| การศึกษา
โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวทีการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยการแข่งขันเชิงนโยบาย โดยเฉพาะ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องประชานิยม ขณะที่นโยบายด้านการศึกษา กลับถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ใช่เรื่องที่เรียกคะแนนนิยม
ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายด้านการศึกษา เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ แต่กระทรวงสำคัญอย่าง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กลับถูกมองข้าม หรือ นำเสนอนโยบายระยะสั้น เรื่องเดิมๆ เอาใจครู ทั้งแก้หนี้ ลดภาระ แจกทุน เรียนฟรี ไปจนถึงปล่อยกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปลอดดอกเบี้ย 0%
เน้นการศึกษา ประชานิยม แต่ไม่เห็นภาพนโยบายเชิงโครงสร้าง ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพโดยตรง
นายอดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการด้านการศึกษาและอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา ระบุว่า ปัจจัยสำคัญในการยกระดับประเทศ ไม่สามารถแยกจากบริบททางการเมืองได้ ขณะที่ความขัดแย้งและความไม่เสถียรทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการพัฒนา รวมถึงการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ หากพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะพบว่า มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) น้อยมาก เมื่อเทียบกับนโยบายด้านเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนและมีผลต่อคะแนนเสียงโดยตรง
“ต้องยอมรับความจริงว่า อว.และ ศธ.ไม่ใช่กระทรวงที่เรียกคะแนนนิยมได้มากนัก หากจัดลำดับความน่าสนใจทางการเมืองก็อาจอยู่ในระดับเกรด C และไม่ค่อยมีใครอยากมาเป็นรัฐมนตรี แตกต่างจากกระทรวงเศรษฐกิจอย่างการคลัง พลังงาน หรืออุตสาหกรรม”
“แม้นโยบายด้านโครงสร้างการพัฒนาคุณภาพคนจะไม่ใช่ประเด็นหลักในการหาเสียง แต่หากประเทศต้องการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หัวใจสำคัญกลับอยู่ที่ อว. และมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกำลังคน งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม”
“ถ้าประเทศไทยต้องการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พรรคการเมืองควรประกาศให้การใช้มหาวิทยาลัยและกลไกของ อว.เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่มองเป็นเพียงกระทรวงรอง แต่ต้องให้มีบทบาทจริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”
“อว. ในปัจจุบันประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานด้านการวิจัย ดังนั้น ควรได้รับการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มากกว่าการดำเนินงานแยกส่วน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง”
“ผมอยากให้พรรคการเมืองมองเห็นความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ ผ่านกลไกของ อว. และมหาวิทยาลัย โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พลังงาน และสังคม เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างบูรณาการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ” นายอดิศรกล่าว

ขณะที่ นายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจําคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองภาพการศึกษาไทย หลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่ว่า หลายพรรคพยายามจะมีนโยบายควิกวิน หรือนโยบายระยะสั้น แต่แนวทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน มีบางพรรคเท่านั้นที่อธิบายเชิงตัวเลขได้
“ผมได้มีโอกาสจัดเวทีเสวนา มีพรรคหนึ่งสามารถอธิบายโจทย์เรื่องเรียนฟรี ว่าต้องวางแผนค่อยเป็นค่อยไป เห็นภาพการทำงานกับข้อมูล แต่ปัญหาคือ หลายพรรคยังทำนโยบายขายฝัน เช่น คืนครูสู่ห้องเรียน แต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ”
“ดังนั้น ถ้าจะให้ฝากการบ้าน ก็อยากให้แต่ละพรรคเล่าให้เห็นภาพใหญ่ของการศึกษาไว้ ทั้งในระยะ 10 ปี และระยะ 4 ปีที่เป็นรัฐบาล เพราะการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนเหมือนกดสวิตช์ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และอาศัยความมุ่งมั่น”
“ถ้าเริ่มจูนกันตั้งแต่วันนี้ วันที่ตั้งรัฐบาลได้อาจจะมีก้อนความคิดบางอย่างที่ไปด้วยกันได้ แม้ในทางปฏิบัติอาจจะมีวิธีนำเสนอคนละแบบ เช่น บางพรรคเสนอเรื่องคูปองอบรมครู บางพรรคเสนอเรื่องคูปองรายหัวเด็ก แต่พอไอเดียพวกนี้ถูกแชร์ร่วมกันจะกลายเป็นถังข้อมูลขนาดใหญ่ ให้กระทรวงมีโจทย์ในการทำงาน และให้สังคมไทยมีจินตนาการใหม่ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ที่ค้างมานานกว่า 8 ปี และขณะนี้มีถึง 7 เวอร์ชั่น บางพรรคมีเวอร์ชั่นของตัวเอง ถือเป็นโจทย์ใหญ่อีกเรื่อง”
“ปัญหาที่ทำให้การศึกษาติดหล่ม ทั้งขั้นพื้นฐาน-อุดมฯ คือ เรายังไม่มีภาพฝันร่วมกัน ยุค พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตอนนั้นสังคมไทยเต็มไปด้วยความหวัง แต่ผ่านมา 2 ทศวรรษ คนเริ่มล้า หมดความเชื่อมั่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การกระจัดกระจายของแนวคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาคนร่วมกัน และภายใน 15 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ดังนั้น ศธ.จะมองแค่โรงเรียนต่อไปไม่ได้”
“เราเห็นบทเรียนจากประเทศหลายประเทศที่เป็นสังคมสูงอายุก่อนไทย อย่างสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้เตรียมความพร้อมมาก่อน แต่ของไทยยังมองแค่โรงเรียนกับมหาวิทยาลัย ภาพที่ชัดเจนมากก็คือ เรามีทั้ง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562, พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566, พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 แต่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ยังไม่ประกาศใช้ ทั้งที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ศธ.ตอนนี้จะมองแค่โรงเรียนไม่ได้ ต้องทำงานข้ามกระทรวง อย่างน้อย 4 กระทรวง” นายอรรถพลกล่าว
ภาพการศึกษาหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีหลายฉากทัศน์
ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดก็คือ ได้ขั้วอำนาจเก่ากลับมา ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องประคองกันต่อไป แต่สังคมจะบี้รัฐบาลมากขึ้น เพราะเริ่มมองเห็นแนวทางใหม่ๆ
หรือเกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสม มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.มาจากคนละพรรค เกิดการเจรจาหาแนวปฏิบัติ แบ่งบทบาทหน้าที่ร่วมกัน
แต่แนวทางที่ดีที่สุดคือ ได้พรรคเดียวเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง ซึ่งก็ต้องทำให้แนวคิดและนโยบายเป็นที่ยอมรับของสังคมด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดแรงต้าน ทำให้การทำงานมีปัญหา
คุณสมบัติรัฐมนตรีว่าการ ศธ.-อว.คนใหม่ดีที่สุดต้องเคยผ่านงานการศึกษามาบ้าง ถ้าได้คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อนจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องสามารถดึงคนที่มีความรู้เฉพาะด้านเข้ามาเป็นทีม เป็นที่ปรึกษา
และเรื่องใหญ่ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และ อว.ยุคนี้คือ ต้องไม่มองแค่ในกระทรวง แต่ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เปิดพื้นที่ในการพูดคุย มีความยืดหยุ่นสูงในการรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง เป็นรัฐมนตรีที่มีอัตตาน้อยๆ พร้อมเรียนรู้เยอะๆ
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจไม่ได้ตัดสินแค่ใครจะได้เป็นรัฐบาล แต่กำลังตัดสินด้วยว่า ประเทศไทยจะยังเดินวนอยู่กับนโยบายประชานิยมหรือกล้าลงทุนกับ “การพัฒนาคน” เพื่อพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
