ลูกสุนัขตูมัต กับวิวัฒนาการแห่งสุนัขบ้าน (2) : สุนัขป่า vs สุนัขบ้าน
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ตอนที่ยังทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ ผมค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง คือ สามารถอยู่ในแล็บได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่รู้สึกเบื่อและไม่อยากออกไปไหน
เวลาอยู่ในแล็บนี่เรียกว่าเอนจอยขั้นสุด ใครชวนไปกินข้าว ชวนไปเดินเล่น ชวนไปเที่ยว คำตอบก็มักจะเป็น “เดี๋ยวก่อนนะ ขอทำอันนี้ให้เสร็จก่อน” ซึ่งอันนี้ที่ว่ามักจะไม่เสร็จในระยะเวลาอันใกล้
ก็คนมันมีแรงบันดาลใจ … งานวิจัยกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มจะให้ทิ้งไปก็ใช่ที่ ใช่มั้ยล่ะครับ?
อาการบ้างานจนลืมเวลานี้เกิดขึ้นบ่อยมากสำหรับผม มากเสียจนเพื่อนฝรั่งบางคนเริ่มทนไม่ไหว จนต้องแซวกันตรงๆ แบบเจ็บๆ แต่ให้เห็นความเป็นจริง “ป๋วย ยูควรออกมาสูดอากาศนอกแล็บบ้างนะ อย่าทำตัวเป็น ‘แลบราดูเดิ้ล (Labradoodle)’ ที่วันๆ อยู่แต่ในห้องแล็บ ไม่เคยออกไปไหน”
แลบราดูเดิ้ล… นี่มันศัพท์อะไร ผมฟังแล้วอดขำไม่ได้ นี่มันด่าหรือว่าชมกันแน่ แต่ดูจากบริบทการจิกกัดแล้ว ไม่น่าจะชมนะ ด้วยความสงสัย ผมตัดสินใจเอาคำนี้ไปกูเกิลดู
ผลปรากฏว่า “แลบราดูเดิ้ล” ไม่ใช่นักวิจัยสายพันธุ์ใหม่ แต่เป็นชื่อพันธุ์สุนัขขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ หน้าตาบ้องแบ๊ว ขนยาวปุกปุย น่ารัก น่ากอด เป็นลูกผสมระหว่างแลบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) กับพูเดิ้ล (Poodle)
แลบราดอร์ + พูเดิ้ล ได้เป็น แลบราดูเดิ้ล
ใครนะช่างคิดสมาสคำเสียน่ารัก ชัดเจนว่าสำหรับผม คำนี้ไม่ใช่คำชมแน่
สงสัยเพื่อนพยายามบอกผมเป็นนัยๆ ว่า “น่ารักแหละ แต่อาจจะบ้างานไปนิดละมั้ง”

จากแลบราดูเดิ้ลคำเดียว ผมเริ่มเสิร์ชหาข้อมูลต่อ และนั่นทำให้ผมได้เจอกับโลกของสุนัขลูกผสมที่สนุกและลึกล้ำกว่าที่คิดไว้มาก
ลูกผสมพวกนี้ ในบ้านเราอาจจะมองเป็นว่า “น้องหมาพันทาง” ที่ดูด้อยค่า แต่ในต่างประเทศกลับมองว่านี่คือการออกแบบสายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม คือ เอาข้อดีของสองสายพันธุ์ที่ลักษณะและอุปนิสัยต่างกันมารวมกัน เกิดเป็นพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์
อย่างเช่น เอาอาคิตะ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความรักและความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ (ที่ดังๆ ซึ้งๆ จนถูกเอามาทำเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ Hachi : A Dog’s Tale นำแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์ (Richard Gere) ขึ้นจอเงินฉายไปทั่วโลกในปี 2009 ก็คือน้องฮะชิโกะ (Hachiko) น้องหมาที่รอเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้วที่สถานีรถไฟชิบูยะ (Shibuya) ทุกวันเป็นเวลาเกือบสิบปี จนถึงวันสิ้นลมของตัวมันเอง) มาผสมกับไซบีเรียน ฮัสกี้ (Siberian Husky) ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าพลังงานเหลือล้นและดื้อเป็นลิง
ได้ออกมาเป็น “ฮัสคิตะ (Huskita)” ที่ทั้งฉลาด ทั้งดื้อแบบฮัสกี้ แต่รักเจ้านายแบบจริงจังเหมือนอาคิตะ
หรือเอาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) น้องหมาสีทองสุดขี้อ้อนระดับตำนาน มาผสมกับสุนัขตำรวจเยอรมัน เชพเพิร์ด (German Shepherd) ที่เคร่งขรึม สอนง่าย ได้ออกมาเป็น “โกลเด้น เชพเพิร์ด (Golden Shepherd)” ที่ดูเผินๆ คล้ายหมาวัดตัวใหญ่ แต่นิสัยน่ารัก ขี้อ้อน และฝึกง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่ถ้าถามว่าสุนัขพันทางพันธุ์ไหนที่เห็นแล้วใจละลายที่สุด คำตอบก็คือ “ปอมมาปู (Pomapoo)” น้องหมาตัวจิ๋ว หน้าตาคล้ายตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ ลูกผสมระหว่างปอมเมอราเนียน (Pomeranian) กับพูเดิ้ล น่ารักชนิดที่ต่อให้ไม่คิดจะเลี้ยงหมา ก็ยังต้องหยุดเวลาขอดูรูปอีกสักรูปสองรูปก่อนปิดหน้าเว็บ
ยิ่งเสิร์ชไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มนึกย้อนไปถึงสุนัขพันทางสายพันธุ์ไทยที่เป็นที่นิยมไม่แพ้สุนัขสายพันธุ์แท้จากที่ไหนในโลก นั่นก็คือ สุนัขบางแก้ว
สายพันธุ์นี้จากตำนานและคำบอกเล่า ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาในวัดบางแก้ว (อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก) เมื่อครั้งหลวงปู่มาก สุวัณณโชโต เป็นเจ้าอาวาส ว่ากันว่าเป็นลูกผสมระหว่างสุนัขที่หลวงปู่เลี้ยงไว้ในวัด ซึ่งก็คือหมาบ้านธรรมดาๆ กับหมาป่า บางสายก็บอกว่าอาจจะเป็นสุนัขจิ้งจอก บางสายก็ว่าอาจจะเป็นหมาไน
ผลลัพธ์ก็คือสุนัขสายพันธุ์ใหม่ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความฉลาด ความดุ และความสวยงาม
ซึ่งน่าสนใจ เพราะถ้ามองด้วยแว่นของวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้มันผิดในหลายระดับ
ตามหลักแล้ว สิ่งมีชีวิตคนละสปีชีส์ไม่ควรมีลูกหลานสืบต่อกันยืนนานจากรุ่น สู่รุ่น สู่อีกรุ่นได้ เพราะจะต้องติด “กำแพงทางการสืบพันธุ์ (Reproductive barrier)” ไม่ว่าจะเป็นสเปิร์มกับไข่เข้ากันไม่ได้ อวัยวะเพศไม่พอดีกัน ฤดูผสมพันธุ์คลาดกัน พฤติกรรมหาคู่คนละแบบ … และต่อให้บังเอิญผสมติด ลูกที่เกิดมาก็มักจะเป็นหมัน ไม่สามารถให้กำเนิดทายาทสืบต่อไปจนลักษณะของสองสปีชีส์มาผสมปนเปกัน ไม่รู้ว่าสปีชีส์ไหนเป็นสปีชีส์ไหน จนกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่สืบทอดสายพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันได้
จริงๆ จะเรียกสายพันธุ์ใหม่ หรือสปีชีส์ใหม่ก็คงไม่ถูก … เพราะถ้ามองในมุมความหลากหลาย หากสองสปีชีส์มาผสมกันได้ แล้วได้ลูกสืบต่อไปยืนยาว ความหลากหลายต้องลดลง เพราะสองสปีชีส์ถูกรวบรวมเป็นหนึ่ง
คำถามจึงเกิดขึ้นทันที แล้วสุนัขบางแก้วมาจากไหนกันแน่ บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่บางแก้วเพียงอย่างเดียว แต่ประเด็นจริงๆ ใหญ่กว่านั้น นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่าง “หมาป่า” กับ “หมาบ้าน”

อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ วงวานว่านเครือของสุนัขบ้าน เป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันมานานว่าแยกสายออกมาจากหมาป่าเมื่อใด
จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน คาดว่าเหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ถึง 40,000 ปีก่อน ในช่วงเวลานั้นมนุษย์ยังดำรงชีวิตเป็นพรานป่าและนักเก็บของป่า
หมาป่าบางกลุ่มที่ไม่ดุร้าย อาจจะเริ่มเข้ามาอาศัยใกล้มนุษย์ กินเศษอาหาร เรียนรู้พฤติกรรมของคน และค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่
จากสัตว์ป่าที่ระแวดระวังมนุษย์ กลายเป็นเพื่อนร่วมกองไฟ ร่วมล่า ร่วมเดินทาง
มนุษย์ก็ดูแลหมา ส่วนหมาก็ช่วยปกป้องมนุษย์ และด้วยความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เอง ที่ค่อยๆ เปลี่ยนหมาป่าให้กลายเป็นสุนัขบ้าน เป็นมิตรที่ซื่อสัตย์สำหรับมนุษย์
และถ้าย้อนไปดูหลักฐาน ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ อย่างเช่นซากสุนัขดึกดำบรรพ์ที่ชื่อว่า สุนัขบอนน์โอเบอร์คาสเซิล (Bonn-Oberkassel dog) ที่พบในปี ค.ศ.1914 ในเยอรมัน ซากนี้อายุราวๆ 14,000 ปี แม้จะมีหน้าตากระเดียดไปทางสุนัขป่า ดูเผินๆ จะออกแนวคล้ายๆ กับสุนัขป่าอินเดีย ไม่ก็พวกสุนัขล่าเนื้อ อย่างเช่นซาลูกิ (Saluki) และถ้าดูดีเอ็นเอก็ค่อนข้างชัดเจนว่าจะออกไปในแนวสุนัขป่ามากกว่า
แต่นักวิจัยที่พบช่วยตัดจบ สรุปสปีชีส์เอาไว้ให้ชัดเจนจัดให้เป็นหมาบ้าน เพราะขุดเจอกับซากมนุษย์ และที่จริงแล้ว ในตัวของหมาเอง ก็พบหลักฐานของอาการป่วยของโรคหัดสุนัข (Canine Distemper) ตั้งแต่สมัยยังเป็นลูกหมา
ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าป่วยขนาดนี้ หากไม่มีมนุษย์มาช่วยเลี้ยง ก็ไม่น่าจะรอดตั้งแต่ต้น
หมายความว่าสุนัขบอนน์โอเบอร์คาสเซิลมีความเป็นหมาบ้านชัดเจน ไม่ใช่หมาป่าแน่นอน แม้ว่าลักษณะหลายๆ อย่าง (รวมถึงดีเอ็นเอด้วย) จะออกมาใกล้เคียงหมาป่ามากกว่าหมาบ้านชัดเจนก็ตาม
และนั่นหมายความว่า การเลี้ยงสุนัขไม่ได้เริ่มจากการ “เปลี่ยนหมาป่าให้เป็นหมา” แต่เริ่มจากการยอมรับสัตว์ตัวหนึ่งเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของมนุษย์

แน่นอนว่า เมื่อพูดถึงสุนัขบอนน์โอเบอร์คาสเซิลแล้ว ก็ต้องพูดถึงซากฟอสซิลที่ขุดค้นพบที่ไซต์ขุดอื่น อย่างเช่นในแผ่นดินเยือกแข็งเพอร์มาฟรอสต์ของไซบีเรีย
ซึ่งก็มีทั้งสุนัขดอเกอร์ (Dogor) ที่ขุดเจอในปี 2018 และสุนัขตูมัต (Tumat Puppies) ชื่อดังทั้งสอง ในปี 2011 และ 2015 แม้ว่าชื่อดอเกอร์มาจากภาษายาคุต แปลว่า “เพื่อน” ซึ่งก็ถือเป็นชื่อที่ดูอบอุ่น
แต่ทว่าพอเอาตัวอย่างไปตรวจสอบดีเอ็นเอแล้ว ผลที่ได้ออกมากลับพบว่าดอเกอร์นั้น แม้ว่ารูปร่างหน้าตาอาจจะดูก้ำกึ่งระหว่างสุนัขป่ากับสุนัขบ้าน แต่ถ้าว่ากันตามพันธุกรรม พวกมันไม่ใช่สุนัขบ้านอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีลักษณะสำคัญของสุนัขบ้านที่มักไม่ค่อยพบในสุนัขป่า อย่างเช่นสีขนที่ดำขลับ ผลการทดสอบดีเอ็นเอของลูกสุนัขตูมัตที่ออกมานั้น กลับเป็นอะไรที่ทำให้นักวิจัยต้องปวดขมับ เพราะนอกจากจะไม่เหมือนสุนัขบ้านปัจจุบันแล้ว ยังไม่เหมือนหมาป่าที่เรารู้จักอีกด้วย
เรียกได้ว่า เป็นหมาป่าสายพันธุ์ใหม่ที่แม้จะเพิ่งค้นพบ แต่ก็สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้วนับหมื่นปีตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) นู่นแน่ะ
ท้ายที่สุด สรุปแล้วอะไรกันแน่ที่นิยามคำว่าสุนัขป่าและสุนัขบ้าน บางทีอาจจะไม่ใช่แค่สปีชีส์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ในการวิวัฒนาการที่ทำให้เกิดกระบวนการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง
มิตรภาพแรกเริ่มอาจไม่ได้มาจาก “การจงใจเลี้ยง” แต่อาจจะเริ่มจากการทับซ้อนของพื้นที่ พฤติกรรม ความบังเอิญ และโอกาสในการอยู่รอด ก็แค่นั้น
