สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

นํ้าป่าสีแดงข้นคลั่กไหลบ่าจากภูเขาสูงทั้งแรงทั้งเร็วถั่งโถมทะลักท่วมใส่บ้านเรือนในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เมื่อเช้าตรู่วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นคล้ายกับเหตุน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และหลายแห่งทั่วโลกเมื่อมีพายุฝนฟ้าถล่มอย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง จึงเกิดคำถามว่า ในอนาคตชาวโลกเตรียมแผนอย่างไรเพื่อลดความสูญเสียและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เกิดขึ้นในจังหวัดน่านเท่าที่มีบันทึกตั้งแต่ปี 2503 เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา 87 เปอร์เซ็นต์ ในครั้งนั้นความสูญเสียไม่ปรากฏชัด อาจเป็นเพราะว่าประชากรจังหวัดน่านมีเพียง 250,000 คน อยู่กระจัดกระจาย ไม่กระจุกตัวเหมือนเช่นปัจจุบัน

มาปี 2549 น้ำท่วมจังหวัดน่านยกระดับความรุนแรงหลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ระดับน้ำสูงล้นตลิ่งถึง 1.42 เมตร ความเสียหายเห็นชัดขึ้น เพราะประชากรน่านเพิ่มเป็น 477,000 คน เกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2503 เหตุการณ์ครั้งนั้นประเมินว่าสร้างความเสียหายมากถึง 1,800 ล้านบาท

เทศบาลเมืองน่านแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการสร้างระบบพนังกั้นน้ำมีความยาว 9 กิโลเมตร ถึงกระนั้นก็เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกในปี 2561 น้ำจากภูเขาสูงไหลทะลักเข้าสู่ตัวเมืองน่าน ระดับน้ำล้นตลิ่งสูง 1.32 เมตร ความเสียหายราว 900 ล้านบาท

ปี 2567 ฝนตกหนักมากทำลายสถิติในรอบ 100 ปี น้ำทะลักล้นกำแพงที่สร้างเสริมแนวตลิ่งธรรมชาติถึง 1.72 เมตร เท่ากับว่าระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงเท่ากับ 8.72 เมตร กระแสน้ำไหลแรง กำแพงต้านไม่อยู่ น้ำทะลักเข้าสู่บ้านเรือนประชาชนเกิดความเสียหายเป็นมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท

ภูมิประเทศจังหวัดน่านเป็นภูเขาสูงชันรูปตัววี น้ำที่สะสมบนภูเขาสูงทั้งสองด้านไหลลงมายังด้านล่างซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักๆ ฝนตกหนักเท่าไร ปริมาณน้ำยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น ประกอบกับพื้นที่ป่าไม้บนภูเขาถูกโค่นทำลายมาโดยตลอดทำให้น้ำไหลลงสู่ด้านล่างรวดเร็ว เพราะไม่มีต้นไม้รากไม้ไว้คอยซับแรงน้ำ

เป็นที่รู้กันว่าการโค่นไม้ทำลายป่ามาจากกลุ่มนายทุนค้าไม้ กลุ่มเกษตรกรปลูกไร่เลื่อนลอย

ปี 2547 จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าราว 5.3 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 74 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด 4 ปีต่อมา คือปี 2551 พื้นที่ป่าหายไป 2 แสนไร่ มาปี 2556 ลดลงอีกเหลือ 4.5 ล้านไร่ เพียง 9 ปีป่าไม้จังหวัดน่านโดนโค่นทำลายเกือบ 5 แสนไร่ หรือพื้นที่ป่าลดลง 12.86%

เมื่อศึกษาถึงสาเหตุที่มีการโค่นป่ากันอย่างหนักตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา พบว่า มาจากนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา เพื่อทดแทนพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด หรือพืชไร่อื่นๆ

รัฐบาลในเวลานั้นอ้างว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ระยะยาวมากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแทนการทำไร่เลื่อนลอย รัฐบาลจัดสรรพันธุ์ยางไร่ละ 90 ต้นพร้อมปุ๋ยและค่าแรงบางส่วน

ช่วงปี 2551 ราคายางเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 75-80 บาท มีการโค่นป่าเอาต้นกล้ายางมาปลูกกันสนุกมือ เฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่านโค่นป่าปลูกยางพาราเกือบๆ 4 แสนไร่ มากติดอันดับ 2 รองจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

อีก 10 ปีต่อมา ซึ่งเป็นช่วงต้นยางโตให้ผลผลิตเต็มที่ ราคายางรูดเหลือเพียง 40 บาท/กก. เกษตรกรน้ำตาตกไปตามๆ กัน ปัจจุบันราคายางกระเตื้องขึ้นมาหน่อยอยู่ที่ กก.ละ 63 บาท

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลูกเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดน่านราวเกือบ 1 ล้านไร่ เป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้ป่าหายไป เนื่องจากเกษตรกรได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร จึงพากันบุกโค่นป่าเอามาทำเป็นแปลงข้าวโพด จากแปลงข้าวโพด 4 แสนไร่ ขยายมาเกือบๆ 1 ล้านไร่

เกษตรกรที่ปลูกไร่ข้าวโพด เมื่อปลูกซ้ำๆ นานๆ ต้องใช้สารเคมีเร่งผลผลิต ดินก็เสื่อม เมื่อดินเสื่อม ผลผลิตตกต่ำก็รุกโค่นป่า ย้ายที่เพาะปลูกใหม่ ทำให้พื้นที่ป่าหดหาย

พื้นที่ป่าไม้จังหวัดน่านที่หายไปราว 12.86% กลายเป็นภูเขาหัวโล้นในห้วงเพียง 9 ปีนั้น สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลล้มเหลวในการรักษาป่าน่าน

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลใช้นโยบายส่งเสริมพืชเศรษฐกิจเท่ากับเป็นการช่วยสนับสนุนการโค่นไม้ทำลายป่า

ระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จังหวัดน่าน เมื่อปี 2559 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการประชุมระหว่างรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม กับผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดน่าน เพื่อแก้ปัญหาป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ในที่ประชุมได้ข้อมูลว่า พื้นที่ป่าที่ถูกโค่นทำลายไปมีเพียง 720,000 ไร่ที่สามารถฟื้นฟูได้ ส่วนอีก 960,000 ไร่หมดสภาพป่า ฟื้นฟูไม่ได้อีกเพราะเป็นที่ชุมชนไปแล้ว

ส่วนแนวทางการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการป่า ใช้ประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เปลี่ยนการเพาะปลูกจากไร่ข้าวโพดมาเป็นปลูกแบบผสมผสาน ทั้งปลูกไม้ผล พืชผัก ผลไม้ ขณะที่ภาครัฐจะช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการจัดการไฟป่า แหล่งน้ำ และจัดการด้านตลาดให้เกษตรกร และยังมีแนวคิดตั้งบรรษัทพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนบูรณาการยุทธศาสตร์การฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำในระยะยาว

ผ่านมา 10 ปี แนวทางฟื้นฟูป่าต้นน้ำไม่มีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ขณะที่การบุกรุกป่า แปลงป่าเป็นพื้นที่เกษตรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ใช้ดาวเทียมสำรวจพื้นที่ป่าในจังหวัดน่านระหว่างปี 2558-2568 หายไป 29,059 ไร่ หรือประมาณ 0.63%

เมื่อสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง ไร้ต้นไม้ ไร้ผืนป่า ประกอบกับเกิดฝนตกหนักมากสะสมตลอดทั้งคืน เพียง 3 ชั่วโมง จากตีสามถึงหกโมงเช้าของวันที่ 19 สิงหาคม ปริมาณน้ำสะสมในบางพื้นที่มากถึง 300 มิลลิเมตร กระแสน้ำจึงไหลทะลักลงสู่พื้นล่างเกิดความเสียหายอย่างหนักหน่วง

ชาวอำเภอปัวบอกกับสื่อว่า น้ำมาเร็วแรงมาก ตื่นเช้ามาก็ท่วมบ้านหมดแล้ว ต้องทิ้งข้าวของเอาชีวิตรอดเพียงเท่านั้น

เหตุการณ์ที่อำเภอปัว มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนโต้แย้งว่า ไม่ใช่เป็นเพราะผืนป่าถูกโค่นทำลายเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มวลน้ำในชั้นบรรยากาศสะสมในปริมาณมาก ทำให้มีฝนตกหนักถล่มเฉพาะจุดที่เรียกว่าเรนบอมบ์หรือระเบิดฝน

เรนบอมบ์มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีลมมรสุมกำลังแรงพาดผ่านหรือช่วงฤดูฝน ปริมาณน้ำฝนในช่วงไม่กี่ชั่วโมงสะสมเกิน 200 มิลลิเมตร เมื่อเรนบอมบ์เกิดขึ้นทีไรมักสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับชุมชนที่มีประชากรกระจุกตัวหนาแน่น อย่างเช่นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือเกาะภูเก็ต และที่พัทยา จังหวัดชลบุรี

ทั่วโลกเกิดปรากฏการณ์เรนบอมบ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นกัน ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พายุไต้ฝุ่นดอลฟินพัดผ่านมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นำมวลฝนมหาศาลเทใส่เขตหยางฟู่นานกว่า 5 ชั่วโมง ปริมาณน้ำฝนวัดได้มากกว่า 200 มล. เกิดน้ำท่วมฉับพลันไหลทะลักเข้าห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟใต้ดิน ส่วนที่มณฑลกวางซี ฝนตกสะสมเพียงไม่กี่ชั่วโมง ปริมาณน้ำฝนเทียบเท่าฝนตกปกติ 2 เดือน เกิดน้ำท่วมหนักเป็นวงกว้าง

รัฐบาลจีนวางแผนป้องกันน้ำท่วมด้วยการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมผสมผสานกับแนวทางฟื้นฟูระบบนิเวศมาหลายปีแล้ว เช่น แผนการสร้างเมืองฟองน้ำในเมืองใหญ่ๆ ที่มีชุมชนหนาแน่น ปรับพื้นที่ที่เป็นทางเดินหรือถนน ทำเป็นอุโมงค์ใต้ดินให้น้ำไหลผ่านหรือชะลอน้ำ สร้างสวนรับน้ำกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง และใช้เทคโนโลยีดาวเทียม เทคโนโลยีเอไอประมวลผลสภาพภูมิอากาศชนิดเรียลไทม์ สร้างแบบจำลองทิศทางกระแสน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำ บรรเทาผลกระทบจากเหตุฝนตกหนัก

ที่เยอรมนี เกิดน้ำท่วมหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรัฐบาลเยอรมนีต้องรื้อปฏิรูปแนวทางป้องกันน้ำท่วม ตั้งแต่ระบบการเตือนภัยล่วงหน้า วางแผนเส้นทางอพยพ สร้างกำแพงป้องกันน้ำ ปรับปรุงผังเมืองใหม่ สร้างเขตรับน้ำเพิ่ม และดึงข้อมูลชนิดเรียลไทม์จากดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์ปริมาณฝน

เมื่อถามเอไอว่าแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลไทยมีอะไรบ้างและมีประสิทธิภาพแค่ไหน? เอไอบอกว่า ประสิทธิภาพปานกลาง แต่มีข้อจำกัดและจุดอ่อนต้องแก้ไข ทั้งเรื่องบริหารจัดการน้ำที่กระจัดกระจายในหลายกระทรวง ทำให้ขาดความคล่องตัวในการตัดสินใจที่เป็นเอกภาพ ข้อมูลไม่เรียลไทม์ การสื่อสารถึงประชาชนไม่ทันท่วงที ผังเมืองมีปัญหา การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ปล่อยให้สร้างบ้านสร้างเมืองขวางทางน้ำธรรมชาติ

เอไอสรุปในตอนท้ายว่า แผนรับมือน้ำท่วมของไทยมีความพร้อมพอสมควรในสถานการณ์ปกติ แต่ขาดประสิทธิภาพเมื่อเกิดภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนสุดขั้วเช่นทุกวันนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ