เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” (อ้วน ติสโส) วัดสุปัฏนารามวรวิหาร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พระนักปฏิบัติวิปัสสนา และพระเกจิอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสจำนวนมาก
เป็นศิษย์เอกที่ได้รับถ่ายทอดวิชาทั้งทางด้านพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส
ในปี พ.ศ.2477 คณะศิษย์ได้ขออนุญาตสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เพื่อสร้างเหรียญรูปเหมือน นั่งขัดสมาธิเต็มองค์ไว้เป็นที่ระลึก ท่านอนุญาตให้จัดสร้างได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหรียญรุ่นแรก
ลักษณะเป็นทรงเสมา ด้านหน้าเป็นรูปเหมือนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์นั่งขัดสมาธิเต็มองค์บนอาสนะ ด้านซ้ายมีอักษรคำว่า “ติส” และด้านขวามีอักษรคำว่า “เถร. อ”
ด้านหลังเป็นยันต์กระบองไขว้
เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะชาวอุบลราชธานี นับว่าหายากพอสมควร

นามเดิม อ้วน แสนทวีสุข เกิดเมื่อปี พ.ศ.2410 ที่หมู่บ้านหนองแคน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
อายุ 19 ปี บรรพชาที่วัดบ้านสว่าง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ย้ายไปจำพรรษาที่วัดศรีทอง มีพระเทวธัมมี (ม้าว) เป็นเจ้าอาวาส เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและอักษรสมัย
จนอายุครบบวช เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2449 เข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดศรีทอง มีพระเทวธัมมี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระโชติปาลเถร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นอุทเทสาจารย์ ได้รับฉายา ติสโส
หลังจากบวชแล้วได้อยู่รับใช้อุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์และศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดศรีทองโดยตลอด จนพระอุปัชฌาย์มรณภาพ
อายุ 24 ปี ติดตามพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) มาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อ และสามารถสอบเปรียญโทเทียบ 5 ประโยคได้ จากนั้นเดินทางกลับไปจังหวัดอุบลราชธานี เข้าประจำทำหน้าที่ครูสอนบาลีไวยากรณ์ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์) ก่อตั้งขึ้น
ในครั้งนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ยังเป็นพระมหาอ้วน ซึ่งเป็นแม่แรงและกำลังสำคัญ การกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากจะกลับมาเป็นครูสอนบาลีไวยากรณ์แล้ว ยังได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยคณะมณฑลอีกตำแหน่งด้วย
ทุ่มเทการสอนพระภิกษุและสามเณร เมื่อครั้งพระอาจารย์เดินทางไปเปิดตั้งโรงเรียนในมณฑลอีสานได้รับความทุกข์ยากลำบากยิ่ง
การปฏิบัติธรรมสมัยแรกเคยศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ และได้รับอุบายธรรมจาก พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม, พระอาจารย์ทอง อโสโก, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และท่านพ่อลี วัดอโศการาม ซึ่งได้รับหลักธรรมอันมั่นคงที่สุด

ลําดับงานปกครองคณะสงฆ์
พ.ศ.2446 เจ้าอาวาสวัดสุปัฏนาราม จ.อุบลราชธานี พ.ศ.2447 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีสาน พ.ศ.2454 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอุบล พ.ศ.2465 ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลร้อยเอ็ด (พ.ศ.2454 โปรดให้แยกมณฑลอีสานออกเป็นมณฑลอุบลและมณฑลร้อยเอ็ด)
พ.ศ.2470 เจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา พ.ศ.2475 เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
พ.ศ.2485 เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน
เป็นเจ้าอาวาสวัดที่สำคัญถึง 4 วัด ได้เป็นเจ้าคณะมณฑล 4-5 มณฑล อีกทั้งได้เป็นสังฆนายกองค์แรกของประเทศไทย
ในด้านการศึกษา เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นในวัดต่างๆ ในบริเวณเมืองอุบลราชธานีและเมืองใกล้เคียง จนเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น “ผู้บุกเบิกการศึกษาไทยในภาคอีสาน” รวมทั้งการตั้งโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอีสาน
ด้านการศาสนา เป็นผู้สร้างถาวรวัตถุขึ้นในวัดต่างๆ อบรมสั่งสอนประชาชนโดยการแสดงธรรมเทศนาในโอกาสและสถานที่ต่างๆ เขียนหนังสือหรือบทความตีพิมพ์เผยแพร่ สร้างคติธรรมหรือคติพจน์อันเฉียบคม เพื่อเป็นข้อคิดหรือแนวปฏิบัติสำหรับประชาชน ควรได้รับการยกย่องเป็น “ปราชญ์” ผู้สำคัญของเมืองอุบลราชธานีโดยแท้
ลําดับสมณศักดิ์
พ.ศ.2447 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสาสนดิลก พ.ศ.2454 เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นราชในราชทินนามเดิม พ.ศ.2455 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชมุนี พ.ศ.2464 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเมธี
พ.ศ.2468 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพพิเศษที่ พระโพธิวงศาจารย์
พ.ศ.2472 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมปาโมกข์ พ.ศ.2475 เป็นพระราชาคณะมัชฌิมมหาคณิศวรานุนายก (เจ้าคณะรองคณะกลาง) ที่ พระพรหมมุนี
พ.ศ.2482 เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
กล่าวได้ว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) เคยได้ศึกษาหาความรู้จากพระอุปัชฌาย์ (ม้าว) นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาหลักปฏิบัติอยู่กับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ถือได้ว่าท่านมีพื้นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมภาวนามาก่อน
ช่วงสุดท้ายของชีวิต จำพรรษาที่ จ.อุบลราชธานี หันจิตเข้าแนวทางปฏิบัติธรรมอย่างแน่วแน่ ด้วยอาการอาพาธ จึงมองเห็นคุณอันยิ่งใหญ่ในการภาวนาธรรม หายเพราะธรรมโอสถโดยแท้
แต่ด้วยสังขารเป็นของไม่เที่ยง ละสังขารด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2499 สิริอายุ 89 ปี พรรษา 68
ถึงสังขารจะดับสลาย แต่คุณงามความดีและวัตถุมงคลดังยังคงอยู่
