bg-single

มหาวิทยาลัยขึ้นศาลไคเฟิง (Ep 19) | สุรชาติ บำรุงสุข

22.01.2026

มหาวิทยาลัยขึ้นศาลไคเฟิง (Ep 19)

หลังจากมีการร้องเรียนเรื่องราวของเจ้าสำนักผลิตบัณฑิตไปยังเมืองหลวงแล้ว เรื่องราวความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่องในสำนักแห่งนี้ ดูจะเป็นที่โจษจันกันมากขึ้นในเมืองไคเฟิง แต่ผู้คนที่อยู่ในสำนักแห่งนี้ ก็ยังไม่มีใครกล้าออกมาประกาศฟ้องความผิดของเจ้าสำนักและพรรคพวกโดยตรงกับ “ท่านเปาบุ้นจิ้น” ผู้พิพากษาผู้ทรงความยุติธรรมแห่ง “ศาลไคเฟิง”

เจ้าสำนักแห่งนี้ สำเร็จ “วิชามารสารพัดพิษ” ที่ฝึกปรนมาอย่างยาวนาน … การใช้อำนาจให้คนกลัว จึงเป็นบทแรกในคัมภีร์วิชามารที่ใช้ และยังใช้ไม่เลิก เพราะเชื่อว่า สำนักผลิตบัณฑิตที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงนั้น จะไม่มีใครมาสนใจกับข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น แม้จะมีเรื่องร้องไปยัง “สำนักบัณฑิตหลวง” หลายครั้งหลายครา แต่สำนักบัณฑิตหลวงก็หาได้ทำอะไรไม่ จนเกิดความหย่ามใจ

นอกจากจะมีคนร้องไปยัง “สำนักบัณฑิตหลวง” แล้ว ยังมีคำร้องถูกส่งไปยัง “สำนักตรวจสอบหลวง” ในเมืองหลวงที่ในใบบอก ได้ขอให้เข้าสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติ และถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด

เรื่องราวอันเป็นพฤติกรรม “ความไม่ดิบไม่ดี” ทั้งหลายของเจ้าสำนักและพวก มักจะกลายเป็นเรื่องที่นั่งคุยกันในโรงเตี๋ยมบ้าง ตามร้านน้ำชาบ้าง ตามร้านซาลาเปาบ้าง เพราะด้วยความร้ายกาจและหมกมุ่นอยู่กับอำนาจ ท่านเจ้าสำนักจึงพร้อมที่จะใช้อำนาจจัดการคนที่กล้าเอยปากฟ้องได้อย่างไม่ลังเล จึงทำให้หลายคนลังเลไม่กล้าที่จะเอยปากพูดความจริงถึงการเล่นพวก การใช้อำนาจ และการกลั่นแกล้งคน

ในการบริหารสำนักแห่งนี้ หากเป็นพรรคพวกแล้ว แม้จะด้อยปัญญา ด้อยความสามารถเพียงใด เจ้าสำนักจะคอยอุ้มชูเต็มที่ โดยไม่ต้องคิดเป็นอื่น เช่น ประธานสภาแห่งบัณทิตจอหงวน และบรรดาจอหงวนอีกส่วนที่แม้จะไม่ใช่คนมีความสามารถอะไร แต่เจ้าสำนักจะคอยอุ้มชูอย่างดี เพราะจะได้ใช้คนในตำแหน่งนี้เพื่อคานกับพวกจอหงวนที่มาจากเมืองหลวง และเอาไว้ใช้เป็น “ลูกมือ” เวลามีงานที่จะต้องยกมือในที่ประชุมจอหงวน

แน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้ย่อมเดินทางมาถึงหูของท่านเปาบุ้นจิ้นไม่มากก็น้อย พร้อมกันนั้น “จั่นเจา” และบรรดาสายสืบจากศาลไคเฟิงจึงเริ่มออกหาเบาะแสของเรื่อง แต่ก็ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะเจ้าสำนักเองก็มีเครือข่ายของ “พรรคมาร” ที่จะคอยจัดการให้ร้าย และปล่อยข่าวบิดเบือนคนที่ไม่ใช่พวกตัวตลอดมา

ไม่แปลกอะไรที่จะมีเสียงคุยจากโรงเตี๋ยม และร้านน้ำชาดังไปทั่วเมืองว่า คนอย่างเจ้าสำนักไม่เคยกลัวท่านเปา เพราะเขามีขุนนางกฎหมายจาก “สำนักฟ้องคดี” คอยเป็นมือไม้ในการแก้ต่าง ขุนนางกฎหมายคนนี้ ยังประกอบธุรกิจในเมือง และสร้างบารมีคบหาใฝ่อำนาจกับขุนนางอื่นๆ ทั้งฝ่ายเสนาและหมาต๋าใหญ่น้อยในเมือง เพราะเขามีโรงเตี๋ยม โรงสุรา และสำนักการค้าเป็นของตัวเอง แต่ขึ้นป้ายหน้าร้านว่า เป็นของเถ้าแก่คนอื่น เพราะ “สำนักกฎหมายหลวง” ไม่อนุญาตให้ขุนนางจากสำนักฟ้องคดีมาหากินเช่นนี้ แต่ก็เป็นที่รู้กันในเมือง

นอกจากนี้ ยังมี “จอหงวนกฎหมาย” เป็นจอหงวนชั้นเอก ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงเมือง “อั้งม้อ” กับพวกผมแดง จนได้ชั้นเอกกลับมา จอหวนกฎหมายเป็นสมุนอีกส่วน และจะคอยแก้ต่างข้อกฎหมายจากผิดให้เป็นถูกเสมอ เพราะเจ้าสำนักสั่งให้หาเงินมาหลายหมื่นตำลึงเพื่อให้มีตำแหน่งต่อไปได้ ดังนั้น บรรดาขุนนางกฎหมายเหล่านี้จึงทำหน้าที่เพื่อปกป้องเจ้าสำนักอย่างเต็มที่ และทั้ง เจ้าสำนักพร้อมจะใช้มือกฎหมายนี้เป็น “กำปั้นเหล็ก” ที่จะคอยทุบฝ่ายตรงข้ามในสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ จนเป็นที่เกรงกลัวกันไปทั่ว เพราะไม่มีใครอยากถูกป้ายสี หรือถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าสำนักที่มีอำนาจ และการใช้อำนาจกลั่นแกล้งฝ่ายที่ไม่ใช่พวกตัวนั้น เป็นอีกข้อบัญญัติแรกๆ ของ “คัมภีร์วิชามาร” ที่ถูกงัดมาใช้

เมื่อเจ้าสำนักเข้ามารับตำแหน่งแล้ว ยังขนเอาสมัครพรรคพวกจากสำนักบัณฑิตที่อยู่ไปทางเหนือของเมืองไคเฟิงเข้ามา พวกที่ขนกันมาล้วนเป็นพรรคพวกสนิท เคยร่ำเรียนมาด้วยกันในสำนักบัณฑิตฝ่ายเหนือ ทั้งบุรุษและสตรีเหล่านี้ สืบไปแล้วล้วนมีภูมิหลังสนิทชิดเชื้อกับเจ้าสำนักและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง จนเหมือนกับเจ้าสำนักได้เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็น “สำนักส่วนตัวภายในครอบครัว” และไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามายุ่ง โดยเฉพาะพวกจอหงวนจากเมืองหลวงที่มาแล้ว เกิดรู้เท่าทันพฤติกรรมของเจ้าสำนัก จึงต้องหาทางขจัดออกไป

สายสืบของศาลไคเฟิง ยังได้ข้อมูลชัดเจนอีกว่า เจ้าสำนักแห่งนี้สำเร็จวรยุทธ์จาก “คัมภีร์นางมารจิ้งจอกสารพัดเลห์” ที่ใช้กลกฎหมายในการ “ทำลายคนดี อภิบาลคนเลว” … ใครที่ไม่ยอมอยู่ในสังกัดในค่ายกลของเจ้าสำนัก ก็จะต้องถูกจัดการ ด้วยการใส่ไคล้หาเรื่องป้ายสี และขจัดออกไป แต่ถ้ายอมสวามิภักดิ์เข้ามาเป็นลูกน้องแล้ว ย่อมจะได้การปูนบำเหน็จรางวัล ขอให้พร้อมยอมทำตามรับใช้เจ้าสำนักเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว เพราะในสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ เจ้าสำนักคนเดียวเท่านั้นที่ต้อง “ใหญ่ที่สุด” และพวกตรงข้ามจะต้องไม่มาส่งเสียงดังแสดงฤทธิ์เดชให้เจ้าสำนักเห็นเป็นที่รำคาญใจ ซึ่งเจ้าสำนักคงลืมไปว่า สำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้เป็นของหลวง และใช้เงินหลวง ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของเจ้าสำนักและของครอบครัวแต่อย่างใด

สายสืบยังรายงานอีกว่า เจ้าสำนักได้ร่วมมือกับ “สมุนมาร” ที่จะประกาศไม่ให้สำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ ใช้กฎของ “สำนักบัณฑิตหลวง” โดยการให้ขุนนางกฎหมายออกมาป่าวประกาศว่า สำนักที่นี่ต้องใช้กฎของสำนักนี้เท่านั้น และข่าวได้แพร่กระจายออกไปทั่วสารทิศ ทั้งที่เมืองหลวงและที่สำนักแห่งนี้ว่า เจ้าสำนักจะไม่ยอมรับกฎของสำนักบัณฑิตหลวง แม้กฎนี้จะออกประกาศในหนังสือรวมโองการกฎหมายหลวงไปแล้วก็ตาม โดยเจ้าสำนักและขุนนางกฎหมายออกมาแถลงแบบตรงๆ ว่า “เราไม่จำเป็นต้องรับกฎของสำนักบัณทิตหลวง” เพราะกฎของสำนักเราใหญ่กว่าและสูงกว่ากฎของสำนักบัณทิตหลวง จนเสมือนกับการประกาศว่า สำนักแห่งนี้เป็น “เขตอิสระ” … ห้ามคนนอกยุ่ง ไม่รับกฎของหลวง และมีแต่กฎจากวิชามารเท่านั้นที่พวกเขาให้การรับรอง

ในความเป็นจริง เจ้าสำนักดูจะกลัวและกังวลใจอย่างมาก เพราะรู้ดีว่า การใช้กฎนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ “คัมภีร์นางมารจิ้งจอกสารพัดเล่ห์” ไร้พลัง อีกทั้ง สมัครพรรคพวกที่อุตส่าห์ขนกันเอามาจากสำนักฝ่ายเหนือ และรวมคนสนิทที่เอามาด้วยนั้น จะไม่ได้มีตำแหน่งในสำนักนี้อีกต่อไป และถ้าสมุนที่เป็นแขนขาของเจ้าสำนักอ่อนแรงลงด้วยแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่ถูกปิดซ่อนไว้จะเริ่มถูกเปิดออกมามากขึ้น เช่น เรื่องการจ้างสัมปทานให้คนมาจุดคบไฟสำหรับยามค่ำคืนที่สำนักนี้ ซึ่งต้องใช้เงินหลายล้านตำลึง และเป็นสัญญาผูกมัดไปหลายปี หรือเรื่องที่ครอบครัวของเจ้าสำนักฟ้องคดีต่อสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้เอง ล้วนเป็นเรื่องราวชวนพิศวงที่ไม่ปกติทั้งสิ้น

รวมทั้ง ยังมีเรื่องราวของสำนักการค้าของเจ้าสำนักเอง ที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องกับสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ด้วย จึงทำให้การรับตำแหน่งของเจ้าสำนักถูกตั้งข้อสงสัยเมื่อหลายปีก่อน และก็มีคนไปร้องศาล ซึ่งศาลตอนนั้นได้ตัดสินแล้วให้เจ้าสำนักต้องแพ้คดี แต่ก็มีการอุทธรณ์ไปยังศาลใหญ่ในเมืองหลวง ทำให้เจ้าสำนักมีโอกาสใช้เป็นข้ออ้างที่จะอยู่ในตำแหน่งเจ้าสำนักต่อไป ดังนั้น หลายคนจึงรอคำตัดสินจากศาลใหญ่ ที่อาจทำให้เจ้าสำนักและบรรดาสมุนต้องถูกขับไล่ออกไปเสียที

เรื่องราวเหล่านี้ล้วนถูกปกปิดไว้ในมุมมืดของสำนักผลิตบัณฑิตแห่งนี้ … ว่าที่จริงแล้ว ท่านเปารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่สำนักตรวจสอบหลวงก็ได้รับรู้เช่นกัน วันนี้ จึงรอแต่เพียงว่า คำตัดสินจะมาจากศาลไคเฟิง หรือจะมีคำสั่งมาจากสำนักตรวจสอบหลวง อีกทั้งรอว่า สำนักบัณฑิตหลวงจะอนุญาตให้เจ้าสำนักและสมุนใช้วิชามารในการเลือกบัณฑิต หรือจะใช้กฎที่สำนักบัณทิตหลวงประกาศแล้วในหนังสือรวมโองการกฎหมายหลวง

แว่วเสียงกระซิบจากใต้ถุนศาลว่า เจ้าหน้าที่ศาลไคเฟิงกำลังลับคมมีดของเครื่องประหารหัวเสือ และหัวสุนัขอยู่ ส่วนจะเป็นคดีไหนไม่ชัดเจน … แต่เจ้าสำนักกับพวกดูจะเครียดมาก เพราะคัมภีร์วิชามารทั้ง “สารพัดเลห์” และ “สารพัดพิษ” ที่ใช้มานาน กำลังหมดพลังลง วรยุทธ์ของเจ้าสำนักที่เคยแกร่งกล้า ก็อ่อนแรงลงด้วยพิษและเลห์กลที่ใช้มากมานาน จนกลายเป็นพิษร้ายกัดกินตัวเองอย่างน่าสังเวชใจยิ่งนัก และคนในสำนักนี้รู้กันมากขึ้น

ท่านเปาบุ้นจิ้นนั่งฟังข้อมูลในคดีนี้ ลูบเคราอยู่หลายคราและใช้ความคิดด้วยความใคร่ครวญอย่างยิ่ง พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ว่า เจ้าสำนักผลิตบัณฑิตกับบรรดาจอหงวนและพวกขุนนางใช้อำนาจฉ้อฉลไม่ละอายใจ ไฉนเลยจะยังสมควรเรียกว่าเป็น “บัณฑิต” อีกต่อไปหรือ และคนพวกนี้ควรจะรับโทษเพียงใด !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน