คุยกับทูต | แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน การทูตเชิงวัฒนธรรม ของเนเธอร์แลนด์ยุคใหม่ (1)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
เนเธอร์แลนด์โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการจัดการน้ำขั้นสูงด้วยแนวคิด “อยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านระบบคันกั้นน้ำและกังหันลม
ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นระบบปั๊มน้ำพลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัย
และโครงการ Delta Works ระบบบริหารจัดการน้ำท่วมที่ซับซ้อนที่สุดในโลก (เขื่อน, พนัง, ประตูระบายน้ำ) ป้องกันพื้นที่เสี่ยงต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เพื่อจัดการน้ำท่วม พายุคลื่นซัดฝั่ง และบริหารจัดการพื้นที่กว่า 13,500 แห่ง
ควบคู่กับวิถีชีวิตที่เน้นความยั่งยืน ทั้งการใช้จักรยานที่มีมากกว่าจำนวนประชากร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านสถานที่ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหมู่บ้านไร้ถนน “กีธูรน์” (Giethoorn) ที่สัญจรด้วยเรือ
การสร้างแบรนด์ “New Dutch” เป้าหมายปี 2026 โดยมุ่งเสริมสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลกโดยเฉพาะเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ การบริหารจัดการน้ำ และพลังงานหมุนเวียน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างโซลูชั่นแห่งอนาคตที่ยั่งยืน มีวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นอนาคตและผลักดันให้เกิดความก้าวหน้า โดยมีกิจกรรมต่างๆ ตลอดปีนี้
การทูตเชิงวัฒนธรรมของเนเธอร์แลนด์ยุคใหม่เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ ความยั่งยืน (Green Diplomacy) และคุณค่าร่วมกัน (เช่น ความเปิดกว้างและนวัตกรรม)
สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงวัฒนธรรมดัตช์กับคนไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและความร่วมมือในระดับประชาชน
ไทยและเนเธอร์แลนด์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 418 ปี (นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2147/ค.ศ.1604 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา) เริ่มต้นจากการค้าผ่านบริษัท VOC ความสัมพันธ์พัฒนาต่อเนื่องจากการเป็นพันธมิตรการค้าสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้น ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การจัดการน้ำ และวิชาการ
โดยมีการแลกเปลี่ยนทูตและมีสถานเอกอัครราชทูตของทั้งสองฝ่าย

การทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy)
ในนโยบายต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์
นายแร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr.Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำราชอาณาจักรไทย เปิดเผยว่า เนเธอร์แลนด์เน้นใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการทูต เพื่อสร้างความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันในระดับสากล
“การทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) สร้างสะพานเชื่อมระหว่างประเทศโดยการสร้างความเข้าใจอันดีและสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ โดยใช้ Soft Power ทางวัฒนธรรม เช่น ศิลปะ ดนตรี อาหาร ค่านิยม ภาษา และประเพณี เป็นสื่อกลาง”
การดำเนินการนี้ช่วยสะท้อนอัตลักษณ์ที่ทำให้วัฒนธรรมหนึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และสร้างการยอมรับในระดับสากล
“นโยบายต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ วัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเราเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งสร้างขึ้นบนความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน
ผมมักจะพูดเสมอว่าการทูตเชิงวัฒนธรรมเป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดในงานของผม เพราะการทูตเชิงวัฒนธรรมคือเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญ ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สองทาง (Two-way exchange) เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีและมิตรภาพระหว่างประชาชน ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์ประจำชาติและมรดกทางวัฒนธรรม มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ
โดยส่วนตัว ผมชื่นชอบดนตรีและศิลปะมาก ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยไปพร้อมๆ กับการแนะนำพันธมิตรชาวไทยของเราให้รู้จักกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งนับเป็นความน่าสนใจยิ่งขึ้น”



การสร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรมดัตช์กับไทย
“ในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก เป็นบ้านของผู้คนจากทุกภูมิหลัง ศาสนา และความเชื่อ
ในระดับสากล เราเป็นประเทศที่เปิดกว้างและกระตือรือร้นที่จะริเริ่มความสัมพันธ์ การค้า และการร่วมทุนมาโดยตลอด ความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จ
ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมดัตช์ และก่อให้เกิดความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนบนพื้นฐานของฉันทมติเมื่อมีส่วนร่วมในการทูตเชิงวัฒนธรรม
ผมเชื่อว่าความเปิดกว้างและความอบอุ่นของไทยที่มีต่อวัฒนธรรมและชาวต่างชาติทำให้การเชื่อมต่อในเรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องง่าย
และเรารู้สึกได้รับการต้อนรับที่นี่เสมอ ยิ่งทำให้มีโอกาสมากมายในการร่วมมือและเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมไทย”
การสร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรมดัตช์ (ตรงไปตรงมา, เน้นประสิทธิภาพ) กับไทย (นุ่มนวล, ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์) ทำได้โดยการผสมผสานความจริงใจในการสื่อสารแบบดัตช์ เข้ากับความยืดหยุ่นและการให้เกียรติแบบไทย เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยาวนานผ่านบ้านฮอลันดา และเปิดรับบริบทที่ปรับเปลี่ยนได้เสมอ

ความสำคัญของศิลปะในฐานะการทูตเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงได้ง่าย
“ศิลปะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทูตเชิงวัฒนธรรมที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เข้าถึงง่ายและน่าสนใจยิ่งขึ้นโดยผ่านการแสดงออกอย่างดนตรีและการเต้นรำ ซึ่งสามารถสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึก และแนวคิดที่ซับซ้อนได้ลึกซึ้งกว่าคำพูดเพียงอย่างเดียว ทั้งยังสร้างอัตลักษณ์และจุดขายให้กับพื้นที่วัฒนธรรมต่างๆ
ตัวอย่าง เราจัดคอนเสิร์ตทั้งในสวน (Outdoor) และในอาคารที่พัก (Indoor) เป็นประจำโดยการจับคู่ศิลปินชาวดัตช์และไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีผ่านเสียงเพลง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ผ่านการแลกเปลี่ยนดนตรีที่แท้จริง
ซึ่งนอกจากจะได้สัมผัสกับความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินชาวดัตช์แล้ว ยังได้รับชมการแสดงที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน เราพยายามเพิ่มผลกระทบระยะยาวของการเยี่ยมเยือนทางศิลปะ โดยการบูรณาการกิจกรรมการศึกษา เช่น มาสเตอร์คลาส เวิร์กช็อป การพูดคุยกับศิลปิน หรือการอภิปรายสาธารณะ เข้ากับการแสดงหลัก เพื่อให้ศิลปินแบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจ สร้างการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ร่วมกันอย่างลึกซึ้งระหว่างศิลปิน นักเรียน ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไป”
ส่วนการนำนโยบายวัฒนธรรมระหว่างประเทศของเนเธอร์แลนด์มาปรับใช้ในโครงการทางวัฒนธรรมในประเทศไทยนั้น
“การใช้มุมมองหรือแนวทางทางวัฒนธรรมอาจช่วยสร้างความเข้าใจและเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายในหัวข้ออื่นๆ ได้
หนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่เราชื่นชอบมากที่สุดคือ งานฉายภาพยนตร์สำหรับกลุ่ม LGBTIQ+ ที่เราจัดขึ้นในสวนช่วงเย็น โดยฉายภาพยนตร์สั้นและสารคดีจากผู้สร้างที่เป็นกลุ่ม LGBTIQ+ จากประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เห็นได้ว่า กิจกรรมนี้ดึงดูดเยาวชนจำนวนมากจากประเทศของเราทั้งสอง และการจำหน่ายบัตรเข้าชมมักหมดอย่างรวดเร็ว เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นเช่นนั้น เพราะการมีส่วนร่วมของเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ สำหรับเรา ในด้านการทูตเชิงวัฒนธรรม

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การเข้าร่วมงาน “สัปดาห์ปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Bangkok Climate Action Week – BKKCAW) ครั้งแรก (จัดขึ้นเมื่อ 28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2025) ได้มีการนำเสนอชุดภาพถ่าย “การมองเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ความเป็นจริงในระดับท้องถิ่น – ความรับผิดชอบระดับโลก” (Visualizing Climate Change : Local Realities – Global Responsibilities) เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและนำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อชุมชน
ผลงานชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการถ่ายภาพเชิงสารคดีที่นำโดยคาดีร์ ฟาน โลฮุยเซน (Kadir van Lohuizen) ช่างภาพชาวดัตช์ชื่อดัง ร่วมกับช่างภาพจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมุ่งเน้นการบันทึกภาพและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการขยะในเมืองใหญ่
เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับวิทยากรและศิลปินชั้นนำมาร่วมเสวนาในหัวข้อนี้ นับเป็นกำลังใจอย่างยิ่งที่ได้ฟังมุมมองจากคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling) ในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนผลกระทบต่อประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ”

การวัดผลสำเร็จทางการทูตเชิงวัฒนธรรม
“การทูตเชิงวัฒนธรรมวัดปริมาณได้ยาก แต่ความสำเร็จที่แท้จริงสะท้อนผ่านเครือข่ายที่แข็งแกร่งขึ้นทุกปี โดยเปลี่ยนจากการจัดงานอีเวนต์ชั่วคราวไปสู่ความร่วมมือระยะยาว การร่วมมือซ้ำ และการแลกเปลี่ยนใหม่ๆ ที่ยั่งยืน
อีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญคือ ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับ โดยเฉพาะนักเรียนและคนหนุ่มสาววัยทำงานที่เข้าร่วมหลักสูตรหรือเวิร์กช็อปของเราซึ่งเรามักพบว่า ทักษะและแรงบันดาลใจที่พวกเขาได้รับนั้นสามารถสนับสนุนการพัฒนาตนเอง เสริมสร้างความมั่นใจ และเปิดเส้นทางสำหรับการเรียนรู้และการเติบโตในอาชีพการงานต่อไป
ในหลายกรณี การสนทนาไม่ได้จบลงหลังจากกิจกรรมสิ้นสุดลง แต่ยังคงดำเนินต่อไปผ่านการสนทนาติดตามผล การให้คำปรึกษา และโครงการในอนาคต”
การทูตทางวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เรื่องศิลปะ แต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง โดยเอกอัครราชทูตแร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน ย้ำว่า
“แม้ว่าการทูตทางวัฒนธรรมมักถูกมองผ่านมุมมองทางสังคมหรือศิลปะเป็นหลัก แต่ก็มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย
โครงการริเริ่มทางวัฒนธรรมสามารถกระตุ้นการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดึงดูดผู้ชม และสร้างรายได้ภายในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรม
การทูตเชิงวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนและภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศชายแดนโดยใช้รากฐานวัฒนธรรมสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
