หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ครั้งหนึ่ง ผมเป็นผู้ช่วยของผู้ช่วยนักวิจัยในภารกิจติดตามเสือโคร่งตัวเมียตัวหนึ่ง ซึ่งมีอายุราวๆ สามปี
มันแยกออกจากแม่แล้ว และยังแสวงหาพื้นที่ของตัวเองไม่ได้
หลังติดตามร่วมสี่เดือนเมื่อพูดถึงข้อมูลของเสือตัวนี้ เราจะพูดว่า “ยังเป็นเสือพเนจรอยู่เลยครับ”
ในงาน ผมกล่าวถึงความยากลำบากสองช่วงที่อยู่ในวิถีของเสือบ่อยๆ คือช่วงแรกซึ่งต้องแยกจากแม่ และช่วงที่ถูกเบียดออกไปจากพื้นที่โดยเสือที่แกร่งกว่า
ผมไม่ได้ “รู้จัก” เสือหรือสัตว์ป่ามากมายนักหรอก เพียงแต่พยายามทำความเข้าใจ และมองพวกมันแบบมองชีวิตซึ่งมีสถานภาพเท่าเทียม
นักวิจัยมีข้อมูลแสดงตำแหน่งเคลื่อนที่ของเสือตัวนี้ชัดเจน บางช่วงมันหยุดที่เดิมหลายวัน นั่นคือมันล่าเหยื่อได้
บางเวลามันไปปรากฏตัวห่างไกลจากที่เคยอยู่มาก ส่วนใหญ่ขณะเดินทาง มันใช้ด่านหรือเส้นทางตามสันเขา อยู่บนพื้นที่สูงๆ ไม่ค่อยลงมาในหุบหรือพื้นราบ
ซึ่งไม่น่าแปลกใจ นี่คือวิถีของเสือที่ยังหาพื้นที่ของตัวเองไม่ได้
พื้นที่ราบตามหุบซึ่งอุดมสมบูรณ์นั้นมี “เจ้าถิ่น” ครอบครองเต็มแล้ว ปกติเสืออายุถึงสี่ปีจึงจะแกร่งพอที่จะเบียดเจ้าถิ่นออกไปได้ สองช่วงเวลาแห่งความลำบาก
ไม่ผิดนักที่จะเรียกว่า คือการ “พเนจร” ของเสือ
ผมจำเสือตัวเมียตัวนี้ได้ดี วันนั้นเราทำงานท่ามกลางสายฝนปรอยๆ มันเป็นเสือที่สมบูรณ์ สวยงาม แข็งแรง หลังฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบ มันนอนนิ่งๆ หันหน้ามองมาทางผมตลอด ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนกระทั่งร่วมบ่าย การพักนานทำให้มันแข็งแรงพอ
วันนั้นผมพลาดอีกครั้ง เมื่อเสือลุกขึ้นนั่ง ผมขยับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จากท่านั่งเฉยๆ เสือกระโจนพรวดเดียวเข้ามาหา ห่างไปไม่ถึงหนึ่งเมตร ไร้เสียงขู่คำราม มีเพียงอาการแยกเขี้ยว และดวงตาจ้องเขม็ง ผมถอยห่าง มันหยุดและเดินเลี่ยงไป
นี่เป็นเหตุการณ์ที่ต่างจากการนั่งเฝ้าเสือตัวอื่นๆ แม้แต่เสือตัวผู้ซึ่งท่าทางดุดัน เมื่อฟื้นจากฤทธิ์ยา สิ่งที่เสือตัวอื่นทำคือเลี่ยงไปจากบริเวณนั้น เมื่อรู้ตัวว่าไม่พร้อม เสือเลือกที่จะถอย
แต่เสือตัวเมียตัวนี้ไม่ทำเช่นนั้น เธอแสดงให้เห็นว่าจะเป็นเสือที่แกร่ง
และจะดำเนินชีวิตไปตามวิถีได้ดีในอนาคต
การพเนจรของเสือคงเรียกไม่ได้ว่า “หลงทาง” เพราะในป่า ไม่มีคำว่าหลงทาง มีแค่ยังไปไม่ถึง คำว่าพเนจรไม่ได้หมายถึงเสืออ่อนแอ มันคือเสือที่ยังไม่มีอาณาเขต หรือเสือที่เคยมีพื้นที่แต่ถูกเบียดออกมาแล้ว
ข้อมูลจากนักวิจัยทำให้เรารู้ว่า เสือไม่ได้เกิดมาแล้วได้ครอบครองอาณาเขตผืนหนึ่งทันที
เสือเมื่อแยกจากแม่ ต้องออกเดินเพียงลำพัง มันจะเร่ร่อนอยู่ตามขอบพื้นที่ของเสือตัวอื่น หลบเลี่ยงการปะทะ หลีกเลี่ยงรอยกลิ่นที่ชัดเจน เพราะรู้ดีว่าการเผชิญหน้าโดยไม่พร้อมอาจหมายถึงจุดจบ ขณะเดินอยู่ในพื้นที่อันมีเจ้าของ ย่อมไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บุกรุก
ในป่ามีการสื่อสารตลอด แต่มาในรูปแบบของรอยข่วน รอยตะกุย กลิ่นสเปรย์
การสื่อสารเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องรับฟัง เมื่อพื้นที่ถูกครอบครองแล้ว เสือที่ยังพเนจรต้องเลือกจะรอ หรือจะถอย
ในความเป็นจริงไม่ใช่เสือทุกตัวจะได้เป็นเจ้าของอาณาเขตและไม่ใช่ทุกการพยายามจะสมหวัง ไม่ใช่เสือทุกตัวจะผ่านพ้นด่านนี้ไปได้
เมื่อใดที่รีบร้อน ทางเดินข้างหน้ายิ่งพร่าเลือน

สําหรับการพเนจรในช่วงที่สอง คือเสือที่เคยมีพื้นที่เป็นของตัวเองแต่ถูกเบียดออกไปโดยเสือที่แกร่งกว่า สูญเสียพื้นที่ไป
ว่าไปแล้วทุกวันนี้ เสือไม่ได้ออกจากอาณาเขตเพราะมันอ่อนแอเสมอไป
บางครั้งมันต้องไปเพราะความเปลี่ยนแปลง เส้นทางเดินของประชากรเหยื่อขาดตอน หรือคนเข้ามาแทรกอยู่ตรงกลาง
เสือบางตัวถูกบีบให้ขยับ ถูกบังคับให้ถอยโดยที่ยังไม่พร้อมและเมื่อมันก้าวออกจากเส้นเดิม มันก็ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่นั้นอีกต่อไป
ในความเป็นเสือ แม้จะถูกเบียดออกจากอาณาเขต แต่พวกมันไม่กลับไปทวงคืนแม้ว่าจะรู้จักพื้นที่ดี แม้มันจะเคยล่า เคยพัก เคยเลี้ยงลูกในพื้นที่นั้น แม้ว่าจะเคยเป็นเจ้าของ
แต่เมื่อเวลามาถึง มันยอมรับที่จะจากไป
ในโลกของเสือ การดื้อไม่ใช่ความกล้า การกลับไปในพื้นที่ที่มีเจ้าของที่แกร่งกว่าครอบครองแล้วคือความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น บาดแผลจากการต่อสู้อาจไม่ถึงตาย
แต่เพียงพอจะทำให้ล่าไม่ได้ และนั่นหมายถึงความตายที่มาถึงอย่างช้าๆ
ผมคิดถึงเสือตัวเมียตัวนี้บ่อยๆ
ไม่ใช่เพียงเพราะมันให้บทเรียนเรื่องควรเคารพและรักษากฎของระยะห่าง
วันหนึ่ง มันก็แกร่งพอและเข้าครอบครองอาณาเขตได้ และเหล่าเสือที่ถูกเบียดออกจากพื้นที่ก็ทำให้ผมนึกถึงบ่อยๆ เช่นกัน
ทุกครั้งที่เห็นรอยตีน หรือร่องรอยเสือพเนจร ดูเหมือนมันจะเดินไปด้วยฝีตีนปกติ ไม่รีบเร่ง มันเพียงเดินต่อ พาตัวเองและประสบการณ์ที่มีไปหาพื้นที่ใหม่
เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่า ความพ่ายแพ้ แต่ไม่ใช่วิถีในป่า นี่คือการอยู่รอด เราได้รับการปลูกฝังมาให้ “ยึดไว้” ให้ “สู้จนได้กลับมา” ให้ “ทวงคืนในสิ่งที่เคยเป็นของเรา” แต่เสือไม่ได้ถูกสอนแบบนั้น วิถีของเสือทำให้รู้ว่า บางพื้นที่เมื่อเปลี่ยนไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นของเราอีก และการถอยออกมาคือการรักษาชีวิตและศักดิ์ศรีในเวลาเดียวกัน
พเนจรไม่ใช่การแพ้ แต่คือการเดินทางเดินต่อ
ในโลกของคน เราอาจต้องอยู่กับการแข่งขัน การแย่งชิง และการยืนยันตัวตน
แต่ป่าให้บทเรียนผมผ่านเสือว่า การยอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ และการไม่หวนกลับไปในพื้นที่ที่ถูกเบียดออกมาแล้วไม่ใช่การยอมแพ้ “พเนจร” อยู่ในส่วนหนึ่งของชีวิตเสือ
เช่นเดียวกับรู้ว่าถ้าไม่พร้อมต้องถอย การดิ้นรนเพื่อกลับมาครอบครองอีกไม่ใช่วิถีของเสือ
เวลาหลายปีในป่า และบทเรียนที่เหล่าสัตว์ป่าสอน บอกผมเช่นนี้…
