคเวทด้วยเช่นกัน (คำว่า นาค ในคัมภีร์ฤคเวท ยังไม่ได้หมายถึงงูใหญ่ แต่แปลว่า ช้าง หรือเมฆ ในภาษาสันสกฤต

คำว่า นาค จะแปลว่า งูใหญ่ ในคัมภีร์รุ่นหลังจากคัมภีร์ฤคเวทลงมาแล้ว)

คัมภีร์ฤคเวท ซึ่งเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดในพระเวท เล่าถึงอสูรตนหนึ่ง มีรูป “งูใหญ่” ชื่อ “วฤตรา” ได้นำ “น้ำ” ทั้งจักรวาลไปกักเก็บไว้ในหุบเขา และขนดไว้ภายในร่างกายของวฤตราสูรเองแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ความชุ่มชื้นขาดหายไปจากโลก จนเกิดสภาวะอันแห้งแล้ง ผู้คนและสรรพสัตว์ต่างก็พากันเดือดร้อนทั่วไปหมด

ความจึงได้ร้อนไปถึงพระอินทร์ ในฐานะของผู้เป็นราชาเหนือเทพเจ้าทั้งปวง ให้ต้องแต่งทัพไปปราบวฤตราสูรเพื่อช่วงชิงเอาความชุ่มชื้นกลับมา

โดยทัพอันเอิกเกริกของพระอินทร์ประกอบไปด้วย คณะเทพมารุต จำนวนมากมายมหาศาล ที่เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนแล้วมีเสียงดังกึกก้องประดุจเสียงฟ้าร้องครืนครัน พระวรุณหรือที่คนไทยเรียกกันว่า พระพิรุณ และถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฝน พระวิษณุ (หรือที่หลายครั้งในยุคหลังเรียกกันว่า พระนารายณ์) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์ พระอัคนี ผู้เป็นเจ้าแห่งไฟ และพระโสม ผู้เป็นเทพแห่งน้ำโสม ผู้ประทานพลังแห่งความกล้าหาญ เป็นต้น

เมื่อพระอินทร์ได้พบกับอสูรวฤตราผู้ชั่วร้ายแล้ว พระองค์ก็ทรงขว้างอาวุธคู่พระหัตถ์ของพระองค์คือ “วัชระ” หรือ “สายฟ้า” ตรงไปปักเข้าที่เศียรของอหิวฤตราสูรเสียจนขาดสะบั้น แล้วความชุ่มชื้นก็กลับคืนสู่โลกอีกครั้ง ด้วยอุปสรรคคืออสูรแห่งความแห้งแล้ง ได้เสียชีวิตจบสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว

อหิวฤตราสูรเองจึงเป็นศัตรูกับเทพเจ้า ไม่ต่างไปจากอาซิ ดาฮากา และยังเป็นไปได้ว่าจะรับเอาลักษณะความเป็นงูใหญ่ที่ชั่วร้าย มาจากความเชื่อในศาสนาโซโรอัสเตอร์เสียด้วย

ในขณะที่งูใหญ่ที่เป็นศัตรูกับเทพแห่งแสงสว่างอย่างอาซิ ดาฮากา ก็ชวนให้คิดถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเป็นศัตรูของเจ้างูใหญ่อโพฟิส กับสุริยเทพรา ตามความเชื่อของชนชาวไอยคุปต์ โดยเฉพาะเมื่ออียิปต์เองก็มีหลักฐานการติดต่อกับโลกตะวันออกกลาง ที่ใกล้ชิดกับอิหร่านอีกทอดหนึ่งอยู่เนืองๆ

บางทีตำนานปรัมปราเหล่านี้อาจมีอิทธิพลสืบทอดถึงกัน แต่แตกต่างกันออกไปในรายละเอียด เพราะสภาพแวดล้อมของสังคมที่แตกต่างกันออกไปก็ได้ ใครจะไปรู้?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’
เหมืองทองที่ล่องแจ้ง
E-DUANG | ปรากฎการณ์ พนัส ไทยล้วน ความเป็นจริง ใน สังคมไทย
อัพสกิล เอไอ อัพสกิล การเมือง