หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
เกาะลิบง ปลายเดือนธันวาคม
เป็นช่วงเวลาที่น้ำทะเลลด ผืนทรายหาดตูบทอดตัวยาว ทรายเม็ดละเอียดหนาแน่น บางช่วงบนผืนทรายปรากฏรอยหยักคดเคี้ยว หาดทรายโล่ง ดูอ้างว้าง
รูเล็กบนผืนทรายคือที่อยู่ของชีวิตมากมาย
พวกมันเป็นอาหารชั้นดีของเหล่านกชายเลน
แต่ตอนนี้ หาดโล่ง ว่างเปล่ากว้างไกลราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
ผมอยู่ในซุ้มบังไพรใต้ต้นลำพู น้ำทะเลสะท้อนแสงแดด ระยิบระยับ ไกลๆ นั่น มีนกบินเป็นกลุ่มๆ น้ำทะเลลดระดับ ทำให้ฝูงนกกระจายไปทั่ว
แต่อีกไม่นานเมื่อน้ำทะเลขึ้น พวกมันจะมารวมตัวกันบนดอนทราย ไม่ไกลจากที่ผมเฝ้ารอ
ฝูงนกซึ่งบินเป็นกลุ่มๆ นั้น คือเหล่านักเดินทางที่เดินทางจากบ้าน ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาอาหารขาดแคลน
พวกมันมีจุดมุ่งหมายที่นี่ และบริเวณหาดทราย รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำอีกหลายแห่ง
เดินทางจากบ้าน เพื่อมายังแหล่งอาหาร เมื่อถึงเวลา ถึงช่วงเวลาแห่งความรักก็จะกลับบ้าน
พวกมันเป็นชีวิตต่างถิ่น เดินทางมาใช้เวลาอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง และเดินทางกลับ ระยะทางยาวไกล
มีไม่น้อยหรอกที่มาไม่ถึง
และมีส่วนหนึ่งเช่นกันที่ไม่ได้กลับ
การเดินทางซึ่งมีมาเนิ่นนานแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตในธรรมชาติ
แต่ถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า จะมีชีวิตต่างถิ่นอีกจำนวนหนึ่ง เป็นชีวิตซึ่งพูดได้ว่าไม่ควรอยู่ตรงนั้น
ในป่า มีบางสิ่งเปลี่ยนไป นั่นคือเป็นการปรากฏตัวของบางชีวิต
พวกมันมาโดยไม่มีใครเรียกมันว่าผู้บุกรุก
ปลาตัวหนึ่งที่ว่ายอยู่ในแม่น้ำ ในคลอง ดูไม่ต่างจากปลาอีกหลายชนิด
กิ้งก่าหรือเต่าที่คลานอยู่ริมตลิ่งนกที่บินผ่านท้องนา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เมื่อหลุดออกจากกรง มันก็แค่ “สัตว์อีกตัวหนึ่ง” ในสายตาคนทั่วไป
แต่ในป่า พวกมันเป็นแขกที่ไม่รู้จักทางกลับบ้าน
การปรากฏตัวของปลาหมอคางดำเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวอย่างปลาขนาดไม่ใหญ่ สีสันไม่ฉูดฉาด มันไม่ได้ดูน่ากลัว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมการกินที่ไม่เลือก ความสามารถในการปรับตัวและการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้มันค่อยๆ แย่งพื้นที่ แย่งอาหาร และเบียดชีวิตเดิมออกไป
ปลาพื้นถิ่นไม่ได้ตายทันที พวกมันเพียง “ค่อยๆ หายไป”
พวกมันคือชีวิตต่างถิ่น ซึ่งจำนวนมากหลุดเข้ามาในธรรมชาติ ส่วนหนึ่งถูกนำเข้ามา เพราะความแปลก ความน่ารัก น่าเอ็นดู
หลังจากผ่านไปสักระยะ พวกมันเติบโต ความน่ารักตามประสาลูกสัตว์เปลี่ยนไป บางตัวถูกปล่อย เพราะเจ้าของไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันอีก บางตัวถูกปล่อย เพราะมันโตเกินไป บางตัวหลุด เพราะกรงไม่แข็งแรงพอ
แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากความรัก แต่คล้ายจะเป็นความรักที่ไม่เข้าใจผลลัพธ์
การสั่งสัตว์ “แปลกๆ” จากต่างถิ่นมาเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นปลา, สัตว์เลื้อยคลาน, นก หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เริ่มต้นจากความหลงใหลจากความแปลกใหม่ จากความรู้สึกว่าเราอยากใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ย่อส่วนธรรมชาติให้เหลือเพียงตู้กระจก เป็นกรงแคบๆ
โดยลืมไปว่า ชีวิตหนึ่งชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อเติมเต็มความรู้สึกของใครบางคนชั่วคราว

สัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดพวกมันไม่ได้ตั้งใจจะทำลายอะไร
มันเพียงทำหน้าที่ของมันกินเพื่ออยู่ขยายพันธุ์ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ และใช้ทุกความสามารถที่มีเพื่อเอาตัวรอด
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สัตว์แต่อยู่ที่พื้นที่ที่ไม่เคยเตรียมตัวรับมัน พื้นที่ซึ่งไม่เคยมีพวกมันอยู่ และไม่ควรอยู่ในป่า
ทุกชีวิตได้รับการออกแบบมาและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสอดคล้อง
ทุกชีวิตรู้จังหวะของตนเอง
ทุกชีวิตมีหน้าที่ มีการควบคุมปริมาณกันอย่างเหมาะสม รู้ว่าชีวิตใดควรมีอยู่ในจำนวนเท่าใด
เมื่อมีชีวิตใหม่แทรกเข้ามา ความสอดคล้องนั้นไม่พังในทันที
แต่หายนะเริ่มต้นอย่างเงียบๆ
ปลาหมอคางดำทำให้เราเห็นผลลัพธ์ชัดเจน แหล่งน้ำที่เหลือเพียงปลาชนิดเดียว เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งเสียหายย่อยยับ
ในป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำที่พืชพื้นถิ่นหายไป พืชต่างถิ่นเข้ามาแทนที่
แม้แต่การปล่อยปลา ปล่อยนกเพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ ปล่อยในแหล่งที่มันไม่ควรอยู่ ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเป็นแหล่งอาหาร
สัตว์บางชนิดที่เคยพบง่าย กลายเป็นเรื่องเล่า ในทางกลับกัน
บางชนิดเพิ่มจำนวนอย่างขาดสมดุล
ความเสียหายจากชีวิตต่างถิ่น ไม่ใช่ความรุนแรงฉับพลัน แต่มาในรูปของการสะสม
ไม่ค่อยมีใครรู้สึกนัก จนกระทั่งพบว่ามีปัญหา
เราพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จับ กำจัด หรือควบคุมประชากร โดยไม่ย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้น
จุดเริ่มต้นนั้น ไม่ได้อยู่ในป่าแต่อยู่ในบ้านอยู่ในตลาด อยู่ในความคิดว่า “เลี้ยงได้” โดยไม่คิดต่อว่า “เลี้ยงแล้วอย่างไร”
เราไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ
เพียงต้องระมัดระวังและควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่เรานำเข้าไปในระบบที่เปราะบางกว่าที่คิด การกระทำของเรามีผลลัพธ์อันยาวนาน
การหายไปของบางชีวิตมักเริ่มจากการมาถึงของอีกชีวิตหนึ่ง
การ “อนุรักษ์” ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ไม่ใช่สิ่งพิเศษ ทุกคนทำได้ ไม่ต้องเป็นโครงการใหญ่ ไม่ใช่งบประมาณ และไม่ใช่คำพูดสวยงาม แต่อาจเริ่มจากการหยุดก่อนจะสั่ง ก่อนจะเลี้ยง และก่อนจะปล่อย
มีความจริงอยู่ว่า ความไม่เข้าใจอาจเกิดจากความไม่รู้
แต่การไม่ใส่ใจนั้นเกิดจากการเลือกที่จะไม่รู้
นํ้าทะเลขึ้นเต็มที่ เบื้องหน้าผมเหลือเพียงสันทรายแคบๆ แถวยาวของนกเริ่มกระจัดกระจาย
พวกมีขาสั้นอย่างนกหัวโตสีเทาบินขึ้นก่อน ตามด้วยนกปากแอ่น
เหลือแต่พวกขายาวอย่างนกอีก๋อยที่รอจนกระทั่งน้ำท่วมข้อเท้าจึงทยอยบินขึ้นไปเกาะบนกิ่งแห้งของต้นเสม็ดที่ขึ้นอยู่รอบๆ หาด
ความเวิ้งว้างของผืนทรายเปลี่ยนเป็นระลอกพลิ้วของน้ำทะเล
ผมแบกกล้อง เดินลุยน้ำสูงระดับเอว กลับมาที่ชายฝั่ง บนกิ่งแห้งของต้นเสม็ด มีนกต่างถิ่นจำนวนมากเกาะอยู่ พวกมันมาและกลับ เป็นวัฏจักรเช่นนี้มาเนิ่นนาน
ผมนึกถึงชีวิต “ต่างถิ่น” ซึ่งไม่สมควรอยู่ที่นี่ พวกมันเปรียบเสมือนร่องรอยที่เราทิ้งไว้ในป่า ทุกชีวิตที่เข้าป่าทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ไม่มากก็น้อย หากเรายังคงไม่ใส่ใจ และเลือกที่จะไม่รับรู้ ไม่นาน รอยของชีวิตต่างถิ่นจะเป็นรอยที่เราไม่มีโอกาสลบมันออกเลย
และเราอาจกลายเป็นส่วนน้อย เป็นชีวิต “ต่างถิ่น” ในบ้านของเราเอง…
