คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
การกลับไปมองประวัติศาสตร์ความคิดของภาคใต้เก่าของสหรัฐ ไม่ได้หมายความว่าผู้นำและสังคมของขบวนการมาก้าภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นมีความคิดแบบเดียวและเหมือนกับของผู้นำและสังคมภาคใต้เก่าแต่ประการใด ทำนองเดียวกับการพูดว่าผู้นำรัฐบาลและกลุ่มการเมืองในสังคมไทยปัจจุบันมีความคิดแบบเดียวกับผู้นำและกลุ่มพลังในอาณาจักรอยุธยาและรัตนโกสินทร์
หากแต่ถ้าเปลี่ยนคำถามและจุดหมายของการศึกษาเสียใหม่ว่าแนวความคิดเรื่องการอุปถัมภ์ อำนาจรัฐไม่อาจแบ่งแยกได้ การปกครองควรอยู่ในมือของคนดีมีคุณธรรมมากกว่าความสามารถส่วนตัว คนเราไม่เท่ากัน และ ฯลฯ
ชุดความคิดและค่านิยมทางสังคมเหล่านี้เคยเกิดขึ้นไหมในอดีตและมีพัฒนาการต่อมาอย่างไรถึงปัจจุบัน
คำถามเหล่านี้จึงทำให้เรื่องราวความเป็นมาทั้งทางภายนอกและทางความคิดของอดีตที่ไกลโพ้นสามารถจับต้องและทำความเข้าใจได้ในความเคลื่อนไหวของสังคมปัจจุบัน
นี่คือนิยามของประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของผม ซึ่งทำให้การซึมซับประวัติศาสตร์สามารถกระทำข้ามประเทศได้อย่างมีความหมาย
ปัญญาชนภาคใต้เก่าของสหรัฐมีอยู่ในทุกสาขาวิชาชีพและสถาบันหลักของสังคม ด้วยพื้นเพทางสังคมของผู้อพยพรุ่นแรกจากอังกฤษที่มาจากตระกูลและครอบครัวขุนนางและเจ้าที่ดินอังกฤษมากกว่าในภาคเหนือ เมื่อได้รับความมั่งคั่งจากระบบการผลิตทาสในการส่งออกสินค้าเข้าสู่ตลาดโลก ทำให้คนชั้นสูงภาคใต้เก่าให้ความสนใจไปในปริมณฑลทางวัฒนธรรมความคิดและภาพลักษณ์ของความเป็นคนชั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่จำลองหรือเลียนแบบมาจากอังกฤษที่เป็นเมืองแม่ของพวกเขา
ใครที่เคยดูหนังคลาสสิคเรื่อง “วิมานลอย” Gone With the Wind (1939) ซึ่งเป็นหนังฮอลลีวู้ดเรื่องแรกที่พยายามจำลองภาพสังคมภาคใต้เก่าก่อนสงครามกลางเมืองที่คนภาคเหนือไม่เคยเห็นหรือรู้มาก่อนออกมา ในหนังจำลองชีวิตของนายทาสใหญ่ในแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ด้วยคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหรา ไร่ขนาดใหญ่
แต่หนังไม่แสดงภาพชีวิตทาสในไร่ หากให้ความสนใจไปที่ทาสในบ้านใหญ่ โดยเฉพาะแม่นมผิวดำกับสการ์เล็ต โอ’ฮารา นางเอกลูกสาวคนเก่งของนายทาส
นั่นคือสังคมอุปถัมภ์ที่คนไทยคุ้นเคยดี
[ขอแทรกเบื้องหลังข่าวตรงนี้
นักแสดงหญิงผิวดำที่แสดงบทแม่นมที่ตีบทแตกจนได้รับชื่อเสียงไปทั่วประเทศคือ Hattie McDaniel (1895-1952) ทำให้เธอได้รับรางวัลผู้แสดงยอดเยี่ยมในบทหนุน เป็นคนผิวดำหญิงคนแรกที่ได้รางวัลออสการ์จากฮอลลีวู้ด
ที่น่าสนใจกว่าคือตรงนี้ ในวันมอบรางวัลออสการ์ เธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธีการรับรางวัลได้
ทั้งนี้ เพราะสมัยนั้นภาคใต้ยังอยู่ใต้กฎหมายการกีดกันทางเชื้อชาติ (segregation)
กิจการร้านค้าโรงแรมของคนขาวไม่อนุญาตให้คนดำเข้ามาใช้บริการได้
แต่ผู้จัดยอมให้เธอขึ้นมารับรางวัลได้เท่านั้น ระหว่างนั่งรอแมคแดเนียลถูกจัดให้นั่งในอีกห้องหนึ่งที่ปลอดสายตาคน
เธอจึงต้องเป็น “มนุษย์ล่องหน” (Invisible Man) ในสังคมคนผิวขาว
ยังไม่พอ ในวันเปิดฉาย “วิมานลอย” รอบแรกในเมืองแอตแลนตา แม้ผู้กำกับฯ จะขอให้เธอเข้าไปชมในโรงด้วย
แต่โรงหนังก็ไม่ยอมอ้างว่าผิดกฎหมายกีดกันดังกล่าว
สุดท้ายแม้โปสเตอร์หนังก็ถูกให้เอาภาพตัวละครนิโกรออกให้หมด นั่นคือสภาพของสังคมภาคใต้ที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่]

กลับมาที่ประเด็นที่ผมพยายามเสนอในบทความนี้ว่า ความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินการอยู่คืออะไร
เนื่องจากคนทั้งโลกมีความเข้าใจในความคิดการเมืองอเมริกันแบบประชาธิปไตยเสรีนิยม ปกป้องระบบทรัพย์สินส่วนตัว การค้าเสรี เสรีภาพและสิทธิมนุษยชน โดยเปรียบง่ายๆ ว่าตรงข้ามกับบรรดาความคิดอุดมการณ์ซ้ายแบบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นศัตรูของประชาธิปไตยและทุนนิยม
แต่ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์และที่ปรึกษาไปถึงหางแถวขบวนการสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีก (MAGA) ล้วนยึดถือคติความเชื่อที่เอาอเมริกาเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพปัจเจกบุคคลและทุนเสรีดังก่อนนี้อีกต่อไป
จนทำให้ความคิดมาก้าละม้ายคล้ายกับของประเทศอำนาจนิยมผูกขาดโดยรัฐมากขึ้นทุกวัน
คำถามคือจะเรียกความคิดแบบนี้ของทรัมป์และมาก้าว่าอะไรดี เพราะมันก็ยังไม่ไปถึงลัทธิคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการเต็มที่ เรียกว่าความคิดของมาก้ากำลังอยู่ระหว่าง “ภาวการณ์กลายเป็น” คำแปลของ อ.คงกฤช ไตรยวงศ์ (becoming)
ผมสังเกตว่านักวิชาการที่สังกัดในสาขาต่างๆ ของตนต่างมีคำตอบสำเร็จรูปทั้งนั้น
นักรัฐศาสตร์ก็อธิบายว่าความคิดมาก้าและทรัมป์กำลังแสดงภาวการณ์เสื่อมคลายของความคิดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีที่อเมริกายึดถือมากว่าสองศตวรรษ แล้วนำเอาภาพของระบบอำนาจนิยมต่างๆ มาประกอบ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วโลก
แต่การเปรียบดังกล่าวสร้างคำถามต่อมาอีกว่าทำไมมันถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะถดถอยเช่นนี้ทั้งๆ ที่ระบบและโครงสร้างอะไรของอเมริกาก็ไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ เหล่านั้นเลย
หมายความว่าการวิพากษ์แบบเปรียบเทียบเช่นนี้ขาดความน่าเชื่อถือในด้านข้อมูลและบริบททั้งปวงใช่หรือไม่
ผมก็พยายามตอบคำถามดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่คำตอบนั้นอยู่ในประวัติศาสตร์ และเป็นคำตอบที่ไม่ใช่การค้นหาว่าสมุฏฐานของโรคนั้นคืออะไร หากแต่ต้องการแสดงให้เห็นภววิสัยของประเทศสหรัฐในระยะก่อสร้างมหาชนรัฐ ที่นำไปสู่การเกิดความขัดแย้งแตกแยกระหว่างสองภาคคือเหนือกับใต้ กระทั่งไม่อาจประนีประนอมได้ ต้องจัดการด้วยวิธีการสุดท้ายคือการทำสงคราม


ลักษณะพิเศษของสหรัฐในยุคสร้างประเทศที่เป็นเอกราชจากอังกฤษ คือการเป็นเมืองลูกหลวง (ขอยืมประวัติศาสตร์ไทยมาใช้) ของอังกฤษ
ที่สำคัญคือชาวอาณานิคมอเมริกันส่วนใหญ่เป็นอังกฤษทุกระดับและชนชั้น จึงต่างจากอาณานิคมอื่นๆ ในทวีปอเมริกาที่เป็นลูกครึ่ง (ครีโอล)
เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน พบสิ่งที่น่าตื่นเต้นในความคิดของพวกอาณานิคมอเมริกันว่า นิยมตั้งชื่อและเรียกเมืองที่พวกเขาไปตั้งรกรากใหม่ด้วยการเลียนชื่อเก่าที่ใช้ก่อนแล้วในยุโรป เช่น นิวยอร์ก นิวอิงแลนด์ นิวออร์ลีนส์ นิวลอนดอน เป็นต้น ว่าไม่ใช่ความคิดแบบเก่าว่าเป็นการสืบสายบรรพบุรุษหรือสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ของเก่าแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม “การให้ความหมายสิ่งใหม่ในทวีปอเมริกาในตศวรรษที่ 16 ถึง 18 ได้แก่ การที่ทั้ง ‘ใหม่’ และ ‘เก่า’ ต่างถูกเข้าใจอย่างเป็นระบบในลักษณะแนวขวาง (synchronically) ที่เคียงคู่กัน และดำรงอยู่ด้วยกันใน ‘กาลที่เป็นเอกภาพและว่างเปล่า’ (homogeneous empty time) ด้วยกัน คือไม่มีประวัติศาสตร์อันเดียวกันทั้งสองแห่ง
Vizcaya ตั้งอยู่เคียงคู่ไปกับ Neuva Vizcaya นิวลอนดอน เคียงคู่ไปกับ ลอนดอน นั่นคือเป็นการบอกในนัยของการเป็นญาติที่แข่งขันกันมากกว่าการเป็นทายาทที่สืบทอดกันมา” (เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม)
ประเด็นสำคัญคือมูลเหตุแห่งความแตกแยกและถึงทำลายล้างกันอย่างรุนแรงนั้น ไม่ได้เกิดเพราะปัจจัยแรงงานทาสอย่างเดียว
หากที่สำคัญกว่านั้นคือการเกิดระบบทุนนิยมโลกที่บังคับให้ชนชั้นปกครองภาคใต้เก่าต้องรับและพิทักษ์ระบบทาสอย่างสุดจิตสุดใจ “ภาวการณ์กลายเป็น” ที่กำลังก่อตัวในมหาชนรัฐใหม่นั้นคือ การก่อรูปของสองระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่ตรงข้ามกันแต่ทำงานในกรอบระเบียบใหม่ของโลกที่กำลังเป็นทุนนิยมอยู่ด้วยกัน
ฝ่ายหนึ่งคือภาคเหนือกำลังเป็นทุนนิยมเสรีตามตำรา
อีกฝ่ายหนึ่งคือภาคใต้เก่ากำลังถักทอระบบทาสตามคัมภีร์ไบเบิลและสมาทานลัทธิสมัยใหม่ไปพร้อมกัน นั่นคือการเสนอทางเลือกอีกระบบให้แก่ระบบทุนเกิดใหม่ ว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงแรงงานเสรีถ่ายเดียว อย่าลืมว่าแรงงานที่เป็นด้านหลักในโลกคือแรงงานไม่เสรี คือระบบรัฐที่ไม่เสรีอย่างกว้างหากแต่มีข้อจำกัดไว้บ้าง และศรัทธาในพระเจ้าก็ยังเหนือกว่าเหตุผลของปัจเจกบุคคล
รัฐของชนชั้นนายทาสจึงหาญกล้าออกมาท้าทายและต่อกรอย่างสุดฤทธิ์กับรัฐเสรีของปัจเจกชน เพื่อการสร้างสังคมใหม่บนความเชื่อของพวกตน
ผมยกตัวอย่างเพียงอันเดียวของอัลเบิร์ต เทย์เลอร์ เบล็ดซอ (Albert Taylor Bledsoe) อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ในหลายมหาวิทยาลัยในภาคใต้จากไมอามี โอไฮโอถึงมิสซิสซิปปีและเวอร์จิเนีย เป็นศาสนาจารย์แห่งโบสถ์หลายแห่ง เขียนหนังสือทฤษฎีปรัชญาการเมืองหลายเล่ม
เขาเป็นคนสร้างทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานให้แก่โลกทรรศน์ภาคใต้ที่เป็นอนุรักษนิยมที่กำลังก่อรูป ที่สำคัญคือการปฏิเสธทฤษฎีสิทธิทางธรรมชาติของฮอบส์ ล็อก แบล๊กสโตน เบิร์กแห่งสำนักแสงสว่าง ว่าเป็นหลักการของกระฎุมพี นำไปสู่การนิยามความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างปัจเจกชนกับสังคม
เขากล่าวว่า “เสรีภาพทางสังคมไม่ใช่อะไรอื่นหากคือส่วนหนึ่งของเสรีภาพทางธรรมชาติของเรา ซึ่งถูกตัดออกมา และนำมาให้พวกเราโดยการปกป้องกฎหมายนั่นเอง”
นี่คือการวิพากษ์ตอบโต้ทฤษฎีของฮอบส์และล็อกที่ว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่กำเนิดมาพร้อมกับมนุษย์ ในข้อโต้แย้งของภาคใต้เก่า เสรีภาพปัจเจกชนมาจากการเคารพปกป้องทำตามกฎหมายต่างหาก
อย่าเรียกร้องเสรีภาพอย่างเดียว ต้องเคารพกฎหมายก่อนด้วย!
ตรงนี้คือภาพที่ผมกำลังมองว่ารัฐบาลทรัมป์และขบวนการมาก้าคือภาพจำลองของภาคใต้เก่าที่กำลังหาทางสร้างสังคมตามความเชื่อของพวกตน และหาทางขัดขวางและต่อต้านการเติบใหญ่ของระบบทุนที่พวกเขามองว่าเป็นพัฒนาการที่ทำลายความเป็นคริสเตียนที่ดีและความเป็นมนุษย์ตามไบเบิลในทุกที่ ด้วยพลังอำนาจของระบบอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและลัทธิปัจเจกชนสุดขั้ว
ที่ลัทธิทรัมป์นิยามว่าคือ “DEI” หลากหลายเท่าเทียมครอบคลุมอันเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นอเมริกันและคริสเตียนและผิวขาวลงไป
